Home > มุสลิมในมาซีโดเนีย

สุไลมาน รุชดี (Sulejman Rushiti) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมาซีโดเนีย, ในคณะรัฐบาลมาซีโดเนียมีรัฐมนตรีราว 1 ใน 3 นับถือศาสนาอิสลาม (เป็นไปตามสัดส่วนประชากร)

เยาวชนมาซีโดเนียเรียนศาสนาในมัสยิด

มัสยิดมุสตาฟา ปาชา (Mustapha Pasha Mosque) กรุงสโกเปีย

มัสยิดอิสฮัค (Isac Mosque) กลางเมืองบีโตลา

สาวมุสลิมที่เตโตโว

มุสลิมในมาซีโดเนีย

Muslims in Macedonia

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล         

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

มาซีโดเนีย - ดินแดนแห่งยอดนักรบ 'อเล็กซานเดอร์มหาราช' (Alexander the Great, 356 ปีก่อนค.ศ. - 323 ปีก่อนค.ศ.) เป็นที่พำนักอันยาวนานของชาวมุสลิมแห่งยุโรปตะวันออก เริ่มต้นเมื่อกองทัพออตโตมันเติร์กเข้ายึดครองมาซีโดเนียช่วงปี 1371-91 พร้อมทั้งนำความจริงแห่งอิสลามเผยแผ่สู่ดินแดนนี้

600 ปีผ่านไป...วันนี้ 1 ใน 3 ของประชากรมาซีโดเนียประกาศตัวว่าเป็นมุสลิม!

สภาพทั่วไปของประเทศมาซีโดเนีย

สาธารณรัฐมาซีโดเนีย (Republic of Macedonia) ซึ่งรัฐและองค์กรนานาชาติส่วนใหญ่เรียกว่า อดีตสาธารณรัฐยูโกสลาฟมาซีโดเนีย (Former Yugoslav Republic of Macedonia: FYROM) เป็นรัฐอิสระบนคาบสมุทรบอลข่านในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้

ในสมัยประวัติศาสตร์ มาซีโดเนียเคยตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน ต่อมาช่วงปี 1371-91 กองทัพมุสลิมออตโตมันเติร์กเข้ามายึดครอง มาซีโดเนียตกเป็นอาณานิคมของเติร์กเป็นเวลา 521 ปี จนกระทั่งเลิกเป็นอาณานิคมของเติร์กหลังสงครามบอลข่านปี 1912-13 ซึ่งในคราวนั้นกองทัพบัลกาเรีย, กรีซ, เซอร์เบีย, และชาวมาซีโดเนียอีก 100,000 คน ร่วมกันรบจนได้รับชัยชนะต่อกองทัพออตโตมัน แต่กลับกลายเป็นว่าแม้ชาวมาซีโดเนียช่วยรบ ตัวเองก็ไม่ได้เป็นประเทศอิสระซะที เพราะเมื่อสงครามบอลข่านจบ ดินแดนของจักรวรรดิออตโตมันในยุโรปกลับโดนประเทศต่างๆ แบ่งกันตามสะดวก พื้นที่ที่เป็นมาซีโดเนียถูกแบ่งปันกันระหว่างบัลกาเรีย, กรีซ, และราชอาณาจักรเซิร์บ โครแอทและสโลเวเนีย (ทั้งบัลกาเรีย, กรีซ, และเซอร์เบีย ที่รุมกันทึ้งดินแดนของออตโตมันนี้ ก่อนหน้านี้ทั้งสามชาติก็เคยตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิออตโตมันเติร์กกันคนละ 400-500 กว่าปีเช่นกัน! กรีซได้รับเอกราชจากเติร์กในปี 1829 เซอร์เบียได้รับเอกราชในปี 1830 ส่วนบัลกาเรียในปี 1878 - ผู้แปล)

กรีซยึดเอาดินแดนมาซีโดเนียไปมากที่สุด คือครึ่งล่างของอาณาเขตมาซีโดเนียทั้งหมด (เรียกว่า 'อีเจียนมาซีโดเนีย') ในปัจจุบันดินแดนส่วนนี้ของกรีซเรียกว่า 'แคว้นมาซีโดเนีย'

ดินแดนมาซีโดเนียที่บัลกาเรียยึดไปคือแคว้นพีริน (Pirin) และเลิกใช้ชื่อแคว้นเป็นภาษามาซีโดเนียตั้งแต่นั้นมา

ส่วนดินแดนมาซีโดเนียที่เซิร์บยึดไปเรียกว่า 'วาร์ดาร์มาซีโดเนีย' (Vardar Macedonia) หรือ 'แคว้นใต้ของเซอร์เบีย' ถือเป็นรัฐปกครองตนเองภายใต้การดูแลของราชสำนักยูโกสลาเวีย ประเทศมาซีโดเนียในปัจจุบันนี้คือ ดินแดนที่เรียกว่า 'วาร์ดาร์มาซีโดเนีย' นี่เอง ส่วนพื้นที่ที่โดนกรีซและบัลกาเรียยึดไป ก็เลยตามเลย กลายเป็นแคว้นหนึ่งของประเทศนั้นๆ ไปแล้ว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายพลติโตแห่งยูโกสลาเวียผนวกมาซีโดเนียเป็นสาธารณรัฐ 1 ใน 6 สาธารณรัฐของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย

ต่อมาปี 1991 เมื่อคอมมิวนิสต์ล่มสลาย มาซีโดเนียประกาศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.1991 เป็นการแยกตัวอย่างสันติ ตั้งชื่อประเทศว่า 'สาธารณรัฐมาซีโดเนีย' (Republic of Macedonia - ROM) และได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติภายใต้ชื่อนี้ แต่ได้รับการคัดค้านจากกรีซ โดยให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์และดินแดนว่า การใช้ชื่อ Republic of Macedonia เป็นการส่อเจตนารมย์ที่จะอ้างสิทธิครอบคลุมไปถึงดินแดนมาซีโดเนียส่วนที่อยู่ในกรีซ (ที่ฉวยเอาไปตอนสงครามบอลข่านอ่ะ แต่จริงๆ แล้วเพราะความจริงมันโดนเปิดเผยนะสิว่า อเล็กซานเดอร์มหาราชและยอดนักปราชญ์โบราณอีกหลายคน ตัวอย่างเช่น อริสโตเติล นั้นหาใช่ชาวกรีกไม่ แต่เป็นชาวมาซีโดเนีย!!! อย่างเช่นหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง 'อเล็กซานเดอร์มหาราช' ที่ฉายเมื่อไม่กี่ปีก่อนก็ทำออกมาชัดเลยว่าอเล็กซานเดอร์เป็นชาวมาซีโดเนีย!!! - ผู้แปล) ในที่สุดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 817 (1993) ให้ใช้ชื่อ Former Yugoslav Republic of Macedomia (FYROM) ในการอ้างถึงมาซีโดเนียในสหประชาชาติจนกว่าประเทศทั้งสองจะตกลงกันได้ มาซีโดเนียเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติประเทศที่ 181 เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1993

เมืองหลวงชื่อ สโกเปีย (Scopje เมืองไทยมักเขียนว่า สกอปเจ) ส่วนเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เตโตโว (Tetovo), กอสติวาร์ (Gostivar), พรีเลพ (Prilep), บีโตลา (Bitola)

ภาษาทางการคือ ภาษามาซีโดเนียและภาษาอัลบาเนีย

การปกครองเป็นสาธารณรัฐระบบรัฐสภา มีนายบรันโค เซอร์เวนคอฟสกี (Branko Crvenkovski) เป็นประธานาธิบดี และนายนิโกลา กรูเอฟสกี (Nikola Gruevski) เป็นนายกรัฐมนตรี

วันชาติคือวันที่ 8 กันยายน 1991 เพื่อรำลึกถึงวันลงประชามติแยกตัวออกจากยูโกสลาเวีย

ประชากรทั้งประเทศมี 2,034,000 คน (สำรวจปี 2002) ประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ ดังนี้

  • มาซีโดเนีย 1,297,981 คน  หรือร้อยละ 64.18
  • อัลบาเนีย 509,083 คน หรือร้อยละ 25.17
  • เติร์ก 77,959 คน หรือร้อยละ 3.85
  • โรมา 53,879 คน หรือร้อยละ 2.66
  • เซิร์บ 35,939 คน หรือร้อยละ 1.78
  • Vlachs 9,695 คน หรือร้อยละ 0.48
  • อื่นๆ 38,011 คน หรือร้อยละ 1.88

ศาสนาหลักมี 3 ศาสนา คือ คริสต์มาซีโดเนียนออร์โธดอกซ์ มีผู้นับถือร้อยละ 64.7, อิสลามร้อยละ 33.3 (ประมาณเกือบ 7 แสนคน), ส่วนที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ

มีโบสถ์คริสต์ 1,200 แห่ง มัสยิด 425 แห่ง

มาซีโดเนีย (สีน้ำตาล) มีพรมแดนด้านเหนือติดโคโซโว ด้านใต้ติดกรีซ ส่วนด้านตะวันตกติดกับอัลบาเนีย

เชื้อชาติของชาวมุสลิมในมาซีโดเนีย

จากการสำรวจสำมะโนประชากรเมื่อปี 2002 มาซีโดเนียมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร้อยละ 33.3 ของประชากรทั้งประเทศ แบ่งเป็น 5 เชื้อชาติใหญ่ๆ ดังนี้:

  • อัลบาเนีย (Albanians) ร้อยละ 25.17 ของประชากรทั้งประเทศ
  • เติร์ก (Turks) ร้อยละ 3.85
  • โรมา (Roma) ร้อยละ 2.66
  • มาซีโดเนีย (Muslim Macedonians) ร้อยละ 0.8
  • บอสเนีย (Bosnia) ร้อยละ 0.8

ชาวอัลบาเนียส่วนใหญ่อาศัยรวมกลุ่มหนาแน่นด้านตะวันตกของมาซีโดเนีย ใกล้พรมแดนอัลบาเนียเช่น เตโตโวและกอสติวาร์ ประชากรส่วนใหญ่ของทั้งสองเมืองเป็นชาวอัลบาเนีย โดยเฉพาะเตโตโวถือเป็นเมืองหลวงของชาวอัลบาเนียในมาซีโดเนีย นอกจากนี้แล้วก็อาศัยบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือใกล้กับโคโซโว และในสโกเปียเมืองหลวง

ชาวเติร์กก็อาศัยบริเวณด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเช่นเดียวกัน นอกจากนี้จะอยู่หนาแน่นในเมืองใหญ่ๆ เช่น สโกเปีย, กอสติวาร์, เดอบาร์ (Debar), และสตรูมิซา (Strumitsa หรือ Strumica)

ชาวโรมาอาศัยหนาแน่นในเมืองพรีเลพ, Chair, Tsentar, เดอบาร์, Vinica, และสโกเปีย

ชาวมาซีโดเนียมุสลิม เป็นชาวสลาฟแท้มาซีโดเนียดั้งเดิมที่เปลี่ยนมารับอิสลามตอนอยู่ใต้ปกครองเติร์ก ถูกเรียกว่า ชาว Torbeshi, โปมัก (Pomak เหมือนชาวบัลกาเรียนมุสลิม), หรือไม่ก็เรียกว่า Potur พวกนี้อาศัยบริเวณภาคตะวันตกของประเทศ

ชาวบอสเนีย อาศัยระหว่างสโกเปียกับ Veles ในตอนกลางของมาซีโดเนีย

เชื่อมั้ยล่ะว่านี่คือเมืองฝรั่ง? สตรีมุสลิมในเมืองเตโตโว มาซีโดเนีย

521 ปีของมาซีโดเนียภายใต้จักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์ก

เริ่มในปี 1371 กองทัพออตโตมันนำโดยลาลา ซาฮิน ปาชา (Lala Şâhin Paşa) เข้ารบกับฝ่ายเซอร์เบียนำโดย Vukašin Mrnjavčević (ค.ศ.1320-71) กษัตริย์เซอร์เบียแห่งพรีเลพ และน้องชายคือ Uglješa แถมยังมีทัพพันธมิตรจากบัลกาเรียเข้าร่วมด้วย ซึ่งศึกนี้เรียกว่าศึกมาริซา (Battle of Marica หรือ Maritsa) สองฝ่ายปะทะกันที่ริมฝั่งแม่น้ำมาริซาใกล้หมู่บ้าน Chernomen (ปัจจุบันคือ Ormenio อยู่ในประเทศกรีซ) ในวันที่ 26 กันยายน 1371 ปรากฎว่าทัพออตโตมันขยี้ทัพเซอร์เบียซะแหลกราญ แถมสังหาร Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียและ Uglješa น้องชายได้ในที่รบ ผลของการรบครั้งนี้ทำให้มาซีโดเนียตกอยู่ใต้การยึดครองของจักรวรรดิออตโตมัน และเจ้าชายมาร์โค (Prince Marko เจ้าชายเซอร์เบีย ครองดินแดนตอนกลางของมาร์ซีโดเนียช่วงปี 1371-95) โอรสของ Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียแห่งพรีเลพได้ยอมตนเป็นขุนศึกของกองทัพออตโตมัน นำกองกำลังของตัวเองเข้ารบให้เติร์กตลอด จนต่อมาเจ้าชายมาร์โคเสียชีวิตจากการรบให้เติร์กในศึก Rovine (Battle of Rovine ที่โรมาเนียปี 1395)

ปี 1382 ยึดเมืองต่างๆ ของมาซีโดเนีย ได้แก่ เมืองสติพ (Šhtip), บีโตลา, พรีเลพ  

ปี 1385 ยึดเมือง ออริด (Ohrid) ของมาซีโดเนีย

ปี 1391 หรือสามปีหลังสงครามโคโซโว ออตโตมันยกทัพยึดครองสโกเปีย เมืองหลวงของมาซีโดเนีย

เยาวชนมุสลิมที่เตโตโวหลังเลิกเรียนวิชาศาสนาจากมัสยิด หรือที่บ้านเราเรียกว่า 'โรงเรียนแขก'

ลักษณะการปกครอง

เป้าหมายของออตโตมันมิได้ต้องการทำร้ายชาวเมือง แต่เพื่อยึดและปกครองเมืองในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อการสะสมกำลังทหารและเศรษฐกิจเพื่อมุ่งหน้าไปยึดยุโรปตะวันตกต่อไป

ออตโตมันปรับปรุงระบบการถือครองที่ดินใหม่ ตามมาด้วยการก่อตั้งสถาบันต่างๆ มากมาย เพื่อเป็นประโยชน์กับอำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจของจักรวรรดิ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าออตโตมันเข้ามายกเลิกระบอบศักดินาเสียทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม เติร์กกลับปรับปรุงพวกศักดินาส่วนใหญ่ให้เข้ากับความต้องการของตน ออตโตมันมีทัศนคติที่ใจกว้างต่อพวกถือครองที่ดิน จนตอนหลังทำให้พวกนี้ส่วนหนึ่งหันมารับอิสลาม

การปกครองในรูมาเลีย (Rumeli) แคว้นยุโรปของจักรวรรดิออตโตมัน มีปาชา (Pasha) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสุลต่านเป็นผู้ปกครอง เรียกเขตปกครองว่า beylerbeyliks ซึ่งสมัยต่อมาเรียกว่า eyalets และ vilayets  จากนั้นแบ่งย่อยเป็นระดับที่สองว่า 'ซันจัก' (Sanjak) และจากนั้นแบ่งเขตย่อยลงไปอีกเป็น 'กาซา' (Kaza) ในแต่ละกาซาจะมี 'กอฎี' (Qadi) หรือผู้พิพากษา เป็นผู้ตัดสินคดีความ

ในซันจัก Kyustendil ประกอบไปด้วยเมือง กราโตโว (Kratovo), สติพ, Kochani, และ Nagorichani (หรือกาซากราโตโวทั้งหมด), สตรูมิซา, Tikvesh, Melnik, และ Lake Doyran (กาซาสตรูมิซา), และ Slavishte และ Upper Kresva (จากกาซา Kyustendil)

'ซักจักออริด' ประกอบด้วยดินแดนด้านตะวันตกของมาซีโดเนียทั้งหมด

จากนั้นในกลางศตรรษที่ 17 ได้ก่อตั้ง 'ซันจักสโกเปีย' ซึ่งกินเนื้อที่มาซีโดเนียเกือบทั้งหมด

ซันจักเทสซาโลนิกี (Thessaloniki หรือ Salonika เมืองใหญ่อันดับสองของกรีซในปัจจุบัน) ซึ่งก่อตั้งก่อนหน้าซันจักสโกเปียไม่นานครอบคลุมด้านใต้ของมาซีโดเนีย นอกจากนี้ก็เริ่มก่อตั้งซันจัก Lerin (Florina)

ปาชาซันจักประกอบด้วย เตโตโว, Kichevo, Veles, พรีเลพ, บีโตลา, Enidje-Vardar, Voden, Berroia, Serfidje, Hrupishta, Kostur, Biglishte, Drama, Serres, Zihna, Nevrokop, Demir Hisar, และ Siderokapsa

ปี 1864 ออตโตมันจัดการปกครองของรูมาเลียใหม่ ให้สโกเปียเป็นเมืองหลวงของ 'วิลาเยต์โคโซโว' (Vilayet of Kosovo) ซึ่งประกอบไปด้วย โคโซโว ซันจักโนวีปาซาร์ (Novi Pazar, Sanjak of Yenibazar) ซันจักนิซ (Nis อยู่ในเซอร์เบีย) ซึ่งอาณาเขตของวิลาเยต์โคโซโวครอบคลุมดินแดนกว้างขวางกว่าประเทศโคโซโวในทุกวันนี้มาก

เปลี่ยนชื่อเมือง

เมืองต่างๆ ของมาซีโดเนียโดนเปลี่ยนเป็นชื่อเตอร์กิช เช่น สโกเปีย เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น 'อุสคุบ' (Üsküb หรือ Üsküp), เมืองสติพ (Šhtip) เปลี่ยนเป็นเมือง 'อิชติพ' (Ishtip), เมืองบีโตลา (Bitola) เปลี่ยนเป็น 'โมนาสตีร์' (Monastir), เมืองเตโตโว (Tetovo) เปลี่ยนเป็น Kalkandelen, เมืองพรีเลพ (Prilep) เปลี่ยนเป็น Pirlepe, เมืองออริด Ohrid เปลี่ยนชื่อเป็น Ohri

และชื่อเมืองต่างๆ เหล่านี้ถูกเรียกเป็นภาษาเตอร์กิช 521 ปีเต็มภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันเติร์ก

คลิปวีดิโอมัสยิดและภาพเก่าๆ ของพี่น้องมุสลิมในมาซีโดเนีย

ลักษณะประชากรและการแผ่ขยายของอิสลาม

ภายใต้การปกครองของออตโตมัน ดินแดนมาซีโดเนียเป็นส่วนหนึ่งของแคว้น 'รูมาเลีย' (Rumelia) หรือแคว้นยุโรปของจักรวรรดิออตโตมัน ในช่วงศตวรรษที่ 14 ภูมิภาคชายแดนของออตโตมันเช่น เทรซ (Thrace ปัจจุบันอยู่ในกรีซ), บัลกาเรียตะวันออก, มาซีโดเนีย, และเทสซาลี (Thessaly ปัจจุบันเป็นแคว้นหนึ่งของกรีซ) กลายเป็นโซนที่ชาวเติร์กอพยพเข้ามาอยู่หนาแน่นพร้อมทั้งนำวัฒนธรรมเติร์กเข้ามา แถมยังทำให้อิสลามแพร่ขยายไปทั่วดินแดนเหล่านี้ ในเมืองหลวงอย่างสโกเปียและเมืองใหญ่จะมีพวกมุสลิมกระแสหลักเข้าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนในแถบชนบทมีพวกซูฟีแซมเข้ามาบ้าง

ในชนบทชาวเติร์กที่เรียกว่า Yuruk และ Konjari จะเข้ามาสู่มาซีโดเนียเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ C.Elliot เลขาสถานฑูตอังกฤษประจำคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ อิสตันบุล ตุรกี) ช่วงปี 1893-98 อ้างว่า ชาว Yuruk และ Konjari มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่อาศัยแถบ Bistrica และด้านเหนือของ Solun ส่วนตลอดแนวชายทะเลอีเจียนและตลอดแนวแม่น้ำวาร์ดาร์ในตอนกลางของมาซีโดเนียก็มีชาวเติร์กอาศัยอยู่มาก แต่พวกเขาก็มิใช่ประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่ เพราะแถบเทือกเขาในชนบทโดยปกติแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของชาวคริสต์

M. Tozer นักประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 19 อ้างว่า กองทัพออตโตมันอพยพชาวมุสลิมรุ่นแรกสุดเข้ามายังมาซีโดเนียคือ ชาวเติร์กจากเมืองซารูฮาน (Saruhan ของตุรกีในปัจจุบัน) ซึ่งเข้ามาในศตวรรษที่ 14 ชาวเติร์กเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานในเมืองใหญ่ทั่วมาซีโดเนีย ชุมชนชาวมุสลิมในเมืองใหญ่เห็นได้ชัดเจนในศตวรรษที่ 15 และเติบโตอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 16 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ชาวคริสต์หันมารับอิสลาม

การหลั่งไหลเข้ามาอย่างหนักของชาวเติร์กทำให้เมืองต่างๆ ของมาซีโดเนียถูกปรับปรุงจนดูคล้ายเมืองในโลกตะวันออก มีการก่อสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ สถานอาบน้ำสาธารณะแบบเตอร์กิช (หรือที่เรารู้จักกันดีว่า 'เตอร์กิชบาธ' Turkish bath) โรงเรียนสอนศาสนา ตลาดร้านค้า โรงแรมที่พักแบบเตอร์กิช และอื่นๆ อีกมากมาย

หลังเติร์กเข้ายึดครอง จำนวนชาวเติร์กในมาซีโดเนียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมักอาศัยในเมืองใหญ่ ตัวอย่างเช่น ในปี 1460 ในเมือง Veles มีหมู่บ้านชาวเติร์กเพียง 5 หมู่บ้าน แต่ร้อยปีให้หลังจำนวนก็เพิ่มไปเป็น 15 หมู่บ้าน จำนวนชาวมุสลิมจะเพิ่มมากในเมืองมากกว่าในชนบท ในขณะที่ชาวคริสต์จำนวนมากทะยอยอพยพออกจากเมืองไปสู่ในชนบท เช่น เมืองสโกเปียในปี 1455 มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 551 ครอบครัวและชาวคริสต์ 339 ครอบครัว แต่เมื่อถึงปี 1519 กลับมีชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็น 717 ครอบครัว ในขณะที่ชาวคริสต์ลดลงเหลือเพียง 302 ครอบครัว

ในเมือง Kichevo ปี 1476 มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 31 ครอบครัวและชาวคริสต์ 186 ครอบครัวแต่ใน 50 ปีต่อมา ชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็น 111 ครอบครัว ส่วนชาวคริสต์ลดลงเหลือ 146 ครอบครัว

ในเมืองบีโตลา ปี 1460 มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 295 ครอบครัวและชาวคริสต์ 185 ครอบครัว ต่อมาในปี 1519 ชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็น 756 ครอบครัว ส่วนชาวคริสต์เพิ่มขึ้นมาเป็น 330 ครอบครัว

ในปี 1492 เมื่ออาณาจักรมุสลิมสเปน 'อัล-อันดาลุส' (ค.ศ.711-1492) ล่มสลาย กษัตริย์คริสต์ขับไล่ชาวมุสลิมและยิวออกจากสเปน สุลต่านออตโตมันส่งเรือไปรับชาวมุสลิมและยิวจากสเปนมาตั้งรกรากในจักรวรรดิออตโตมันหลายระลอก และชาวยิวจำนวนมากถูกนำไปตั้งถิ่นฐานในมาซีโดเนีย ซึ่งเป็นที่ที่ชาวยิวได้เจอที่พักพิงอันปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของผู้ปกครองมุสลิมอีกครั้งคือจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์ก การเข้ามาของพ่อค้าและช่างฝีมือชาวยิวทำให้เศรษฐกิจในเมืองที่พวกเขาเข้าไปตั้งถิ่นฐานดีขึ้น โดยเฉพาะเมืองเทสซาโลนิกี รวมไปถึงเมืองบีโตลา, สโกเปีย, สติพ, Ber, Kostur, Serres, กราโตโว, และสตรูมิซา ต่อมาช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ในเมืองเทสซาโลนิกีมีชาวยิวอาศัยอยู่ 3,000 ครอบครัว ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น "มาตุภูมิแห่งอิสราเอล" ต่อมาในศตวรรษที่ 17 เมืองสโกเปียมีย่านชาวยิวโดยเฉพาะ มีสุเหร่ายิวสองแห่งและโรงเรียนอีกหลายแห่ง

เมืองต่างๆ

สโกเปีย (เติร์กเรียกว่า 'อุสคุบ')

ปี 1391 หรือสามปีหลังสงครามโคโซโว ในสมัยของสุลต่านบายาซิดที่ 1 (ค.ศ.1389-1402) ทัพออตโตมันนำโดย กาซี (Gazi) ยกเข้ายึดครองสโกเปีย เมืองหลวงของมาซีโดเนีย เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น 'อุสคุบ' (Üsküb หรือ Üsküp) และช่วงต่อมาเมื่อออตโตมันปรับปรุงเขตการปกครองใหม่ อุสคุบก็ได้ยกเป็นเมืองหลวงของวิลาเยต์โคโซโว (Vilayet of Kosovo) เขตการปกครองซึ่งมีดินแดนกว้างขวางกว่าประเทศโคโซโวตอนนี้มาก

ในเมืองสโกเปีย ออตโตมันแบ่งออกเป็นหลายควอเตอร์เรียกว่า 'มาลี' (Maali) ในแต่ละมาลีจะเป็นชุมชนชาวคริสต์ล้วนๆ หรือไม่ก็มุสลิมล้วนๆ ในปี 1452 สโกเปียมีทั้งหมด 31 มาลี - เป็นคริสต์ 8 มาลี และมุสลิม 23 มาลี จากนั้นอีก 116 ปี คือปี 1568 สโกเปียมี 67 มาลี จำนวนมาลีของชาวคริสต์เพิ่มขึ้นเพียงสองแห่งเป็น 10 มาลี ในขณะที่จำนวนมาลีของชาวมุสลิมสูงขึ้นเกือบสองเท่าเป็น 57 มาลี

Evliya Çelebi (ค.ศ.1611-82) นักเดินทางชื่อดังชาวเติร์กได้บันทึกไว้ในหนังสือ Seyahatname หรือ Book of Travels ว่า อุสคุบตั้งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำวาร์ดาร์ รอบๆ มีทุ่งหญ้าและสวนผลไม้ เหนือเมืองขึ้นไปมีปราสาท 5 เหลี่ยมขนาดใหญ่ หอคอย 70 หอ ปราสาทมีความแข็งแกร่งและสวยงาม บริเวณกำแพงชั้นนอกของปราสาทมีบ้านเรือนตั้งอยู่หลายร้อยหลัง พร้อมทั้งคลังเก็บอาวุธ อุสคุบอยู่ภายในแคว้นรูมาเลีย (Eyalet of Rumeli) ปกครองโดยผู้ครองนครที่เรียกว่า 'เบย์' (Bey) ซึ่งครอบครอง 255 ติมาร์ (timars) และ Ziamets รายได้ประจำปีมากราว 10 ถุงเงิน นอกจากนี้แล้วเจ้าหน้าที่ในเมืองยังประกอบไปด้วย şeyhiïl-Islam, nakib ül esraf และ 'กอฎี' (qadi ผู้พิพากษาของอิสลาม) ซึ่งกินเงินเดือน 500 akçes, มี Serdar ซึ่งเป็นหัวหน้าของเหล่าทหารแจนีสซารีและอยู่ทั่วไปในเมือง, ผู้บัญชาการดูแลปราสาท ดูแลกองทหาร 300 นาย, เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจากกองคาราวานและพ่อค้า, และเจ้าหน้าที่อื่นๆ

Evliya Çelebi ยังบรรยายต่อไปว่า เมืองอุสคุบแบ่งออกเป็น 70 แขวง มี 350 หมู่บ้าน รวมบ้านเรือน 10,060 หลัง ทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น ทั้งหมดทำด้วยหิน หลังคามุงกระเบื้องสีแดง ถนนหนทางสะอาด ปูด้วยหิน ตลอดแนวแม่น้ำวาร์ดามีกังหันลมตลอดสาย มีร้านค้าในเมือง 2,000 ร้าน ร้านค้าที่โดดเด่นได้แก่ ร้านเสื้อผ้า ร้านทำเต๊นท์ ร้านทำรองเท้า ร้านทำหมวก ร้านย้อมผ้า ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งอย่างสวยงาม ประดับประดาด้วยดอกไม้ พ่อค้าจะเผาเครื่องหอมสร้างความหอมกรุ่นกระจายไปทั่วตลาด บริเวณตลาดมีการก่อสร้างประตูเหล็กและโดมที่แข็งแกร่ง สินค้ามีชื่อของอุสคุบคือ หมอนถักลูกไม้หลากสี ผ้าม่านที่ออกแบบมาอย่างดี

Evliya Çelebi ระบุว่า มัสยิดและสถานที่สำคัญทางศาสนาในเมืองอุสคุบมีมากมายกว่า 120 แห่งกระจัดกระจายไปทั่วเมือง โดยเฉพาะมัสยิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ มัสยิดสุลต่านมุรอดที่ 1 มัสยิดแต่ละแห่งมีโรงเรียนสอนศาสนาตั้งอยู่ติดกัน และยังมีอาศรมของนักวิชาการศาสนาอิสลาม (tekke) 20 แห่ง ที่โด่งดังที่สุดได้แก่ อาศรมของ Mevlevis (Dervishes เป็นสำนักซูฟี) นอกจากศาสนสถานของอิสลามแล้ว ยังมีโบสถ์ของชาวอาร์มีเนีย, บัลแกเรีย, และเซิร์บ และยังมีสุเหร่ายิว นอกจากนี้ยังมีชาว 'แฟรงค์' ฮังการี และออสเตรีย อาศัยในเมืองนี้ด้วย พวกนี้ไม่มีโบสถ์ของตัวเอง แต่จะไปประกอบพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ของชาวเซิร์บ

ในด้านของประชากร ในปี 1452 เมืองสโกเปียมีชาวคริสต์อาศัยอย่ 312 ครอบครัว ในขณะที่มีชาวมุสลิม 516 ครอบครัว ต่อมาในปี 1544 ชาวคริสต์ลดลงเหลือ 216 ครอบครัว ในขณะที่ชาวมุสลิมกลับเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวเป็น 1,067 ครอบครัว และในจำนวนชาวมุสลิมนี้เป็นชาวคริสต์ที่เปลี่ยนมารับอิสลาม 357 ครอบครัว

ต่อมาในปี 1568 ชาวคริสต์เติบโตขึ้นเป็น 511 ครอบครัว ในขณะที่ชาวมุสลิมเพิ่มเป็น 1,560 ครอบครัว และในจำนวนนี้เป็นชาวคริสต์ที่หันมารับอิสลาม 709 ครอบครัว

ออตโตมันนำศาสนาอิสลามเข้ามาในอุสคุบ ก่อสร้างมัสยิดและอาคารออตโตมันอื่นๆ อีกมากมายเช่น สถานอาบน้ำเตอร์กิช หรือ เตอร์กิชบาธ (Hamams หรือ Turkish Baths), โรงแรมที่พักสำหรับคนเดินทาง อาคารเหล่านี้จำนวนพอสมควรยังคงหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้หลังปี 1492 อาณาจักรมุสลิมในสเปน 'อัล-อันดาลุส' (ค.ศ.711-1492) ล่มสลาย ออตโตมันได้อพยพชาวยิวที่ถูกคริสเตียนขับไล่ออกจากสเปนเข้ามายังอุสคุบ ทำให้เมืองมีความหลากหลายยิ่งขึ้น

ต่อมาในปี 1555 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอุสคุบ เมืองเสียหายยับเยิน แต่ในไม่ช้าก็ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่และรุ่งเรืองต่อไปได้อีก

ช่วงศตวรรษที่ 17 คาดว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในอุสคุบราว 30,000-60,000 คน Dulgar Dede นักเขียนชาวเติร์กได้เดินทางมาเยือนเมือง 'อุสคุบ' และบันทึกไว้ว่า: "ช่างเป็นพรวิเศษจากอัลลอฮ ฉันได้เดินทางไปทั่วรูมาเลีย ได้เยือนเมืองสวยๆ งามๆ มากมาย แต่ก็หามีเมืองใดที่งดงามเท่ากับเมืองอุสคุบที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวาร์ดาร์นี่เลย"

ปี 1689 กองทัพออสเตรียนำโดยนายพลพิคโคโลมีนี (Engelberto d'Ugo Piccolomini) เข้าตีเมืองอุสคุบ ซึ่งในเมืองตอนนั้นกำลังเกิดอหิวาตกโรคระบาดหนัก เมืองจึงแทบเป็นเมืองร้างเพราะผู้คนอพยพออกจากเมืองด้วยเหตุโรคระบาดและเพราะกองทัพออสเตรียกำลังบุกเข้ามา ตัวนายพลพิคโคโลมีนีเองก็เสียชีวิตด้วยอหิวาต์หลังเข้าเมืองได้เพียงสองสัปดาห์ แต่ก่อนตายได้สั่งให้ทหารเผาเมืองจนราบคาบ เพื่อมิให้เหลือสิ่งมีค่าไว้ให้เติร์ก จากนั้นไม่กี่วันกองทัพออตโตมันก็กลับมายึดเมืองอุสคุบคืน

อย่างไรก็ตาม หลังโรคระบาดครั้งนั้นแล้ว อุสคุบก็มิได้เจริญรุ่งเรืองอีก ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ประชากรในเมืองมีเพียง 10,000 คน

ปี 1864 เมื่อออตโตมันปรับปรุงเขตการปกครองใหม่ อุสคุบก็ได้ยกเป็นเมืองหลวงของวิลาเยต์โคโซโว เขตการปกครองซึ่งมีดินแดนกว้างขวางกว่าประเทศโคโซโวตอนนี้มาก

หลังจากปี 1873 อุสคุบก็กลับมารุ่งเรืองอีกเมื่อมีการก่อสร้างทางรถไฟจากเบลเกรด (เซอร์เบีย) ไปจนถึงเทสซาโลนิกีของกรีซ ซึ่งทางรถไฟนี้ทอดผ่านเมืองอุสคุบ

ปี 1905 อุสคุบมีประชากรราว 32,000 คน มีเชื้อชาติและศาสนาหลากหลาย ต่อมาปี 1910 เด็กหญิงชาวอัลบาเนียคาทอลิก Agnes Gonxha Bojaxhiu ถือกำเนิดขึ้นมาในอุสคุบ ต่อมาโลกรู้จักเธอในนาม "แม่ชีเทเรซา" (Mother Teresa) แม่พระแห่งกัลกัตตา อินเดีย

จากนั้นในวันที่ 12 สิงหาคม 1912 กองทัพออตโตมันเคลื่อนกำลังออกจากอุสคุบ ปิดฉากการยึดครองมาซีโดเนียเป็นเวลานาน 521 ปีของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์ก

บีโตลา (เติร์กเรียกว่า 'โมนาสตีร์')

คำว่า 'โมนาสตีร์' (Monastir) เป็นชื่อเดิมของบีโตลา มาจากคำว่า monastery แปลว่าเมืองที่เต็มไปด้วยโบสถ์และสำนักสงฆ์ ปี 1378 ในรัชสมัยของสุลต่านมุรอดที่ 1 กองทัพเติร์กนำโดย คารา ติมูร์ ปาชา (Kara Timur Pasha) บุกยึดเมืองนี้เข้าอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมันเติร์ก 

ประชากรในเขตเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวเติร์ก ในขณะที่ชาวสลาฟบัลกาเรียจะอาศัยในชนบท ในเมืองโมนาสตีร์ปี 1460 มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 295 ครอบครัวและชาวคริสต์ 185 ครอบครัว ต่อมาในปี 1519 ชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็น 756 ครอบครัว ส่วนชาวคริสต์เพิ่มขึ้นมาเป็น 330 ครอบครัว  

ในขณะที่ Evliya Çelebi (ค.ศ.1611-82) นักเดินทางชื่อดังชาวเติร์กได้บันทึกไว้ในหนังสือ Seyahatname หรือ Book of Travels ว่าโมนาสตีร์ในสมัยนั้นแบ่งเป็น 21 แขวง มีบ้านเรือน 3,000 หลังสร้างด้วยหิน มีความสูงสองชั้น หลังคามุงกระเบื้อง มีมัสยิด 70 แห่ง, มาดราซา 9 แห่ง, สถานดื่มชา-กาแฟจำนวนมาก, บาซาร์ (bazaar) หรือ ตลาด ที่มีกำแพงเหล็ก และมีร้านค้า 900 ร้าน ที่โดดเด่นที่สุดคือร้านช่างกลึงกับร้านเสื้อผ้า โมนาสตีร์กลายเป็นศูนย์ของซันจักในแคว้นรูมาเลีย หรือแคว้นยุโรปของออตโตมัน

ต่อมาหลังเกิดสงครามระหว่างออตโตมันกับออสเตรียหลายครั้ง (ค.ศ.1683-1699, 1716-18, 1737-1739, 1787-1791) ความรุ่งเรืองของโมนาสตีร์ถดถอยลง จนกระทั่งกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าและเมืองใหญ่อันดับสองของบอลข่าน เป็นรองแต่เพียงเมืองเทสซาโลนิกี (ปัจจุบันอยู่ในกรีซ) ร้านค้าต่างๆ ในโมนาสตีร์มีสินค้าส่งมาจากเมืองต่างๆ ของยุโรปเช่น Leipzig ลอนดอน ปารีส เวียนนา

ปี 1864 ออตโตมันจัดการปกครองของแคว้นรูมาเลียใหม่ โมนาสตีร์กลายเป็นศูนย์กลางของวิลาเยต์ (Vilayet) ซึ่งประกอบไปด้วยซันจัก Debre, Serfiçe, Elbasan, โมนาสตีร์, Görice และเมือง Kırcaova, Pirlepe, Florina, Kesriye และ Grevena

ช่วงค.ศ.1878-1913 เมืองโมนาสตีร์ถูกเรียกว่า "เมืองแห่งกงสุล" (เมืองแห่งกงสุล) เพราะประเทศยุโรป 12 ประเทศตั้งสถานกงสุลในเมืองนี้

โมนาสตีร์เป็นเมืองที่ประชากรหลากหลายตลอดมา เช่นในบันทึกการเสียภาษี Bedel-I Askeriye ของออตโตมันในปี 1873 ระบุว่า ในเขตการปกครองโมนาสตีร์ (Monastir Vilayet) มีผู้ชายหัวหน้าครอบครัวที่เป็นบัลกาเรีย 150,000 คน เป็นมุสลิม 40,000 คน และเป็นกรีก 700 คน

ในการสำรวจปี 1901 ของออตโตมันระบุว่า ในเขตการปกครองเทสซาโลนิกี (ปัจจุบันอยู่ในกรีซ) และโมนาสตีร์มีชาวสลาฟ 566,000 คน เติร์ก 363,000 คน และกรีก 260,000 คน

ปี 1894 โมนาสตีร์เชื่อมต่อกับเทสซาโลนิกีโดยทางรถไฟ

พรีเลพ (Prilep เติร์กเปลี่ยนชื่อเป็น Prilepe)

ติมูร์ตัชปาชา (Timurta Pasha) นำกองทัพออตโตมันมายึดได้ในช่วงของ Gazi Hdaveadig รัชสมัยสุลต่านมุรอดที่ 1 (ค.ศ.1362-89) อยู่ในเขตการปกครองของแคว้นรูมาเลีย (Eyalet of Rumeli) เป็นเมืองที่รุ่งเรือง แบ่งการปกครองเป็นแขวงต่างๆ 10 แขวง มีบ้านเรือน 1,000 หลัง สร้างด้วยหินทั้งหมด ถนนหนทางกว้างขวางและปูลาดด้วยหิน ด้านนอกเมืองมีปราสาท 6 เหลี่ยมพร้อมหอคอยแข็งแกร่ง แต่ตอนที่ Evliya Çelebi (ค.ศ.1611-82) เดินทางไปถึงที่นั่น เขาพบว่ารอบๆ ปราสาทมีเพียงบ้านสามหลังและป้อมของแม่ทัพผู้ปกป้องปราสาทเท่านั้น

สตรูมิซา (Strumica หรือ Strumitsa)

ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของมาซีโดเนีย Evliya Çelebi ได้บันทึกไว้ว่า ออตโตมันยึดจากกรีกได้ในสมัยสุลต่านมุรอดที่ 1 (ค.ศ.1362-89) โดยแม่ทัพชื่อ Gazi Evrenos เมืองนี้มีปราสาททรง 5 เหลี่ยมตั้งสูงเด่นอยู่บนเนิน ส่วนในเมืองมีบ้านเรือน 2,040 หลัง ทั้งหมดเป็นบ้านทำด้วยหิน บ้านเรือนมีความสูงสองชั้น ตั้งเรียงรายใกล้ชิดกัน แบ่งเป็นเขตของมุสลิม 13 เขต เขตชาวยิว 1 เขต มีมาดราซา (โรงเรียนหรือวิทยาลัยสอนศาสนาอิสลาม), โรงเรียนประถม 6 แห่ง, อาศรมของนักการศาสนาอิสลาม, สถานอาบน้ำสาธารณะ, โรงแรมที่พัก 7 แห่ง, เกสต์เฮ้าส์มากมาย, และร้านค้า 500 แห่ง ชาวเมืองส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้า โดยเสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์ของที่นี่มีชื่อเสียงมาก ด้านนอกเมืองมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์

นอกจากนี้ ฮัจยีคัลฟา (Hadji Kalfa) ยังบรรยายไว้ว่า ในเขตเมืองสตรูมิซาและรอบนอกมีน้ำพุร้อนและน้ำพุอยู่ทั่วไป เมืองสตรูมิซามีบาร์ซาตลาดการค้าใหญ่ ซึ่งมีเทรดแฟร์ประจำปีทุกเดือนสิงหาคม เป็นระยะ 40 วัน มีชาวบ้านจากเมืองรอบๆ และเมืองที่ห่างไกลมาชุมนุมซื้อขายกันที่ตลาดแห่งนี้ ในงานมีพ่อค้ามาออกร้าน มีร้านอาหาร ร้านกาแฟกว่า 100 ร้าน ร้านไวน์ นอกจากนี้มีการละเล่นละครสัตว์, กายกรรม, มวยปล้ำ, เต้นรำ, ดนตรี, โชว์ตลก, โชว์หวาดเสียวเช่นพ่นไฟ, รำดาบ, และยังมีโรงละครหุ่น

Evliya Çelebi ได้บันทึกไว้อีกว่า ในงานถือว่ามีความปลอดภัยสูงมาก หากมีผู้ใดมาก่อกวนก็จะถูกจับกุมในทันทีโดย 'มุลลาฮ์' หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่ของเขาและทหารแจนีสซารี ซึ่งดูแลให้ความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม

เตโตโว (เติร์กเปลี่ยนชื่อเป็น 'Kalkandelen')

ในเมืองเตโตโวปี 1452 มีชาวคริสต์ 146 ครอบครัว ในขณะที่มีชาวมุสลิม 60 ครอบครัว แต่ในเกือบร้อยปีถัดมาคือปี 1542 สัดส่วนชาวเมืองกลับเปลี่ยนไป ชาวคริสต์ในเมืองลดลงเหลือ 99 ครอบครัว ในขณะที่ชาวมุสลิมเพิ่มเป็น 101 ครอบครัว และในจำนวนนี้เป็นชาวคริสต์ที่เปลี่ยนมารับอิสลาม 38 ครอบครัว

ต่อมาในปี 1568 หรือ 23 ปีถัดมา มีชาวคริสต์ในเตโตโว 108 ครอบครัว และมุสลิม 329 ครอบครัว ในส่วนของชาวมุสลิมนี้เป็นชาวคริสต์ที่เปลี่ยนมารับอิสลามถึง 184 ครอบครัว

ช่วงศตวรรษที่ 15-16 อิสลามขยายตัวออกสู่เมืองรอบนอกด้วย อย่างเช่นที่หมู่บ้าน Chelopek แถบบเตโตโว ในปี 1453 มีชาวคริสต์อาศัยอยู่ 88 ครอบครัว ต่อมาในปี 1568 หมู่บ้านนี้มีชาวคริสต์ 62 ครอบครัวและมุสลิม 12 ครอบครัว ในชาวมุสลิมนี้มีมี 2 ครอบครัวที่เป็นชาวคริสต์เปลี่ยนมารับอิสลาม

กอสติวาร์ (Gostivar)

Vasil Kanchov นักวิจัยชาวบัลกาเรียระบุว่า ช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 กอสติวาร์มีประชากร 3,735 คน เป็นชาวเติร์ก 3,100 คน บัลกาเรีย 310 คน อัลบาเนีย 100 คน โรมา (Roma) 200 คน Vlachs 25 คน มรดกของออตโตมันที่หลงเหลืออยู่ในเมืองกอสติวาร์ในปัจจุบันนี้คือ หอนาฬิกา ซึ่งสร้างในปี 1566 และมัสยิด Beg Mahala ซึ่งก่อสร้างในปี 1688 โดยอบูบักร์ (Ebu Bekir) ลูกชายของ คารา มุสตาฟา ปาชา และต่อมาถูกสร้างเพิ่มเติมโดย อิสมาอิล อากา (Ismail Aga)

ออริด (Ohrid) (เติร์กเปลี่ยนชื่อเป็น Ohri)

ทัพออตโตมันนำโดย Candari Hayrettin Pasha เข้ายึดได้ในปี 1385 และกลายเป็นฐานทัพบัญชาการของออตโตมันในการเข้าโจมตีอัลบาเนียต่อไป Evliya Çelebi ได้บันทึกไว้ว่าเป็นเมืองที่ร่ำรวยมาก รายได้มาจากธุรกิจค้าปลา Evliya Çelebi เปรียบเทียบความรุ่งเรืองของ Ohri กับเมืองแบกแดด, ไคโร, อิสตันบุล, และเมืองใหญ่อื่นๆ ผู้ปกครองเมืองคือ ซันจักเบย์ (Sancak Bey) ซึ่งปกครองหมู่บ้านที่ร่ำรวย 140 หมู่บ้านภายใต้แคว้นรูมาเลีย

Evliya Çelebi ระบุว่า เมือง Ohri มี 60 ziamets และ 342 ติมาร์ (timars) หากออตโตมันออกคำสั่งให้เมืองใต้ปกครองส่งทหารเข้าร่วมรบในกองทัพ เมือง Ohri สามารถระดมทหารได้ถึง 7,000 นาย

ปราสาทเมือง Ohri ตั้งอยู่บริเวณชายทะเลด้านเหนือของทะเลสาบ มีทหาร 70 คนคอยป้องกันปราสาท ซึ่งจำนวนมากเป็นทหารกรีกที่มาทำหน้าที่เป็นทหารดูแลปราสาทเพื่อรอดพ้นจากการเสียภาษี บริเวณรอบๆ ปราสาทมีบ้านเรือน 160 หลัง สร้างอย่างดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีแดง เป็นบ้านของผู้ที่มิใช่มุสลิม ถัดลงไปด้านล่างเป็นแมนชั่น 300 หลัง และวังของปาชา บ้านหลังใหญ่ๆ มักตั้งอยู่ริมทะเลสาบ

การปกครองแบ่งเป็น 17 แขวง โดยที่ 10 แขวงเป็นที่อยู่ของชาวมุสลิม และอีก 7 แขวงเป็นชาวกรีก, บัลกาเรีย, และ Vlachs ผู้ที่มิใช่มุสลิมพูดภาษาบัลกาเรียและกรีก แต่ก็รู้ภาษาเตอร์กิชด้วย

ตรงไปจนสุดอีกด้านหนึ่งของชายหาด ตรงปลายพระราชวัง มีมัสยิดขนาดใหญ่ 'The Holy Wisdom' ตั้งอยู่ เป็นมัสยิดที่แปลงมาจากโบสถ์คริสต์ ตอนออตโตมันเข้ายึดเมืองนี้ได้ใหม่ๆ เรียกว่า 'มัสยิดแห่งชัยชนะ' แต่ตอนหลังโดนลดความสำคัญลง มีเพียงให้คนมาทำความสะอาดทุกวันศุกร์ และทหารยามเท่านั้นที่เข้าไปละหมาด แต่ก็มีชาวคริสต์แอบเข้าไปจุดเทียนอธิษฐานบ้างเป็นครั้งคราว

มัสยิดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ มัสยิด Ohri Zade ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาท นอกจากนี้แล้วตามแขวงต่างๆ จะมีมัสยิดขนาดใหญ่อีก 17 แห่ง, สถานละหมาดขนาดเล็ก 7 แห่ง, มาดราซา (วิทยาลัยอิสลาม) 2 แห่ง, โรงเรียนประถม 7 แห่ง, ส่วนของชาวคริสต์ก็มีสำนักสงฆ์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง แต่ละแห่งมีบาทหลวง 40-50 คน

นอกจากนี้ในเมืองยังมีร้านค้า 150 ร้าน, ร้านกาแฟ 7 แห่ง, ส่วนร้านขายไวน์จะมีเฉพาะในแขวงของผู้ที่มิใช่มุสลิมอาศัยอยู่เท่านั้น

ต่อมาในปี 1664 มีชาวคริสเตียนอาศัยอยู่เพียง 142 ครอบครัว จากนั้นในศตวรรษที่ 18 เริ่มดีขึ้นเมื่อออริดได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญบนเส้นทางการค้า ตอนสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 เมืองออริดมีประชากรราว 5,000 คน และเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 ออริดมี 2,409 ครอบครัว ประชากรรวม 11,900 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 45 เป็นชาวมุสลิม ที่เหลือเป็นคริสต์ออร์โธดอกซ์ ก่อนปี 1912 (สิ้นสุดการปกครองของออตโตมัน) ออริดเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อซันจักโมนาสตีร์

ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของเมืองนี้เป็นชาวอัลบาเนีย และชาวเติร์กอาศัยอยู่บ้างในบางหมู่บ้าน ภาษาเติร์กยังคงใช้พูดกันอยู่ในปัจจุบัน

ที่เห็นเป็นโดมตุรกีสูงๆ ด้านหลังคือมัสยิดเมืองออริด มาซิโดเนีย มีสาวคลุมฮิญาบเป็นฉากด้านหน้า

กบฎ Karposh

ปี 1689 เกิดกบฎ Karposh ในมาซีโดเนีย เป็นการกบฎต่อต้านออตโตมันครั้งแรกของมาซีโดเนียหลังตกเป็นอาณานิคมของออตโตมันมา 300 ปีเต็ม แต่พวกกบฎก็มีอายุแค่ 6 สัปดาห์

กองทัพออสเตรียนำโดยนายพลพิคโคโลมีนี (Engelberto d'Ugo Piccolomini) เข้าตีสโกเปีย กองทัพออสเตรียเข้าเมืองได้ในวันที่ 26 ตุลาคม 1689 แต่พบว่ากลายเป็นเมืองร้างเพราะช่วงนั้นอหิวาตกโรคระบาด ชาวเมืองอพยพหนีทั้งโรคระบาดและกองทัพออสเตรียไปก่อนหน้านั้นแล้ว นายพลพิคโคมินีเองก็เสียชีวิตลงด้วยอหิวาตกโรคในสองสัปดาห์ถัดมาคือวันที่ 9 พฤศจิกายน 1689 แต่ก่อนตายเขาได้สั่งให้เผาเมืองสโกเปียให้วอดวาย "ข้าเสียใจที่ต้องเผาอาคารตระการตาเหล่านี้ทิ้ง" นายพลพิคโคมินีส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ลีโอโพลด์ที่ 1 แห่งออสเตรีย "เพราะข้าไม่เคยเจอะเจออะไรที่วิเศษเท่านี้มาก่อน มัสยิดของสโกเปียถูกสร้างด้วยหินอ่อนอย่างวิจิตรปราณีต มีโคมไฟระย้าส่องสกาวนับพันดวง คัมภัร์อัล-กุรอานเคลือบทอง...ช่างเป็นงานสร้างสรรค์ที่วิจิตรพิศดารอะไรเช่นนี้ ทั้งอุทยานและสถานให้ความบันเทิง... อย่างไรก็ตาม เพื่อจะไม่ทิ้งสิ่งมีค่าไว้ให้กับพวกเติร์ก และเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้พวกเขา...ข้าจึงสั่งเผาทำลายเมือง ใช้ปืนใหญ่ถล่ม 3 ลูกจนทั้งเมืองท่วมไปด้วยไฟและควันดูมืดมิดไปหมดไม่เห็นแสงอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมไปจนวันรุ่งขึ้น..."

ช่วงนี้เองเมื่อเห็นกองทัพออสเตรียรุกเข้ายึดเมืองสโกเปีย ผู้นำท้องถิ่นของมาซีโดเนียชื่อ Karposh ก็ฉวยโอกาสก่อกบฎต่อออตโตมัน เริ่มจากช่วงกลางตุลาคมปี 1689 Karposh ปลุกระดมชาวบ้านลุกฮือเข้ายึดคูมาโนโว (Kumanovo) และเริ่มเคลื่อนขบวนไปยัง Kyustendil และสโกเปีย ข่าวนี้รู้ไปถึงกษัตริย์ลีโอโพลด์ที่ 1 แห่งออสเตรีย ด้วยความปลาบปลื้มพระองค์จึงแต่งตั้งให้ Karposh เป็น "กษัตริย์แห่งคูมาโนโว" พร้อมส่งหมวกขนสัตว์ทรงกลมสูงและปักพู่ของทหารม้ารักษาพระองค์มาให้

ในปลายเดือนกันยายน ออตโตมันตัดสินใจเข้าคลี่คลายสถานการณ์ในมาซีโดเนีย ให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพและขอกำลังเสริมจาก 'ข่านซาลิมกิเรย์' จากตาตาร์ที่แหลมไครเมีย

จากนั้นในการประชุมที่เมืองโซเฟีย เมืองหลวงบัลกาเรีย ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1689 ออตโตมันตกลงให้ส่งกำลังไปปราบกบฎในมาซีโดเนีย

เมื่อทราบข่าวว่ากองทัพออตโตมันกำลังจะยกมา Karposh ได้เผา Kriva Palanka ทิ้งก่อนจะถอนกำลังกลับไปยังคูมาโนโว

กองทัพออตโตมันเข้าบดขยี้กลุ่มกบฎในเมืองคูมาโนโวได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สังหารพวกกบฎได้เกือบหมด ข่านแห่งตาตาร์จับตัว Karposh และตัวการสำคัญๆ ได้ จากนั้นยกทัพต่อไปยังสโกเปีย ซึ่งกองทัพตาตาร์เข้าเมืองสโกเปียได้ย่างสะดวกโยธินเพราะกลุ่มกบฎได้หลบหนีออกไปหมดแล้ว

นอกจากนี้ ทัพใหญ่ของออตโตมันซึ่งนำมาโดย อาร์โนลต์ โคจา ฮาลิล ปาชา (Arnaut Khija Halil Pasha) ชาวอัลบาเนีย ได้ตรงเข้ายึดเมืองจากทางด้านใต้

และแล้วในเดือนธันวาคม 1689 Karposh และพรรคพวก 200 คนโดนทหารตาตาร์ประหารเรียบที่สะพาน Stone Bridge เหนือแม่น้ำวาร์ดาในเมืองสโกเปีย

จากนั้นออสเตรียก็ยุยงให้ชาวมาซีโดเนียก่อกบฎเรื่อยๆ ในวันที่ 6 เมษายน 1690 กษัตริย์ลีโอโพลด์ที่ 1 ก็ส่งสาส์นมายุยงชาวเมืองให้ก่อกบฎต่อออตโตมันอีก

องค์กรศาสนา

ช่วงอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ศูนย์กลางของศาสนาทั้งจักรวรรดิอยู่ที่คอลีฟะฮ์แห่งออตโตมัน ในเมืองต่างๆ มีกอฎี (Qadi) หรือผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินความตามหลักศาสนาอิสลาม

หลังสงครามบอลข่านปี 1912-13 มาซีโดเนียเป็นอิสระจากเติร์ก ดินแดนส่วนที่ถูกผนวกเข้าเป็นราชสำนักยูโกสลาเวีย ได้แบ่งการปกครองหรือองค์กรศาสนาของชาวมุสลิมออกเป็น 3 แคว้น

  1. มุสลิมที่บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา, โครเอเชีย, และสโลเวเนีย อยู่ภายใต้การดูแลของ ราซุลอุลามา (Reis-ul-Ulama) หรือผู้นำศาสนาสูงสุด ที่กรุงซาราเยโว
  2. มุสลิมในเซอร์เบียและมาซีโดเนียอยู่ภายใต้การดูแลของราซุลอุลามาที่กรุงเบลเกรด
  3. มุสลิมในมอนเตเนโกรอยู่ภายใต้การดูแลของมุฟตี (ผู้นำศาสนาระดับท้องถิ่น) แห่ง Stari Bar

ต่อมาในปี 1930 กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มีนโยบายปกครองแบบรวมศูนย์ องค์กรของมุสลิมเลยรวมศูนย์ไว้ที่เดียวเรียกว่า สภาสูงสุดของมุสลิม ตั้งอยู่ในเบลเกรด (เมืองหลวงเซอร์เบียในปัจจุบัน) ส่วนผู้นำอีกสองคนทั้งที่ซาราเยโวและเบลเกรดก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 1936 องค์กรทั้งหมดถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวตั้งศูนย์อยู่ที่ซาราเยโว (เมืองหลวงบอสเนียในปัจจุบัน)

ชายมุสลิมที่เมืองสตรูกา มาซิโดเนีย

ชาวมุสลิมในมาซีโดเนียเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมุสลิมในยูโกสลาเวีย นำโดยราซุลอุลามาในซาราเยโว

ชุมชนชาวมุสลิมในยูโกสลาเวียแบ่งการบริหารจัดการเป็น 4 แคว้น ได้แก่ แคว้นซาราเยโว, แคว้นพริสตินา, แคว้นสโกเปีย, และแคว้นติโตเกรด ชาวมุสลิมในยูโกสลาเวียอาศัยหลักๆ ในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (2 ล้านคน), โคโซโว (2 ล้านคน), และมาซีโดเนีย (เกือบ 7 แสนคน)

หลังจากมาซีโดเนียประกาศเอกราชในปี 1991 ชุมชนชาวมุสลิมในมาซีโดเนียก็แยกตัวออกจากองค์กรมุสลิมที่นำโดยราซุลอุลามาที่ซาราเยโว โดยตั้งศูนย์ของตัวเองที่สโกเปีย เมืองหลวงของมาซีโดเนีย

ชุมชนมุสลิมที่นี่ถือตามมัสฮับฮานาฟี (พวกที่เคยอยู่ใต้ปกครองของออตโตมัน รวมไปถึงรัสเซีย เอเชียกลาง และจีน ส่วนใหญ่จะถือมัสฮับนี้ตามเติร์ก - ผู้แปล)

ปัจจุบันองค์กรศาสนาของชาวมุสลิมในมาซีโดเนียมี 4 องค์กร

สองแห่งแรกได้รับการรับรองจากทางการ ได้แก่ The Islamic Community และ The Islamic Dervish Religious Community

อีกสองแห่งไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ได้แก่ The Muslim Religious Community และ The Bektashi Community

The Islamic Community

องค์กรนี้เป็นมุสลิมกระแสหลัก ทรงพลังที่สุดในบรรดาองค์กรมุสลิมทั้ง 4 แห่ง และถือว่าตัวเองเป็นตัวแทนของชาวมุสลิมในประเทศมาซีโดเนีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 คณะบริหารแบ่งเป็น 4 ชุดคือ ราซุลอุลามา หรือสถาบันผู้นำศาสนาสูงสุด หรือสถาบันประธานอุลามา (Reis-ul-Ulama), สภาคณะกรรมการ หรือ มัจลิซชูรอ (Meclisi Sura), สภาการเงินและกฎหมาย หรือมัจลิซ (Meclis), และสำนักงานมุฟตี

มีราซุลอุลามาเป็นผู้นำสูงสุดของชาวมุสลิม ซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมาก

มัจลิซชูรอทั้งคณะมี 23 คน ดูแล 6 แผนกใหญ่ๆ คือ ด้านการศึกษาศาสนาอิสลาม, วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม, สารสนเทศและสื่อสิ่งพิมพ์, บริหารจัดการ, การเงิน, และแผนกดูแลทรัพย์สิน

คณะมัจลิซชูรอได้รับคัดเลือกมาจาก:

  • มุฟตีทั้งหมด
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนไฮสกูลสอนศาสนาอิสลาม
  • อธิการบดีวิทยาลัยอิสลามศึกษา
  • ผู้อำนวยการขององค์กรเพื่อมนุษยชน 'อัล-ฮิลาล' (El-Hilal)
  • ผู้อำนวยการของงานทั้ง 6 แผนกที่กล่าวข้างต้น
  • ประธานสมาคมอิหม่าม
  • บุคคลทั่วไปอีก 5 คน ซึ่งคัดเลือกมาโดยราซุลอุลามา

คณะมัจลิซชูรอเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย, เศรษฐกิจ, สังคมศาสตร์, การเมือง, และเรื่องราวด้านมนุษยธรรม

ส่วนสภาการเงินและกฎหมาย หรือมัจลิซ มีคณะกรรมการ 13 คน ต้องเป็นบุคคลทั่วไปที่มีบทบาทอยู่ในวงการเศรษฐกิจและกฎหมายของมาซีโดเนีย

คณะกรรมการทุกชุดของ The Islamic Community มีอายุคราวละ 5 ปี การเลือกตั้งเริ่มต้นจากคณะกรรมการมัสยิด ซึ่งมีบทบาทในการเชื่อมความสัมพันธ์ของสมาชิกของมัสยิดกับนักวิชาการศาสนา

ขั้นตอนแรก สมาชิกต้องเลือกคณะกรรมการมัสยิดขึ้นมา ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานมุฟตี

ขั้นที่สอง สภา หรือ มัจลิซ ของบรรดามัสยิดต่างๆ เป็นผู้เลือกมุฟตีขึ้นมา มัจลิซประกอบด้วยอิหม่ามหนึ่งคนและประธานมัสยิดอีกหนึ่งคน (ดังนั้นหากมีมัสยิด 100 แห่ง สภามัสยิดก็ต้องมีตัวแทน 200 คน ซึ่งจะเป็นผู้ไปเลือกมุฟตี...สังเกตอะไรไหม มัสยิดของฝรั่งไม่ว่าจะชาติไหนๆ แต่ละมัสยิดจะมีผู้นำสองคนคือ อิหม่ามกับประธานมัสยิด อิหม่ามจะนำละหมาดและดูแลด้านศาสนา ส่วนประธานมัสยิดจะเป็นผู้หาทุนและติดต่อกับทางการ ที่อเมริกาเท่าที่สังเกตก็คือ อิหม่ามจำนวนมากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ส่วนประธานมัสยิดจะเป็นหมอล้วนๆ ผู้นำของชุมชนมุสลิมที่อเมริกาเป็นคนที่มีคุณภาพสูง ชุมชนมุสลิมที่นั่นจึงเติบโตเร็วมากและมีบทบาทในสังคมอเมริกันสูงขึ้นเรื่อยๆ - ผู้แปล)

ขั้นที่สาม เป็นการเลือกตั้งราซุลอุลามา โดยเลือกมาจากองค์กรชั่วคราวที่เรียกว่า 'สภาเลือกตั้ง' ซึ่งประกอบด้วยคณะบุคคล 41 คนได้แก่: มุฟตีมาซีโดเนีย 4 คนที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย และสหรัฐอเมริกา (ชาวมุสลิมมาซีโดเนียอพยพไปอยู่ในประเทศเหล่านี้เยอะ เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ พวกเขาไปที่ไหนก็ตั้งมัสยิดและต่อมาชุมชนก็ใหญ่โตพอที่จะมีมุฟตีมาซีโดเนียในประเทศเหล่านั้น - ผู้แปล), มุฟตี 13 คนจากในประเทศมาซีโดเนีย, และที่เหลือเป็นบุคคลทั่วไป

ราซุลอุลามาอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี หากผลงานเข้าตากรรมการหนหน้าก็สามารถเลือกเข้าไปใหม่ได้อีก

ราซุลอุลามาคนปัจจุบันของมาซีโดเนียถือว่า The Islamic Community เป็นองค์กรที่รวบรวมชาวมุสลิมทุกเชื้อชาติในมาซีโดเนียเข้าไว้ด้วยกัน

The Islamic Dervish Religious Community เป็นองค์กรของชาวซูฟี จดทะเบียนเป็นองค์กรมุสลิมอย่างเป็นทางการภายใต้กฎหมายศาสนาของมาซีโดเนียที่ออกมาในปี 1997

The Muslim Religious Community เคยจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยในปี 1996 ตามกฎหมายยูโกสลาฟปี 1953 (Yugoslav Law) แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามอีกต่อไปเมื่อมีกฎหมายศาสนาของมาซีโดเนียออกมาในปี 1997

ส่วน The Bektashi Community เป็นองค์กรมุสลิมอิสระ ไม่สังกัดนิกายไหน ได้ยื่นขอจดทะเบียนกับทางการหลังจากปี 1989 แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต

มัสยิด

มัสยิดในมาซีโดเนียมี 425 แห่ง ส่วนใหญ่ก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15-16 ช่วงที่ประเทศตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์ก

ที่กรุงสโกเปียมีมัสยิดเด่นๆ ได้แก่ ), มัสยิดมุสตาฟา ปาชา (Mustafa Pasha), มัสยิดยาฮ์ยา ปาชา (Yahya Pasha), มัสยิดอีซา เบย์ (Isa Bey), มัสยิดสุลต่านมุรอด (Sultan Murat)

  • มัสยิดมุสตาฟา ปาชา (Mustapha Pasha Mosque) เป็นหนึ่งในอาคารที่สวยงามที่สุดของสถาปัตยกรรมอิสลามในกรุงสโกเปีย ตั้งอยู่ในละแวก Kursumli-an เขตเมืองเก่า บนเนินเขา ด้านหน้าคือ Fort Kale มัสยิดหลังนี้โดดเด่นที่สุดในอาคารละแวกนั้น มีความน่าประทับใจทั้งในด้านขนาดของมัสยิดและความสวยงามตระการตา ก่อสร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 15 โดยมุสตาฟาปาชา ผู้เป็นวีเซียร์ของสุลต่านบายาซิดที่ 2 (ค.ศ.1447-1512) และสุลต่านซาลิมที่ 1 (ค.ศ.1465-1520) ในบริเวณมัสยิดมีสุสานของมุสตาฟาปาชา ซึ่งตรงทางเข้าสุสานได้จารึกปีที่เสียชีวิตของเขาไว้ว่าเป็นปีค.ศ.1519 ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมืองสโกเปียเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1963 ทั้งมัสยิดและสุสานมุสตาฟาปาชาได้รับความเสียหายหนัก แต่ได้รับการบูรณะในปี 1968 การตกแต่งภายในของมัสยิดทำอย่างหรูหรามาก บนฝาผนังห้องโถงละหมาดได้จารึกพระนามของอัลลอฮ (ซ.บ.), ศาสนฑูตมุฮัมมัด (ซ.ล.), คอลีฟาฮ์ 4 ท่านแรกของอิสลาม (อบูบักร์, อุมัร, อุษมาน, และอาลี), และโองการจากอัลกุรอาน สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของมัสยิดหลังนี้คือมินาเร่ หรือหออะซานที่สูงมาก สร้างด้วยหินคัดอย่างดี ส่วนขยายก็ประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงาม

ในเมืองบีโตลา มีมัสยิดไอแซคหรืออิสฮัค (Isaac mosque), มัสยิด Haydar Kady Pasha, และมัสยิดเยนี (Yeni mosque)

  • มัสยิดไอแซคหรืออิสฮัค (Isaac หรือ Ishak mosque) เป็นมรดกที่สำคัญของกอฎี (ผู้พิพากษาอิสลาม) ผู้ยิ่งใหญ่คือ กอฎีอิสอัค เชลาบี (kadi Ishak Çelebi) ในบริเวณมัสยิดมีหลุมฝังศพมากมายที่โดดเด่นเพราะเป็นหลุมศพหินอ่อนที่จารึกข้อความไว้มากมาย
  • มัสยิดอัจดากอฎีปาชา (Haydar Kady Pasha หรือ Ajdar-kadi mosque) สร้างขึ้นในปี 1561-62 เป็นผลงานของสถาปนิกผู้โด่งดัง มีมาร์ ซีนาน (Mimar Sinan) โดยคำสั่งของกอฎีแห่งบีโตลาคือ คาดีจา อัดจา (kadija Ajdar-kadi) ด้วยเวลาที่ผ่านไปอาคารได้รับความเสียหายมาก แต่ถูกบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในเวลาต่อมาให้คงรูปแบบเดิมเอาไว้
  • มัสยิดเยนี (Yeni หรือ Jeni mosque) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบีโตลา อาคารมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม หลังคากลม มีมินาเร่หรือหออะซานสูง 40 เมตร ทุกวันนี้มัสยิดถูกแปลงเป็นสถานแสดงงานศิลปะ และจากการขุดค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดสันนิษฐานว่ามัสยิดหลังนี้ถูกสร้างขึ้นบนโบสถ์คริสต์

ที่เมืองเตโตโว ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของชาวอัลบาเนียในมาซีโดเนีย มีมัสยิดสี (Painted Mosque)

  • มัสยิดอลัดชา หรือมัสยิดซารีนา ซามีจา หรือมัสยิดสี (Aladzha หรือ Šarena Dzamija หรือ Painted Mosque) เป็นมัสยิดที่โดดเด่นที่สุดของเตโตโวและมีสีสันที่สุดในโลก ผ่านถนน IIindenska มัสยิดจะตั้งอยู่ใกล้สะพานหินโค้งบนฝั่งแม่น้ำพีนา (Pena River) มัสยิดเป็นรูปทรงเรขาคณิตมีสีเขียว ฟ้า แดง สะท้อนให้โดดเด่นที่สุด ในบริเวณมัสยิดมีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามสำหรับเยาวชน

ในเมืองพรีเลพ มีมัสยิด Charshi

ในเมืองกอสติวาร์ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอัลบาเนีย (มุสลิม) มีมัสยิดซาอัด (Saat mosque หรือมัสยิดนาฬิกา) ซึ่งสร้างในปี 1566 และมัสยิด Beg Mahala ซึ่งก่อสร้างในปี 1688 โดยอบูบักร์ (Ebu Bekir) ลูกชายของ คารา มุสตาฟา ปาชา และต่อมาถูกสร้างเพิ่มเติมโดย อิสมาอิล อากา (Ismail Aga)

ในเมืองสติพ มีมัสยิด Kadn Hana

ในเมืองออริด มีมัสยิด Hayati Baba Tekye และมัสยิดอาลี ปาชา (Ali Pasha mosque)

แถมยังมีอิสลามมิกเซ็นเตอร์และมัสยิดในต่างประเทศอีก 157 แห่ง

ช่วงหลังปี 1989 มีการก่อสร้างมัสยิดในมาซีโดเนียขึ้นมาพอสมควร

สถาปัตยกรรมอิสลามอื่นๆ ในมาซีโดเนีย

หอนาฬิกาเมืองสโกเปีย หรือ ซาอัดคูลา (Saat Kula) เป็นอาคารศิลปะเติร์ก ตั้งอยู่ในเขตตลาดเก่าของสโกเปียคือ Bitpazar ด้านหน้าของมัสยิดสุลต่านมุรอดที่ 2 เป็นอาคารรูป 6 เหลี่ยม สร้างในสมัยศตวรรษที่ 16 ตัวนาฬิกาถูกนำมาจากฮังการีหลังจากที่กองทัพออตโตมันเข้ายึดฮังการีได้ นักเดินทางสมัยก่อนจำนวนมากได้บันทึกเรื่องหอนาฬิกานี้ในข้อเขียนของพวกเขาว่าเป็นอาคารขนาดใหญ่และสำคัญมากของสโกเปีย และบอกว่าเสียงนาฬิกาตีแต่ละครั้งจะได้ยินไปไกลหลายกิโลเมตร ตอนกองทัพออสเตรียบุกเข้าเผาเมืองสโกเปียในปี 1689 อาคารหอนาฬิกาได้รับความเสียหายมาก แต่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยออตโตมันในเวลาต่อมา

สถานอาบน้ำสาธารณะ ดาวุด ปาชา (Daut Pasha's Bath) ตั้งอยู่ที่เมืองสโกเปีย เป็นมรดกสำคัญของสถาปัตยกรรมอิสลามบนแผ่นดินมาซีโดเนีย สถานอาบน้ำสาธารณะแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดย ดาวุด ปาชา ในปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นสถานแสดงผลงานศิลปะ (แกลเลอรี) ซึ่งใช้แสดงศิลปะวัตถุของมาซีโดเนียช่วงศตวรรษที่ 14-19 ทั้งภาพวาดและประติมากรรม และในห้องอาบน้ำเตอร์กิชนั้นในปัจจุบันรัฐบาลมาซีโดเนียใช้เป็นเวทีแสดงคอนเสิร์ต, งานโปรโมทหนังสือ, เวทีละคร, และงานแสดงออร์เคสตร้า

สถานอาบน้ำสาธารณะเดอโบ (Bath Deboj) เมืองบีโตลา เป็นสถานอาบน้ำสาธารณะของเติร์ก ก่อสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด มีรูปทรงสวยงาม ประกอบด้วยหลังคารูปกลมขนาดใหญ่สองหลัง และหลังคาเล็กๆ อีกหลายหลัง

การศึกษาอิสลาม

ช่วงอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน 500 ปีเศษ (ค.ศ.1389-1912) การศึกษาอิสลามมีสองระดับคือ 'มักตับ' (mektebs) หรือโรงเรียนประถมสอนศาสนาอิสลาม และ 'มาดราซา' (medreses เป็นภาษาอารบิก หมายถึง 'โรงเรียน' หรือ 'มหาวิทยาลัย' ก็ได้) หรือโรงเรียนสอนศาสนาระดับมัธยม ทั้งมักตับและมาดราซาถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองสโกเปีย, บีโตลา, และเตโตโว

โรเงรียนที่โดดเด่นที่สุดคือ มาดราซา อีซา เบย์ หรือ อีซาเบก (Isa Bey Medres) ก่อตั้งขึ้นมาในศตวรรษที่ 15 ในเมืองสโกเปีย เพิ่งฉลองครบรอบ 530 ปีของการก่อตั้งโรงเรียนไปเมื่อปี 2005 มาดราซาอีซาเบย์ยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ในปัจจุบัน

หลังสงครามบอลข่าน (ค.ศ.1912-13) มาซีโดเนียประกาศเอกราชจากจักรวรรดิออตโตมัน การศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่มีเฉพาะในมัสยิดและที่บ้าน

หลังสงครามโลกครั้งหนึ่งและการก่อตั้งราชอาณาจักรยูโกสลาฟขึ้นมา 'วาร์ดาร์มาซีโดเนีย' (Vardar Macedonia) ถูกเรียกว่า 'แคว้นใต้ของเซอร์เบีย' การศึกษาของเยาวชนตอนนั้นเน้นให้เป็นเซอร์เบีย ซึ่งทำให้ชาวมุสลิม โดยเฉพาะชาวเติร์กซึ่งเป็นผู้ปกครองดินแดนแถบนี้มาก่อน ต่อต้านการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนแบบเซอร์เบีย ความเคลื่อนไหวนี้เข้มข้นมากช่วงต้นปี 1919 ในหมู่บ้าน Kavadartsi และเมืองรอบๆ จึงทำให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องออกกฎในเดือนพฤษภาคม 1919 ระบุว่า โรงเรียนประถมทั่วประเทศจะต้องให้ครูมุสลิมผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สอนวิชา "ศาสนา" แก่เด็กนักเรียนมุสลิม และเด็กมุสลิมไม่ต้องไปเข้าชั้นเรียนวิชาศาสนาคริสต์ออร์โธดอกซ์และร่วมพิธีของคริสตจักรออร์โธดอกซ์กับเด็กออร์โธดอกซ์ไม่ว่าจะในหรือนอกโรงเรียน

แต่กระนั้นก็ตามชาวเติร์กก็ไม่เชื่อถือในประสิทธิภาพของครูมุสลิมที่ทางรัฐจัดให้ในแต่ละโรงเรียน ก็ยังไม่ยอมส่งบุตรหลานไปโรงเรียนของเซิร์บอยู่ดี ต่อมาปี 1924 ราชอาณาจักรยูโกสลาฟเลยก่อตั้งมาดราซาขนาดใหญ่ชื่อ 'มาดราซากษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 1' ขึ้นมาในเมืองสโกเปีย สอนทั้งวิชาศาสนาและสามัญ เป้าหมายเพื่อสร้างเยาวชนให้มีความภักดีต่อเซอร์เบีย เยาวชนเหล่านี้จบออกไปเป็นครูสอนศาสนาทั่วประเทศ วิชาสามัญจะสอนเป็นภาษาเซอร์เบีย เด็กที่มาเรียนมาจากทั้งเซอร์เบีย โคโซโว มอนเตเนโกร และบอสเนีย แต่โรงเรียนก็มีอายุยืนยาวจนถึงแค่สงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น

ช่วงเดียวกับที่รัฐบาลสร้างมาดราซาแบบเซอร์เบียขนาดใหญ่ขึ้นมา ก็มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามขนาดเล็กก่อตัวขึ้นมากมายในสโกเปีย, กอสติวาร์, และเมืองอื่นๆ

ปี 1932 มาดราซาอีซาเบย์ถูกเปิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในสโกเปีย

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของมาซีโดเนียห้ามสอนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ แต่อนุญาตให้สอนในโรงเรียนเอกชนได้

สถานศึกษาอิสลามที่เด่นๆ ได้แก่

มาดราซา อีซา เบย์ (Isa Bey Medres) - ที่เมืองสโกเปีย-

มาดราซาอีซาเบย์เป็นโรงเรียนมัธยมสอนศาสนาอิสลาม ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 15

ในสมัยออตโตมัน มาดราซาอีซาเบย์เป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดและเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในแคว้น "รูมาเลีย" หรือแคว้นยุโรปของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมัน

โรงเรียนนี้ตั้งชื่อตาม "อีซา เบย์" (Isa Bey) มุสลิมผู้ศรัทธา และก่อนตายได้บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดของเขาเพื่อศาสนา, มนุษยธรรม, และการศึกษา นอกจากโรงเรียนแล้ว อีซาเบย์ยังก่อตั้งหอสมุดขนาดใหญ่และมัสยิด ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อเขาทั้งหมด

หอสมุดอีซาเบย์ก่อตั้งมาคู่กับมาดราซาในศตวรรษที่ 15 ต่อมาช่วงหลังศตวรรษที่ 17 ไม่มีหลักฐานว่าหอสมุดแห่งนี้เปิดให้บริการ จากนั้นในปี 1932 ชุมชนมุสลิมโดยสมาคมวากิฟ (Vakif Association) ตัดสินใจเปิดหอสมุดอีซาเบย์ขึ้นอีกครั้ง และเป็นศูนย์กลางด้านศาสนา, วัฒนธรรม, และการเมืองของมุสลิมในสโกเปีย ชาวมุสลิมในสโกเปียมักมาถกปัญหาต่างๆ กันที่นี่ หอสมุดเปิดจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง

มัสยิดอีซาเบกสร้างขึ้นมาในปี 1475 เป็นหนึ่งในมัสยิดที่สวยงามที่สุดในสโกเปีย

ตั้งแต่เปิดสอนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันมาดราซาอีซาเบย์โดนปิดไปหลายครั้ง ครั้งแรกโดนปิดไปในปี 1689 เมื่อนายพล Picolomini ของกองทัพแฮบส์บวร์ก (Habsburg) ของออสเตรียเผาเมืองสโกเปียวายวอด กำแพงของโรงเรียนถูกรักษาไว้จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง มาดราซาอีซาเบย์ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งในปี 1932 โดยการริเริ่มของบรรดาผู้นำมุสลิมมาซีโดเนียในขณะนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ก็โดนปิดอีก ต่อมาในปี 1979 ชุมชนมุสลิมก็ตัดสินใจว่าต้องเปิดอีกขึ้นอีกที โรงเรียนเริ่มเปิดสอนอีกครั้งในปีการศึกษา 1984/85

ในปัจจุบัน มาดราซาอีซาเบย์ขยายออกไปอย่างมาก มีชั้นเรียนหญิงล้วนในสโกเปียและ Tetovo ส่วนที่เมือง Shtip ก็มีชั้นเรียนชายล้วน

มาดราซาอีซาเบย์เป็นองค์กรหนึ่งของ Islamic Community

และโปรดรู้ไว้ด้วยว่ามาดราซาอีซาเบย์เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของคาบสมุทรบอลข่าน!

วิทยาลัยอิสลามศึกษา - ตั้งอยู่ที่เขต Kondovo เมืองสโกเปีย

บริหารงานในฐานะองค์กรหนึ่งของ Islamic Community เช่นเดียวกับมาดราซาอีซาเบย์

เป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดด้านอิสลามของมาซีโดเนีย ซึ่งชาวมุสลิมในมาซีโดเนียต้องการการศึกษาระดับนี้มานานแล้ว ทันทีที่เด็กๆ เรียนจบจากมาดราซาอีซาเบย์ก็เข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่นี่ได้ วิทยาลัยอิสลามศึกษาถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1995 ด้วยความพยายามของราซุลอุลามาสุไลมาน เรดเซปี (Reis Ulema H. Sulejman ef. Redzepi) ผู้ดำรงตำแหน่งราซุลอุลามาในขณะนั้น

วันสำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมมาซีโดเนีย

วันสำคัญทางศาสนาอิสลามมี 2 วันคือ วันกุรบาน-ไบรัม (Kurban Byram) และวันฟิตรีย์ไบรัม (Fiter Bayram หรือ ไบรัมเล็ก)

ชาวมาซีโดเนียและประเทศฝรั่งที่เคยอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมันมาก่อน รวมไปถึงรัสเซีย เอเชียกลาง (หมายถึงประเทศที่ชื่อลงท้ายด้วยคำว่า 'สถาน' ทั้งหลายแหล่ที่แตกมาจากสหภาพโซเวียต) เรื่อยไปจนถึงประเทศจีน เรียกวันตรุษของมุสลิมว่า 'ไบรัม' กันหมด เพราะได้รับอิทธิพลจากเติร์ก

ส่วนประเทศไทยเรียกวันสำคัญทั้งสองแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อย่าง 'วันกุรบาน-ไบรัม' ก็เรียกเป็นทางการตามซาอุฯ ว่า 'วันอีดิลอัดฮา' หรือไม่ก็ 'วันฮัจย์', ที่สามจังหวัดภาคใต้เรียกว่า 'วันฮารีรายอฮายี', ชาวไทยมุสลิมภาคใต้ที่ไม่ใช่สามจังหวัดเรียกว่า 'วันออกบวชใหญ่' หรือไม่ก็ 'ฮารีรายาฮายี'

ส่วน 'วันฟิตรีย์ไบรัม' หรือ 'ไบรัมเล็ก' ที่เมืองไทยเรียกอย่างเป็นทางการตามซาอุฯ ว่า 'วันอีดิลฟิตรีย์' หรือไม่ก็ 'วันออกบวช', ที่สามจังหวัดภาคใต้เรียกว่า 'วันฮารีรายอ', ชาวไทยมุสลิมภาคใต้ที่ไม่ใช่สามจังหวัดเรียกว่า 'วันออกบวชเล็ก' หรือไม่ก็ 'ฮารีรายา'

สารสนเทศและสื่อสิ่งพิมพ์

กฎหมายสื่อสารมวลชนของมาซีโดเนียปี 1997 ไม่อนุญาตให้ก่อตั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพื่อเผยแพร่ศาสนา ดังนั้นชาวมุสลิมมาซีโดเนียจึงมีเพียงสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่รายการวิทยุและโทรทัศน์ก็ออกอากาศรายการต่างๆ ของชาวมุสลิมเช่น วันอีด และยังมีรายการวิทยุและโทรทัศน์ภาษาท้องถิ่นของชุมชนมุสลิมแต่ละภาษา

Islamic Community ออกหนังสือพิมพ์เพื่อผู้อ่านชาวมุสลิมชื่อ 'อัล-ฮิลาล' (El Hilal) เป็นภาษาอารบิก แปลว่า 'จันทร์เสี้ยว' (ชื่อท็อปฮิตขององค์กรมุสลิมจากจีนยันอเมริกา - ผู้แปล) ออกเป็นรายปักษ์ (เดือนละสองฉบับ) มีสามภาษาคือ อัลบาเนีย, มาซีโดเนีย, และเตอร์กิช เริ่มออกจำหน่ายฉบับแรกในปี 1987

เนื้อหาเป็นกิจกรรมของ Islamic Community งานรื่นเริงของชาวมุสลิม การเปิดมัสยิดใหม่ๆ ในมาซีโดเนียและข่าวคราวของพี่น้องมุสลิมในต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์เพื่อกลุ่มเฉพาะของชาวอัลบาเนียและเติร์กในมาซีโดเนีย (ในภาษาอัลบาเนียนชื่อ Flaka และ Fakti ส่วนเตอร์กิชชื่อ Birlik) ที่มีฉบับอิสลาม และยังมีหนังสือพิมพ์ Zaman-Macedonia ซึ่งเป็นเชนของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งตุรกีในมาซีโดเนีย หนังสือพิมพ์ Zaman ของตุรกีตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆ 14 ภาษา (คาดว่าจะเป็นภาษาของพวกที่เคยอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมันอ่ะแหละ - ผู้แปล)

องค์กรการกุศล

องค์กรเด่นที่สุดคือ 'อัล-ฮิลาล' (El Hilal) (เห็นป่ะ, ชื่อนี้อีกแระ! - ผู้แปล) เป็นองค์กรหนึ่งภายใต้ The Islamic Community (ที่มีราซุลอุลามาเป็นผู้นำสูงสุด) ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 ตอนแรกเป็นองค์กรมุสลิมธรรมดา ต่อมาในเดือนธันวาคม 1993 ถูกเปลี่ยนเป็นองค์กรการกุศล

มีสาขามากมาย เฉพาะในสโกเปียเองมี 5 สาขา และในเมืองอื่นๆ อีก 9 สาขา วัตถุประสงค์ขององค์กรนี้ก็คือเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทำกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและผู้ลี้ภัย และช่วยเหลือให้ทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส

ช่วงสงครามบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา มีชาวบอสเนียอพยพเข้าสู่มาซีโดเนียมากถึงราว 300,000 คน ในร้อยละ 70 ของผู้ลี้ภัยนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก 'อัล-ฮิลาล' ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในการให้อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค รวมทั้งช่วยเหลือในการกลับไปตั้งถิ่นฐานในบ้านเกิด

ในด้านการศึกษา 'อัล-ฮิลาล' แจกจ่ายหนังสือ เอกสาร ที่ได้รับมาจากผู้บริจาคทั้งในยุโรปและอเมริกาแก่ผู้ด้อยโอกาส

บทบาททางการเมือง

มุสลิมมีส่วนในการเมืองมาซีโดเนียอย่างมาก พรรคการเมืองสำคัญๆ ของชาวมุสลิม ได้แก่

พรรค Democratic Union for Integration เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของชาวอัลบาเนีย ในการเลือกตั้งปี 2006 ได้ส.ส.เข้าสภา 18 คน (จากส.ส.ในสภาทั้งหมด 120 คน) พรรคนี้ไม่ได้รับเลือกเข้าฟอร์มรัฐบาล โดนเป็นฝ่ายค้านเฉยเลย เพราะนายนิโกลา กรูเอฟสกี นายกรัฐมนตรี ดันไปเลือกพรรคที่ได้ที่นั่งอันดับสองของชาวอัลบาเนียมาร่วมรัฐบาลซะ

พรรค Democratic Party of Albanians เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของชาวอัลบาเนีย ในการเลือกตั้งปี 2006 ได้ส.ส.เข้าสภา 7 คน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี มา 5 ที่นั่ง ได้แก่ (Imer Aliu) รองนายกรัฐมนตรี, สุไลมาน รุชดี (Sulejman Rushiti) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, อริฟฮิคมัต (Arifhikmet Xhemaili) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม, ไบรัมมี (Dzelil Bajrami) รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและวางแผน, ซัลมานี (Imer Selmani) รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

พรรค Party for Democratic Prosperity ในการเลือกตั้งปี 2006 ได้ส.ส.เข้าสภา 2 คน พรรคนี้เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ที่นั่งคือ อับดุลราฮ์มาน เมห์เมตี (Abduraman Memeti) รัฐมนตรีกระทรวงท้องถิ่น

พรรค Party for the Movement of Turks in Macedonia เป็นพรรคการเมืองของเติร์ก เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ที่นั่งคือ อัดนัน คาฮิล (Adnan Cahil) รัฐมนตรีทั่วไป ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคด้วย

ในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีชาวมุสลิมเป็นรัฐมนตรีราว 1 ใน 3 (อย่างน้อย 7 คน จากคณะรัฐมนตรี 23 คน) ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนประชากรชาวมุสลิม รัฐมนตรีที่เด่นๆ ได้แก่ (Imer Aliu) รองนายกรัฐมนตรี, สุไลมาน รุชดี (Sulejman Rushiti) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, อับดุลราฮ์มาน เมห์เมตี (Abduraman Memeti) รัฐมนตรีกระทรวงท้องถิ่น, อริฟฮิคมัต (Arifhikmet Xhemaili) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม, ไบรัมมี (Dzelil Bajrami) รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและวางแผน, ซัลมานี (Imer Selmani) รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข, อัดนัน คาฮิล (Adnan Cahil) รัฐมนตรีทั่วไป

 

อ้างอิง: http://www.historyofmacedonia.org/ConciseMacedonia/timeline.html

http://www.mymacedonia.net/gradovi/skopje.htm

http://www.spiritus-temporis.com/skopje/history.html

http://www.angelfire.com/realm/bodhisattva/celebi.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Evliya_%C3%87elebi

http://chass.colostate-pueblo.edu/history/seminar/celebi.htm

http://www.balkantravellers.com/en/read/article/211

http://www.let.uu.nl/~Martin.vanBruinessen/personal/publications/Evliya_Celebi_Kurdistan.htm

http://www.ozturkler.com/data_english/0008/0008_16_08_2.htm

http://www.unet.com.mk/mian/oto.htm

http://www.websters-online-dictionary.org/Ot/Ottoman+Empire.html

History of Macedonia 1354-1833, IMXA, 1973. Apostolos Vacalopoulos. http://www.macedoniaontheweb.com/forum/medieval-macedonian-history/1809-macedonia-16th-17th-centuries.html

 

Minorities in Southeast Europe: Muslims of Macedonia. Center for Documentation and Information on Minorities in Europe - Southeast Europe (CEDIME-SE). http://www.greekhelsinki.gr/pdf/cedime-se-macedonia-muslims.PDF

 

Contestations over Macedonian Identity 1870-1912. A Thesis submitted to Victoria University, Melbourne, Victoria, Australia, by Nick Anastasovski for a degree of doctor of philosophy. May 2005.

http://www.esnips.com/doc/5cb0d645-89c6-407a-9e44-a9f4ebd9f769/Contestations-Over-Macedonian-Identity,-1870-1912---by-Nick-Anastasovski

 

.............................................................................................................................................................................................

อ่านเพิ่มเติม:

มาซีโดเนีย: สาวมุสลิมเฮ! รัฐฯ ให้คลุมฮิญาบถ่ายรูปติดบัตร

มุสลิมในมาซีโดเนีย

ลำดับเหตุการณ์ของจักรวรรดิออตโตมานในยุโรปตะวันออก

มุสลิมในมาซีโดเนีย

โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป

มุสลิมในมอนเตเนโกร

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    MySQL server has gone away