Home > อนิสา อเบติอา

อนิสา อเบติอา (Anisa Abeytia)

อนิสา อเบติอา

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ซานโฮเซ, รัฐคาลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา - อนิสา อเบติอา เคยเป็นวัยรุ่นคาทอลิกเคร่งศาสนา เธอไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ศรัทธาของเธอแรงกล้าจนใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งเธอจะเป็นบาทหลวงสอนศาสนา

แต่เพราะเป็นผู้หญิง, วันหนึ่งเธอจึงรู้ว่าความฝันของเธอไม่มีวันเป็นจริง

และเป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่อเบติอา, ตอนนี้วัย 34 แล้ว, ไม่ได้หลงเสน่ห์ความเป็นคาทอลิกอีกต่อไป

ตรงกันข้าม, เธอหันมารับอิสลาม, ศาสนาที่เธอเคยปฏิเสธเพราะรู้สึกว่ากดขี่สตรีเพศ

จากการที่เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวเม็กซิกัน-อเมริกัน, การเป็นมุสลิมของอเบติอาหมายถึงการสิ้นสุดประเพณีคาทอลิกที่เธอเคยมีส่วนร่วมกับพ่อแม่และญาติๆ

จะไม่มีการฉลองคริสต์มาสอีกต่อไป ไม่มีอีสเตอร์.

สำหรับแม่ของอเบติอา, เธอเข้าใจยากต่อการได้เห็นลูกสาวคลุมฮิญาบ เคร่งครัดต่ออาหารที่รับประทาน

การเปลี่ยนมารับอิสลามของอเบติอาสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่มาแรงของชาวฮิสแพนนิกอเมริกัน, ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก, หันมารับอิสลามเพราะไม่พึงพอใจต่อศาสนาเดิม หรือไม่ก็เพราะแต่งงานกับหนุ่มมุสลิม

ปัญหาใหญ่ของชาวฮิสแพนนิกที่หันมารับอิสลามก็คือการได้รับการยอมรับจากครอบครัวและจากชุมชนอเมริกันมุสลิมที่มีหลากหลายเชื้อชาติมาก

"เราชาวมุสลิมใหม่อยากบอกว่าเราเป็นราชินีแค่วันเดียว (คือวันที่กล่าวชาฮาดาฮ์)" อเบติอาให้สัมภาษณ์ที่บ้านของเธอในซานตาคลารา รัฐคาลิฟอร์เนีย "หลังชาฮาดาฮ์แล้วหน่อยนึง ฉันเคยคิดจะเลิกล้มเป็นมุสลิมก็เพราะชาวมุสลิมที่ได้เจอะเจอ คือหากพวกเขาไม่รู้จักคุณ เขาจะไม่ทักทายคุณเลย แม้แต่กระทั่งตอนอยู่ในมัสยิดหรือในงานสังสรรค์ก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่ของศาสนาอิสลามมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละประเทศ สำหรับฉันแล้ว บอกได้เลยว่าวัฒนธรรมคือกรงขัง"

ไม่พอใจกับสิ่งเดิมๆ

อิทธิพลจากวัฒนธรรมที่ชาวมุสลิมหลากเชื้อชาติในอเมริกานำมาจากประเทศบ้านเกิดคือปัญหาใหญ่สำหรับอเบติอา

เธอเองมิได้เป็นผู้อพยพรุ่นแรก พ่อแม่เธอก็ไม่ใช่ อเบติอาเรียกตัวเองว่าเป็นอเมริกันตลอดจนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเพื่อนที่โรงเรียนชี้ให้ดูสีผิวของเธอ - ที่ต่างจากคนอื่น

"เพราะ (ว่าฉัน) เป็นชาวเม็กซิกัน-อเมริกันรุ่นที่ 3 แล้ว ฉันเลยรู้สึกว่าตัวเองคือชาวอเมริกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่ลืมบอกว่าตัวเองมีเชื้อสายเม็กซิกัน" มาร์ธา คานาเลส, แม่ของอเบติอา, กล่าว, เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลีส เมืองที่เธอเลี้ยงอเบติอามา

ชาวฮิสแพนนิกเกือบทั้งหมดเป็นคาทอลิก ชีวิตของพวกเขาเกี่ยวพันกับโบสถ์คาทอลิก ทั้งวัฒนธรรมและศาสนาจะเกี่ยวข้องกัน แต่ชาวฮิสแพนนิกคาทอลิกในอเมริกาก็มีความแตกต่างในพิธีกรรมออกไปบ้าง และที่สำคัญคือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจำนวนชาวฮิสแพนนิกคาทอลิกในอเมริกาที่หันมารับอิสลามได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว, จากรายงานของสภาอเมริกันมุสลิม (The American Muslim Council)

สภาอเมริกันมุสลิมซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโกคาดว่ามีชาวฮิสแพนนิกในอเมริกาที่เป็นมุสลิมราว 200,000 คน และผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจากแนวโน้มที่ชุมชนชาวอพยพเติบโตขึ้น จำนวนชาวมุสลิมใหม่ก็มีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

"เมื่อชาวฮิสแพนนิกอพยพเข้ามาอเมริกาใหม่ๆ พวกเขายังติดอยู่กับวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่พวกเขารู้มากที่สุด" เอียฮซาน บักบี, ศาสตราจารย์ด้านอิสลามศึกษาของมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี, กล่าว

"ที่ผมเห็นก็คือ มุสลิมใหม่จากชุมชนฮิสแพนนิกมาจากเด็กรุ่นที่สอง หรือไม่ก็พวกฮิสแพนนิกอพยพรุ่นแรกที่อาศัยอยู่ในอเมริกามานานพอสมควร เด็กฮิสแพนนิกรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในอเมริกาหรือเป็นคนรุ่นที่สองมักจะเปลี่ยนมารับอิสลามในวัย 20 หรือ 30 ต้นๆ เมื่อพวกเขาไม่พึงพอใจต่อความเชื่อเดิมๆ และได้ค้นพบอิสลาม"

ชาวฮิสแพนนิกคาทอลิกที่หันมารับอิสลามมักเกิดมาจาการที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการมีลำดับชนชั้นของคริสตจักรคาทอลิก, ความเชื่อเรื่องบาปกำเนิด (original sin), และความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ (Trinity), จากการเปิดเผยของ ฮวน กัลแวง (Juan Galvan), ซึ่งเป็นประธานองค์กรดะวะฮ์ของชาวละติโนอเมริกัน (Latino American Dawah Organization) องค์กรระดับชาติในอเมริกาที่เผยแพร่ศาสนาอิสลามในชุมชนชาวละตินอเมริกา

เขาบอกว่า มีบ่อยครั้งที่ชาวฮิสแพนนิกเจอคำถามเรื่องความเชื่อของชาวคาทอลิกจากเพื่อนร่วมงานชาวมุสลิม ทำให้พวกเขาเกิดความสงสัย อีกประการหนึ่งก็คือ เหตุการณ์ 11 ก.ย.2001 ทำให้ผู้คนในสหรัฐฯ อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอิสลามมากขึ้น - ศาสนาที่พวกเขาแทบไม่รู้จักเลยก่อนหน้านี้

เรื่องนี้ต่างจากประเทศในแถบละตินอเมริกาและอเมริกากลาง, บักบีกล่าว, บางทีทวีปอเมริกาเหนืออาจมีแนวโน้มการเปลี่ยนศาสนาที่พิเศษกว่าภูมิภาคใดๆ ที่นี่เป็นพหุสังคม ในขณะที่ประเทศละตินอเมริกาเป็นประเทศคาทอลิก อิสลามเป็นศาสนาที่เป็นวิถีการใช้ชีวิตด้วย มีการละหมาดทุกวัน ต้องถือศีลอด และก็ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวซึ่งเด็กคาทอลิกรุ่นใหม่นิยมชมชอบ, เขากล่าว, และนั่นละทำให้พวกเขาประทับใจศาสนาอิสลาม

มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้เยอะ

อเบติอาเริ่มคุ้นเคยกับคัมภีร์อัล-กุรอานและศาสนาอิสลามตอนที่อาจารย์ภาควิชาปรัชญาสมัยเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเซ้าท์เทิร์นคาลิฟอร์เนีย หรือ USC  ให้เธอทำรายงาน

ก่อนหน้านั้นความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับอิสลามมาจากข่าวในสื่อมวลชนล้วนๆ

"ฉันเป็นเด็กยุค 1970 และ 1980 ที่ข่าวสลัดอากาศและการก่อการร้ายมาจากองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์และฮามาส" อเบติอากล่าว "ฉันเติบโตขึ้นมาด้วยการรับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือชาวมุสลิม"

ช่วงนี้เองที่ความเชื่อแบบคาทอลิกของเธอเริ่มสั่นคลอน และก็มิใช่เพราะการที่ไม่ค่อยมีบาทหลวงผู้หญิงเท่านั้น เธอมีความสงสัยต่อความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ - พระเจ้าประกอบไปด้วย พระบิดา พระบุตร และพระจิต - เป็นหลักการที่เริ่มต้นขึ้นโดยคริสตจักรในยุคแห่งความโกลาหลของประวัติศาสตร์คริสเตียน

มันไม่เห็นมีเขียนไว้ตรงไหนในไบเบิล และ, สำหรับเธอแล้วนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก, เธอบอก

"ฉันไม่ได้ประหลาดใจมากนักตอนอนิสาบอกว่าเธอรับอิสลามแล้ว" มาร์ธา คานาเลส, แม่ของเธอกล่าว "ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเธอมีคำถามเรื่องความเชื่อมากมาย"

สำหรับมาร์ธา คานาเลส, วิกฤตช่วงขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนทศวรรษ 1970, ลำดับชั้นของคริสตจักรคาทอลิก, บทบาทของสตรีที่มีน้อยมาก, ทำให้ศรัทธาในคาทอลิกของเธอลดน้อยลงเช่นกัน เธอก็เลยค่อนข้างเข้าใจการตัดสินใจของลูกสาว โดยเฉพาะที่เธอรู้ว่าอิสลามเน้นให้จ่ายทานซะกาต บริจาคให้กับสังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการ 5 ข้อของอิสลาม

แต่เธอก็มิได้เตรียมตัวจะเจอว่าสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกสาวเธอด้วย

"มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้อีกมากมายเหลือเกิน" อเบติอากล่าว, เธอหมายถึงทั้งตัวเองและครอบครัว "แม่ยังคงพูดคุยกับฉัน แต่ฉันรู้ว่ามีความตึงเครียดในครอบครัว ทุกครั้งที่เจอกัน ฉันต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ทุกที"

แรกสุดคือเธอเลิกกินหมู เลิกดื่มเหล้าเบียร์ กินอาหารฮาลาลเท่านั้น เนื้อสัตว์ต้องเชือดโดยชาวมุสลิม จากนั้นเธอละหมาดวันละ 5 เวลา ต่อมาก็ถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็มช่วงเดือนรอมดอน

แต่สิ่งที่ช็อคแม่เธอมากที่สุดก็ตอนที่อเบติอาคลุมฮิญาบ

"ฉันมีปัญหาสิ - เพราะฉันไม่เห็นความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตประจำวันเลยเมื่อคุณเปลี่ยนไปศรัทธาในศาสนาอื่น" คานาเลสกล่าว, เธอยอมรับได้ต่อการแต่งตัวสุภาพของสตรีมุสลิม "แต่ฉันไม่ชอบอาการดับเบิลสแตนดาร์ด (สองมาตรฐาน) ทีผู้ชายไม่เห็นต้องปกปิดแบบนี้เลย ฉันไม่ชอบแบบนี้"

ไม่น่าแปลกใจที่ฮิญาบเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็น "สัญลักษณ์สำคัญที่สุดที่แยกสตรีมุสลิมออกไป" กาเซีย อาลี กล่าว, เขาเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาศาสนาของมหาวิทยาลัยบอสตัน "หากอ่านอัล-กุรอานก็จะพบว่าฮิญาบไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อคนเริ่มไปให้ความสำคัญกับมันมากเกิน"

ปัญหาใหญ่สุดคือครอบครัว

เพื่อให้ความรู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยวจากครอบครัวผ่อนคลายลง, และเพื่อเป็นกำลังใจสนับสนุนมุสลิมใหม่, มาร์ธา คาดีจา เกลดารี (Marta Khadija Galedary) ได้ร่วมก่อตั้งสมาคมมุสลิมละติโนลอสแองเจลีส (Los Angeles Latino Muslim Association หรือ LALMA) ขึ้นมาในปี 1999

เกลดารีละทิ้งศรัทธาในคาทอลิกสมัยเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ เธอหันมารับอิสลามในปี 1984 เกลดารีเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องก่อตั้งองค์กรขึ้นมา มิใช่มีเป้าหมายแค่เผยแพร่อิสลามเป็นภาษาสแปนนิช แต่เพื่อสร้างชุมชนมุสลิมละติโนขึ้นมาด้วย

ทุกเช้าวันอาทิตย์ สมาชิกของ LALMA จะมารวมตัวกันเพื่อเรียนภาษาอารบิก เรียนอัล-กุรอานและถกปัญหาที่เกิดขึ้นต่อชาวมุสลิมใหม่

"ปัญหาที่ท้าทายที่สุดคือครอบครัว" เธอกล่าว

"คนชอบคิดว่ามุสลิมคือผู้ก่อการร้าย และนั่นเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจมุสลิมใหม่อย่างมาก แม่ฉันเป็นคาทอลิกผู้เคร่งครัดและท่านคิดว่าฉันหันไปศรัทธาในลัทธิชั่วร้าย"

เดือนที่แล้ว, เกลดารีได้จัดบรรยายสอนสมาชิกว่าจะอธิบายเรื่องความศรัทธาในอิสลามอย่างไร ตอบคำถามอย่างไรว่าทำไมถึงเปลี่ยนรับอิสลาม โดยเฉพาะต่อพวกที่ช่างสงสัยและมีอคติ ผู้เข้าฟังยังต้องออกไปสาธิตด้วย

ผู้ร่วมงานทั้งหมดเป็นสตรี ซึ่งชาวละติโนที่หันมารับอิสลามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

สาววัย 29 คนหนึ่งจากแมนฮัตตันบีช คาลิฟอร์เนีย ที่ประสงค์จะบอกชื่อเพียงสั้นๆ ว่า "ลิสเส็ต" เล่าว่าเธอละทิ้งคาทอลิก และหันมาปฏิญาณตนเป็นมุสลิมเมื่อไม่นานมานี้เอง เธอเกิดและเติบโตในเปรู เลยรู้เรื่องศาสนาอื่นน้อยมาก เธอรู้จักอิสลามตอนมาเรียนหนังสือที่สหรัฐฯ เมื่อ 7 ปีก่อนตอนมีเพื่อนในมหาวิทยาลัยเป็นชาวตุรกี ตอนนี้ลิสเส็ตยังไม่ได้บอกครอบครัวเลยว่าเธอรับอิสลามแล้ว

"บทบาทของสตรีในอิสลามทำให้ผู้หญิงจำนวนมากประทับใจ" ฮวน กัลแวง กล่าว, ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพพจน์ที่ออกมาว่ามุสลิมะฮ์มือใหม่ทุกคนต้องคลุมฮิญาบ

อาลี, ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Sexual Ethics and Islam (คุณธรรมทางเพศและอิสลาม) (Oneworld, 2006), ระบุว่า สตรีในอิสลามมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์และมรดก ดังที่ระบุไว้ในกฎหมายอิสลาม

การสอนผู้หญิงฮิสแพนนิกเรื่องสิทธิสตรีในอิสลามเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของเกลดารีที่ LALMA เพราะปัญหาในคู่สมรสเกิดขึ้นได้เสมอหากวัฒนธรรมต่างกัน

"ผู้ชายมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่องอิสลามมากมายหรอก" เกลดารีกล่าว และปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสตรีฮิสแพนนิกแต่งงานกับผู้ชายมุสลิม โดยไม่รู้ว่ามีความต่างทางวัฒนธรรม

แต่อเบติอาเจอมากกว่านั้น

ตอนเริ่มรับอิสลามใหม่ๆ ที่ลอสแองเจลีส เธอพบว่าผู้หญิงมุสลิมที่นั่นเป็นเพียงแม่บ้านและชีวิตวนเวียนอยู่แค่วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หอบกันมาจากประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่แย่มาก

แต่อเบติอาได้ศึกษาอัล-กุรอานอย่างลึกซึ้งพอที่จะช่วยให้เธอก้าวผ่านภาวการณ์ปะทะทางวัฒนธรรมได้ และได้รับการยอมรับจากครอบครัวเธอในที่สุด

วันนี้, สิบปีให้หลัง, เธอรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขกับครอบครัวและชุมชนของเธอ

"ฉันรู้สึกยากกับการติดต่อกับชาวมุสลิมแม้จนกระทั่งทุกวันนี้" อเบติอากล่าว "พวกเขามีเพชรล้ำค่าคืออิสลามอยู่ในมือ, ที่สามารถเอามาช่วยเหลือผู้อื่นได้, แต่พวกเขาดันเอาปุ๋ยคอกไปห่อเพชรเม็ดนี้ซะ, หากผู้อื่นอยากดูก็ต้องไปแคะออกมา ที่สำคัญคือยิ่งขุดลึกลงไปเท่าไหร่ คุณจะยิ่งเจอสภาพสังคมที่เลวร้าย ที่มิได้มีรากฐานมาจากอิสลามเลย!!!"

ด้วยอิสลาม, อเบติอารู้สึกมีเสรีภาพที่จะ ค้นหาและเข้าใจอัล-กุรอานอย่างที่เธออยากทำ, และปรับคุณลักษณะนั้นเข้ามาในการเลี้ยงดูลูกทั้ง 4 คนของเธอ

"ฉันคิดว่าเธอได้พบกับความสวยงามในคัมภีร์ ที่มอบความสงบให้จิตใจของเธอ" คานาเลสกล่าว "สำหรับเธอแล้ว, ไม่จำเป็นต้องมีบาทหลวงหรือใครมาคอยอธิบายให้เธอฟังว่าอิสลามน่าสนใจอย่างไร และเธอได้ใช้อิสลามเป็นทางนำในการดำรงชีวิต"

คานาเลส, แม่ของอเบติอา, รับได้ดีมากกับการที่ลูกสาวเป็นมุสลิม แต่ตอนที่เธอต้องอธิบายเรื่องนี้ให้คนอื่นนะสิ ชักจะยุ่งหน่อยๆ

"ฉันว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจฉันตอนนี้ไม่ใช่อนิสาหรอก, แต่เป็นคนอื่นต่างหาก" เธอกล่าว

"พวกเขามาถามฉันว่าได้ดูหนังเรื่อง 'Not Without my Daughter' หรือเปล่า" คานาเลสเล่า, เธอหมายถึงภาพยนตร์ปี 1991 เกี่ยวกับผู้หญิงอเมริกันถูกขังในอิหร่านโดยสามีใจร้ายของเธอ และพยายามหนีออกมา หรือไม่คานาเลสก็โดนถามเรื่องในข่าว หรืออีกเรื่องก็คือปาเลสไตน์ "ฉันรู้สึกตัวเองมีสภาพเหมือนเป็นโฆษก เพราะพวกเขามาถามฉันเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น และเรื่องราวพวกนี้ได้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ของฉันไปซะ ซึ่งดีซะอีก"

เป็นส่วนหนึ่ง, มิได้แปลกแยก

ลูกสาวของคานาเลสมิได้รู้สึกอยากออกจากอิสลามเหมือนตอนรับอิสลามใหม่ๆ เพราะปัญหาเรื่องการกลมกลืนกับสังคมมุสลิมที่อเมริกาอีกต่อไปแล้ว การที่อเบติอาเป็นคนดูอยู่รอบนอกทำให้เธอมองอะไรได้ชัดขึ้น และมิได้เอาวัฒนธรรมที่มุสลิมอพยพจากหลากประเทศนำมาปฏิบัติในอเมริกามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา เธอเลี้ยงดูลูกๆ ตามหลักการศาสนา

"พวกเขาประหลาดใจที่เจอการเหยียดเชื้อชาติ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะปรับตัวต่อไปอย่างไร" อมีนาฮ์ แมคคลาวด์ ศาสตราจารย์ด้านศาสนาของมหาวิยาลัยเดอพอลกล่าว "มันมาถึงจุดที่คุณมีคนที่เปลี่ยนมารับอิสลามและแล้วก็เปลี่ยนออกไป เป็นเรื่องปกติ"

สิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมมุสลิมก็คือ ต้องต้อนรับสมาชิกและดูแลพวกเขาให้อบอุ่นและใกล้ชิดกว่านี้, เอียฮซาน บักบี ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเคนตักกีกล่าว, เขาบอกว่า แต่มุสลิมใหม่ชาวฮิสแพนนิกจะพัฒนาเครือข่ายสังคมของตัวเองต่อไปในที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพลเมืองชาวฮิสแพนนิกในอเมริกามีอายุเยอะขึ้นและมีการศึกษาดีขึ้น การจัดการกับองค์กรของตัวเองก็จะเป็นระบบมากกว่านี้

บางองค์กรก็เกิดขึ้นมาแล้วเช่น อิสลามมิกเซ็นเตอร์ของเซ้าท์เทิร์นคาลิฟอร์เนีย (Islamic Center of Southern California) องค์กรอิสระที่ให้การศึกษาด้านศาสนาและกิจกรรมชุมชน

ที่นั่น, จิฮาด เติร์ก, ผู้อำนวยการด้านศาสนา, ตระหนักดีถึงปัญหาของมุสลิมใหม่ชาวฮิสแพนนิกที่อาจไม่อดทนกับการเป็นมุสลิมอีกต่อไปเพราะรู้สึกโดดเดี่ยว

ทางอิสลามมิกเซ็นเตอร์จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้มุสลิมใหม่ใช้ชีวิตในสังคมได้ดี

อเบติอาชอบอิสลามที่เป็นสากล ศาสนาที่ไร้พรมแดน

"คุณไม่เคยได้ยินคำว่าคริสเตียนอเมริกัน" เธอกล่าว "ตราบใดที่เราชาวมุสลิมกลมกลืนกับสังคมได้ดี, ไม่แปลกแยกจากสังคม, เราก็ยังไปได้สวย"

ที่มา: News 21

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 2 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com