Home > ในห้วงคำนึงของการเดินทางเพื่อจิตวิญญาณของคริส มัวร์

ในห้วงคำนึงของการเดินทางเพื่อจิตวิญญาณของ คริส มัวร์

A Time to Reflect on Spiritual Journeys

ค.ศ.1975-

 

โดย Caryle Murphy, หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

คริส มัวร์ เป็นนักดนตรีร็อค ใส่ตุ้มหู โกนหัว ตอนที่เขาเดินเข้าไปในมัสยิดทางตอนเหนือของรัฐเวอร์จิเนียเมื่อสิบกว่าปีก่อน และเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับอิสลาม

หนึ่งเดือนต่อมา ลูกชายของนายทหารเรือผู้ถูกเลี้ยงดูมาแบบคาทอลิกคนนี้ก็กลายมาเป็นมุสลิม การเปลี่ยนศาสนาของเขาทำให้เขาได้เดินทางไปหลายประเทศ, รวมทั้งซาอุดิอารเบีย, ที่เขาเป็นวะฮาบีระยะหนึ่งก่อนจะหันออกมาเป็นมุสลิมกระแสหลัก

หลังการเดินทางเพื่อศรัทธาหลายปีของเขา วันนี้มัวร์กลับมาอันนันเดล (Annandale) บ้านเกิด และเข้าศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, แอนนาโปลิส, มหาวิทยาลัยที่มีชื่อด้านหลักสูตรอารยธรรมตะวันตก

มัวร์ก็เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มมุสลิมคนอื่นๆ ในสหรัฐฯ ที่ทำตัวตามเอกลักษณ์อิสลามซึ่งกำลังเบ่งบานและมีบทบาทอยู่ในสังคมอเมริกัน เขาบอกว่า เขารู้สึกเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมสัมพันธ์อันดีงามระหว่างอิสลามและโลกตะวันตก

"ผมทำอะไรมากมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าผมมีบทบาทช่วยสร้างสรรค์งานของมุสลิมได้—โดยเฉพาะในโลกตะวันตก" มัวร์กล่าว เขาอายุ 31 ในปีนี้ เขามาที่มุสตาฟาเซ็นเตอร์ในอันนาเดลเป็นประจำ

มัวร์พูดและเขียนภาษาอารบิกคล่อง เพราะเหตุนี้เขาจึงจะแปลหนังสือที่ "สวยงาม, แสดงถึงปัญญาอันลึกซึ้งที่ผมพบในวรรณกรรมอาหรับ...มีประเพณีอาหรับมากมายที่คนในสหรัฐฯ...จะต้องชอบ"

แต่ก่อนอื่น, เขาต้องรู้อารยธรรมของตนเองเสียก่อน และเซนต์จอห์นเป็นที่ที่เหมาะมาก "จะเรียนรู้ตะวันตกจากที่ไหนได้ดีกว่าการกลับไปอ่านวรรณกรรม, หนังสือ, และงานเขียนต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอารยธรรมนั้นขึ้นมา?"

การเดินทางของมัวร์จากการเป็นมุสลิมที่อนุรักษ์สุดๆ ไปยังมุสลิมกระแสหลักสะท้อนให้เห็นเส้นทางของอเมริกันมุสลิมใหม่จำนวนมากมาย สำหรับมัวร์แล้ว เขาเริ่มต้นในปี 1994 ปีที่เรียนจบจากโรงเรียนไฮสกูลอันนาเดล

เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวของที่บ้าน มัวร์จึงเป็นเพื่อนซี้กับ อารอน เซลลาร์ส ผู้คลั่งไคล้ดนตรีเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนอยู่ในระยะแสวงหาทางจิตวิญญาณ ซึ่งนั่นได้นำพวกเขาไปสู่ดารุลฮิจรอฮ์อิสลามิกเซ็นเตอร์ในฟอลส์เชิร์ช พวกเขาเดินเข้าไปในวันหนึ่ง แล้วเริ่มตั้งคำถามเรื่องอิสลามกับเจ้าหน้าที่ของสถาบัน เซลลาร์สรับอิสลามในวันนั้น; ส่วนมัวร์รับอิสลามในอีกหลายวันถัดมา

เขารับศรัทธาใหม่อย่างกระตือรือร้นเช่นเดียวกับมุสลิมใหม่ทั้งหลาย มัวร์ใช้ชื่อมุสลิมว่า "คาลิล" ซึ่งแปลว่า เพื่อนสนิท และต้องเลิกเล่นดนตรีที่เขารักมาก เพราะครูสอนศาสนาชาวซาอุฯ คนหนึ่งบอกเขาว่า ดนตรีเป็นบาป

มัวร์เข้าเรียนภาษาอารบิกที่สถาบันอิสลามและวิทยาศาสตร์อาหรับที่เมืองแฟร์แฟกซ์ สถาบันนี้เป็นของซาอุฯ

เซลลาร์ส, ซึ่งในปัจจุบันเป็นศิลปินโสตทัศน์ที่สถาบันซัยตูนา คาลิฟอร์เนีย (ก่อตั้งโดย ฮัมซา ยูซุฟ นักเทศน์มุสลิมที่น่าจะโด่งดังที่สุดในสหรัฐฯ), บอกว่า เขาไม่ประหลาดใจเลยที่เห็นมัวร์รีบเรียนอารบิกทันที่เปลี่ยนศาสนา

"ทันทีเลย, มีโพสต์-อิทภาษาอารบิกแปะทั่วผนังห้องของมัวร์" เซลลาร์สนึกถึงตอนนั้น "ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากที่คนเราทุ่มเทได้ขนาดนั้น"

เซลลาร์สบอกว่า มัวร์ชี้ให้เห็นถึงหลักการของรอมดอนแม้ตอนนั้นเขายังไม่รับอิสลามก็ตาม "รอมดอนคือการหยุด ให้คุณหยุดชีวิตปกติชั่วคราวแล้วใช้เวลากับการครุ่นคิด โดยเฉพาะที่ลึกลงไปในใจคุณ" เซลลาร์สกล่าว

เมื่อมัวร์เริ่มคิดอย่างจริงจังว่าจะเปลี่ยนมารับอิสลาม "เขายอมละวางหลายอย่างในชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนที่วันๆ เอาแต่ปาร์ตี้ ติดเหล้า ติดยา" เซลาร์สกล่าว "หลักของรอมดอนคือการละเว้นสิ่งที่ไม่ดี ให้มองเข้าไปในตัวเอง มัวร์พร้อมแล้วที่จะรับสิ่งดีๆ เหล่านั้น...ในการเดินทางสู่ความจริงของเขา"

เมื่อสถาบันอิสลามที่แฟร์แฟกซ์ให้ทุนแก่เขาไปศึกษาต่อที่เมืองมาดีนา ซาอุฯ มัวร์รีบคว้าไว้ทันที - เพราะการได้อาศัยอยู่ในเมืองที่เคยเป็น 'บ้าน' ของศาสนฑูตมุฮัมหมัดหลายปีนั้นมัวร์บอกว่าเป็น 'ความฝันของมุสลิมทุกคน'

มัวร์ไปถึงมาดีนาในปี 1996 "ตอนไปถึงที่นั่น ผมขนลุกเลย ผมว่าอิสลามต้องเกี่ยวพันกับซาอุฯ" เขากล่าว "อิสลามของชาวซาอุฯ คืออิสลามที่แท้จริง"

แต่ในปีที่สามของการศึกษา เขาเริ่มสงสัยเกี่ยวกับคำสอนของวะฮาบีที่สอนกันอยู่ที่มาดีนา เขามองเห็นความ "ไม่สอดคล้องกัน" ในการสอนของอาจารย์หลายคน พวกเขาเลือกอัล-กุรอานมาเฉพาะบทที่มาสนับสนุนความคิดของพวกเขาเท่านั้น ส่วนที่คัดค้านนั้นพวกเขาไม่นำมาพูดถึง

เมื่อพบว่าเขาต้องการเรียนรู้อิสลามด้วยตัวเอง มัวร์เริ่มอ่านงานเขียนของนักวิชาการรุ่นโบราณ ผู้ซึ่งมีทัศนะแตกต่างกับวะฮาบี มัวร์ยังฟังเทปของฮัมซา ยูซุฟ ผู้ก่อตั้งสถาบันซัยตูนาและเป็นมุสลิมแถวหน้าของสหรัฐฯ

"ความคิดผมเริ่มบรรเจิด" มัวร์พูดถึงความคิดเขาในตอนนั้น "บางทีอาจมีอิสลามเวอร์ชั่นอื่นอีก"

เมื่อเขาเริ่มถอยห่างจากวะฮาบี เขาโดนเพื่อนนักเรียน, ทั้งอเมริกันและอังกฤษด้วย, หาว่าเป็นพวกนอกรีต

ปี 1999 มัวร์ตัดสินใจไปศึกษาอิสลามจากแหล่งความรู้อื่น เขาเดินทางไปมาริทัวเนีย, โมรอกโก, เยเมน, อียิปต์ เขาทำงานที่ศูนย์ศึกษาอิสลามที่อาบูดาบีระยะหนึ่ง ช่วงการเดินทางแสวงหาของเขา มัวร์ก็เข้าเรียนภาษาอังกฤษและเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันด้วย เขาจบปริญญาตรีที่นี่ในปี 2001

เพื่อจะพัฒนา "เอกลักษณ์ที่แท้จริงของมุสลิมในบริบทอเมริกัน" มัวร์กล่าว, มุสลิมในสหรัฐฯ ต้องผสมระหว่างประเพณีอิสลามและวัฒนธรรมอเมริกัน

มัวร์มิได้รังเกียจดนตรีอีกต่อไป เดือนรอมดอนนี้แม้เขาต้องขะมักเขม้นอ่านวรรณกรรม "King Lear" และ "The Canterbury Tales" ตามคอร์สที่เรียนที่เซนต์จอห์น แต่มัวร์บอกว่างานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเขา คือความตั้งใจที่จะอ่านอัล-กุรอาน "จากปกหน้าจนถึงปกหลัง" ภายใน 30 วันของเดือนรอมดอนปีนี้

"รอมดอนเป็นเรื่องส่วนตัว" เขากล่าวเพิ่มเติม, พร้อมบอกว่า ไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณถือศีลอดจริงหรือแอบกินเล็กๆ น้อยๆ นอกจากพระเจ้า "ตอนละหมาดน่ะใครๆ ก็เห็น" เขากล่าว "แต่ตอนถือศีลอดนี่สิ—ใครจะไปรู้?"

 

ที่มา: A Time to Reflect on Spiritual Journeys. Washington Post. 22 September 2006.

http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2006/09/21/AR2006092101975_2.html

http://www.islamuncovered.com/news/news92806.htm

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 1 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com