Home > คอรีย์ ฮับบัส

คอรีย์ ฮับบัส

Corey Habbas

ค.ศ.1974 -

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

2006: ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ฉันชื่อ คอรี ฮับบัส เกิดในสหรัฐอเมริกา บรรพบุรุษอพยพมาจากยุโรปตะวันตก ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีคุณค่าเพราะตอนนี้ฉันมีอิสลามในหัวใจ

ก่อนหน้าจะรู้จักกับอิสลาม ฉันรู้สึกไม่มีอะไรเลย ชีวิตฉันได้เปลี่ยนไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

หลังรับอิสลาม ฉันเรียนจบปริญญาตรีด้านไอที แต่งงานกับชายหนุ่มที่น่ารักที่สุด เรามีลูกด้วยกันสามคน หากมีเวลาว่าง ฉันจะไปช่วยงานของชุมชน ฉันรู้สึกว่าด้วยพลังบริสุทธิ์ที่อัลลอฮมอบให้ ฉันจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้เสมอ

และฉันก็ยังรู้ด้วยว่า แม้ชีวิตในตอนนี้จะเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ แต่วันใดวันหนึ่งอัลลอฮก็จะทดสอบฉันและท้าทายฉันด้วยอุปสรรค สารแห่งอิสลามเป็นสิ่งที่บอกให้ฉันเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ มีศรัทธา และกล้าเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิต อิสลามทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีสติ และไม่เคยลืมหลักการของศาสนา, ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่, ที่นำฉันเข้าสู่หนทางแห่งอิสลาม

บทความนี้เป็นการรำลึกถึงหนทางที่ผ่านมา ทางเดินที่นำฉันเข้าสู่อิสลาม...

2003: ความฝัน

ในความฝันหลายครั้ง ฉันมักฝันว่าตัวเองคลุมฮิญาบ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าฮิญาบได้เข้าไปสู่ความเป็นตัวฉันแล้ว เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นมุสลิมของฉัน ฉันเดาว่านี่กระมังที่นำความหมายใหม่ของคำว่า 'ฮิญาบจากภายใน' (inner hijab)

ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะรู้สึกดีหรือเปล่าหากต้องแต่งตัวต่างจากผู้อื่นรอบๆ ตัว แต่ตอนนี้บอกได้เลยว่าไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะออกจากบ้านไปได้ยังไงหากไม่คลุมฮิญาบ ภายใต้ฮิญาบฉันพบกับความเป็นส่วนตัว ขอบเขต ศักดิ์ศรี และความรู้สึกปลอดภัย

ฉันมักโดนมองหรือโดนคอมเมนท์ต่อการคลุมฮิญาบ แต่ก็เห็นได้ว่าความรู้สึกของคนที่มีต่อการคลุมฮิญาบของฉันหากไม่เป็นบวกละก้อคือเฉยๆ แต่ไม่มีความรู้สึกเป็นลบ ฉันพบอีกว่าผู้ที่มิใช่มุสลิมจำนวนมากยอมรับว่าฮิญาบคือความสุภาพและความถ่อมตัว ทุกคนยอมรับฉันเป็นอย่างดี

ชาวตะวันตกจำนวนมากรู้สึกว่าชาวมุสลิมมักโดนอคติ ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาเลยดีกับฉันเอามากๆ ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงที่คลุมฮิญาบมักได้รับการให้เกียรติและมีอำนาจโดยที่พวกเธอไม่ต้องทำอะไรเลย บางทีนี่อาจเป็นความตั้งใจของอัลลอฮที่ต้องการให้พวกเราเป็นแบบนี้

ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้แต่งเครื่องแบบที่ออกแบบโดยอัลลอฮ และเครื่องแบบที่ฉันได้รับมานี้เป็นหนึ่งในเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันได้รับจากสังคมซึ่งผู้หญิงโอ้อวดร่างกายและกลายเป็นวัตถุเพื่อความพึงพอใจของเพศชาย

2002: เริ่มคลุมฮิญาบ

เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกในเช้าวันหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นเพื่อไปทำงานตอนเช้า วันนั้นฉันได้ตัดสินใจหลังจากใช้เวลาครุ่นคิดมานานนักหนาแล้วว่า แม่สาวอเมริกันจอมโหดคนนี้จะไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ฉันเตรียมตัวสำหรับวันนี้มาอย่างดี เพราะวันนี้ฉันจะเริ่มคลุมฮิญาบ!

ฉันได้ต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับความกลัว ความอ่อนแอ มานานนักหนาแล้ว ฉันรู้ว่าตอนเริ่มคลุมฮิญาบจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว แต่ต่อมาเราก็น่าจะชินไปเอง

จิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันคือความกดดันที่กลัวสายตาผู้อื่นและกลายมาเป็นมุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด - คือการคลุมฮิญาบดังที่อัลลอฮได้ออกคำสั่งไว้ในอัล-กุรอาน

วันแรก ฉันต้องยืนมองตัวเองในกระจกถึง 30 นาที ดูว่าฮิญาบแน่นดีหรือไม่ ไม่ใช่เดินๆ ไปแล้วหลุด (แต่ตอนนี้ฉันเป็นมือโปรแล้วนะ หมุนสองสามทีก็ได้แล้ว)

ฉันมองเข้าไปในกระจก พร้อมบอกตัวเองว่า "เธอต้องการทำสิ่งนี้มาตั้งแต่วันที่เธอรับอิสลามแล้ว อย่าไปกังวลว่าคนอื่นเขาจะคิดยังไง จงเข้มแข็ง เธอจะไม่ถูกข่มขู่จนต้องหันเหไปจากอิสลามหรอก เธอจำ สุมัยยาฮ์ บิน คุบบัท (Sumayyah bint Khubbat) ผู้พลีชีพในหนทางแห่งอิสลามไหม จงเกรงกล้วอัลลอฮองค์เดียวเท่านั้น!!!"

2001: ไปมัสยิด

ฉันกลัวการไปมัสยิด แต่รู้ว่าต้องไปหากต้องการรู้เรื่องอิสลามเพิ่มเติม ฉันไม่รู้ว่าจะไปมัสยิดเนี่ยต้องแต่งตัวยังไง แต่ก็ใส่เสื้อแขนยาวคลุมข้อมือ และกระโปรงยาวคลุมข้อเท้าละ ตอนนั้นฉันไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าต้องคลุมฮิญาบด้วย

เมื่อไปถึงมัสยิด ฉันเจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอนำฉันเข้าไปในห้อง และแสดงความยินดีที่ฉันหันมาสู่อิสลาม เธอให้ฮิญาบผืนแรกแก่ฉัน ใส่ให้เสร็จสรรพ หลายเดือนจากนั้นเธอสอนให้ฉันละหมาด เชิญไปงานชุมนุมของมุสลิมเพื่อให้ฉันได้รู้จักกับชาวมุสลิมคนอื่นๆ และได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมมุสลิม

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับอัตลักษณ์ใหม่ของตัวเองในฐานะมุสลิม ฉันโพสต์โฆษณาในเว็บไซต์หาคู่ของอิสลาม ฉันอยากสร้างครอบครัว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นไปได้ สามเดือนต่อมาฉันแต่งงานกับ ฮานาฟี บุรุษในดวงใจของฉันในตอนนี้

พ่อแม่ของฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ท่านทั้งสองหย่ากัน พ่อและแม่เลี้ยงบอกว่าการกระทำของฉันงี่เง่ามาก เพราะการแต่งงานแบบที่ฉันทำไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งหมายถึงว่าต้องปิ๊งกันก่อน ออกเดท แล้วจากนั้นก็ทดลองอยู่ด้วยกัน ท้ายที่สุดหากดูแล้วไปกันได้ก็แต่งงานกันซะ

ฉันไม่พูดกับพ่อเป็นปีเลย แต่ต่อมาท่านก็ยอมรับในการใช้ชีวิตของฉัน มันต้องใช้เวลานะ แล้วความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อและแม่ก็กลับมาดีเหมือนเดิม

2000: หนังสือที่คาดไม่ถึง

วันหยุดสุดสัปดาห์ฉันชอบไปร้านหนังสือ หนนี้ก็เหมือนกัน ฉันถือถ้วยกาแฟจากมุมกาแฟในร้าน เดินดูหนังสือบนชั้นไปเรื่อยๆ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองหาอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร หรือมันควรจะเป็นอะไร

โดยปกติฉันจะเดินดูหนังสือแผนกเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ภาษาเว็บ เช่น  ASP หรือ Cold Fusion หรือไม่ก็ดาต้าเบสอย่าง Oracle, MS SQL Server เพื่อที่จะอัพเดตฝีมือด้านคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ฉันเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ก็เป็นศิลปินโดยธรรมชาติ และสนใจค้นหาความหมายของชีวิต

ความจริงเมื่อเดือนที่แล้ว ฉันซื้อหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธ และก็คิดๆ ว่าจะลองปฏิบัติตัวตามแนวพุทธดู แต่ฉันพบว่ามีเพียงบางบริบทของพุทธศาสนาเท่านั้นที่ฉันรู้สึกเกี่ยวพันด้วย

ฉันเดินดูตามชั้นหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วสายตาก็ไปปะทะกับ "วิสัยทัศน์แห่งอิสลาม" (Vision of Islam) ฉันซื้อทันที แล้วความลับของฉัน - ความลับระหว่างพระเจ้ากับฉัน - ก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ฉันกล่าวชาฮาดาฮ์เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้เพียงครึ่งเล่ม!!

ฉันศรัทธาในศาสดาทุกคนของศาสนาจูดาย (ยิว) และคริสต์เสมอ และก็ยังมีศาสนฑูตอีกเพียงคนเดียวที่ฉันต้องยอมรับ - คือ มุฮัมมัด (ซ.ล.)

ฉันเรียนรู้ว่าชาวมุสลิม ยิว และคริสเตียนเป็นพี่น้องทางคัมภีร์ ฉันยิ่งมีความรู้สึกนี้เพิ่มมากขึ้นเมื่อฉันกลายมาเป็นมุสลิม เราทั้งสามศาสนาต่างก็สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และนี่คือสารจากพระเจ้าสู่มนุษยชาติ

1999: จุดประกายแห่งศรัทธา

เมื่อไรที่ ซูซานนา เพื่อนของฉันพูดถึงพระเจ้า แววตาของเธอมักเปล่งประกายจรัสเสมอ เธอเป็นคนฉลาด และฉันก็มองเห็นได้ง่ายๆ ว่าศรัทธาในศาสนาได้ทำให้เธอมีพลังอย่างวิเศษที่ทำให้เธอทำงานลุล่วงไปได้ด้วยดี เธอสวดมนต์มากกว่าชาวคริสเตียนคนใดที่ฉันเคยรู้จัก ฉันมองเห็นพลังในตัวเธอมากกว่าที่เห็นในคนอื่นๆ เธอพูดถึงพระเจ้าด้วยความรู้สึกศรัทธาแรงกล้า เมื่อไรที่ฉันได้ฟังฉันก็รู้สึกดีใจกับเธอไปด้วย ฉันชอบอยู่ใกล้ๆ เธอเพราะสาเหตุนี้แหละ แล้วศาสนาจะเป็นพลังให้ฉันก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไรล่ะหากฉันมิใช่ผู้ศรัทธา?

พ่อของซูซานนาเป็นคริสเตียน แต่ชอบเปลี่ยนนิกายไปเรื่อยๆ ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานเป็นหนที่สาม ศรัทธาของซูซานนา (ที่พ่อเธอชอบเปลี่ยนนิกาย) ทำให้ฉันสงสัยว่าพวกเขาเคยลองศึกษาศาสนาอื่นหรือไม่?

1997: ราตรีแห่งอันดาลูเชีย

ฉันพักคนเดียว ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตฉันมีเพียงแค่นี้จริงๆ ดังนั้นการไปเที่ยวสเปนของสาวอเมริกันอย่างฉันจึงเป็นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ทีเดียว

ตอนเท้าแตะพื้นถนนเมืองแมดริดทำให้ฉันรำลึกถึงประวัติศาสตร์ ฉันยังรู้สึกได้กลิ่นน้ำไหลซึมลงสู่พื้นถนนที่ปูลาดด้วยหินสมัยโบราณ

ที่นี่คือดินแดนที่เคยอยู่ใต้การปกครองของมุสลิมถึงเกือบ 800 ปี (ค.ศ.711-1492) ยุคแห่งการรอมชอมทางศาสนาและวัฒนธรรม ทุกคนมีเสรีภาพทางศาสนาภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมุสลิม แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นดินแดนแห่งศาสนาและกระทิงดุ ฉันไม่อยากค้างคืนที่นี่ เพราะกลัวจะพลาดอะไรบางอย่างไป

ราวเที่ยงคืน ฉันยังคงเดินอยู่ใน El Calle Alcal จากนั้นฉันเดินเข้าไปในโบสถ์คริสต์ซึ่งยังคงเปิดอยู่ในตอนนั้น นั่งลงบนม้านั่ง สำรวจดูความเป็นไป ไม้ขัดมันอายุนับศตวรรษเป็นเงาวาว ชายหญิงชราคู่หนึ่งเดินเข้ามา ก่อนจะโค้งและคุกเข่าลงสวดมนต์ด้วยความศรัทธา

ฉันนั่งตรงนั้น มิใช่ในฐานะของผู้ศรัทธาในศาสนา แต่ฉันก็ยังร้องไห้ ศาสนาเป็นแสงสว่างที่ส่องทางแก่ผู้ศรัทธาเสมอมา

1996: อัล-กุรอานเล่มแรกของฉัน

ฉันได้ยินเกี่ยวกับเรื่องคัมภีร์อัล-กุรอานมาก่อน ตอนเรียนหนังสือที่เอล คามิโน มีเด็กนักเรียนมุสลิมคนหนึ่งให้ฉันดูอัล-กุรอานเป็นครั้งแรก ซึ่งฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เธอรู้สึกโอเคกับฉันจนยอมแบ่งปันสิ่งของที่เป็นส่วนตั๊ว..ส่วนตัวและมีค่ายิ่งนัก

ฉันอยากให้เธอรู้สึกว่าฉันสนใจ ก็เลยขอเธอถือคัมภีร์หน่อย เธออนุญาต ฉันถามเรื่องเครื่องหมายคั่นตอนของแต่ละประโยคในอัล-กุรอาน และบอกว่ามันดูสวยดี แต่ฉันรู้สึกเกร็งหน่อยๆ ไม่รู้จะทำไงดี

แปลกดีนะ นั่นคือนาทีของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันรู้สึกหลังจากเรียนจบแล้ว

1994: หลักการอิสลาม 5 ข้อ

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเรียนหนังสือได้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร เพราะต้องทำงานประจำที่ร้านขายยา PayLess ซึ่งรายได้ก็น้อยมากๆ ไม่พอค่าหน่วยกิตและค่าหนังสือซะด้วยซ้ำ พอเลิกจากงานฉันก็เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะดูหนังสือแล้ว แถมต้องปั่นจักรยานจากร้านกลับบ้านตอนสามทุ่มทุกคืน

ตอนกลางวันฉันเป็นเทคนิเชียนที่ร้านขายยา เภสัชกรที่ฉันทำงานเป็นคนใจดี อายุประมาณ 50 กว่า เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ อยู่มาวันหนึ่งเขาก็เอ่ยปากถามฉันว่าเคยได้ยินเรื่องศาสนาอิสลามไหม เขาบอกว่าเขาเป็นมุสลิม เขาบอกถึงหลักการ 5 ข้อในศาสนาของเขา: ความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว, ละหมาด, บริจาคทาน, ถือศีลอด, และทำฮัจย์

วันถัดมาเขาถามฉันว่ายังจำหลักการอิสลาม 5 ข้อได้ไหม แล้วเขาก็ประหลาดใจและดีใจที่ฉันท่องให้เขาฟังได้หมดเลย ฉันเองก็รู้สึกดีนะ ฉันไม่เคยเป็นพวกเคร่งศาสนา เมื่อก่อนก็แค่เคยไปโบสถ์บ้างเป็นบางครั้ง ฉลองคริสต์มาส แต่วันนั้นเป็นวันที่ฉันเริ่มนึกถึงเรื่องของศาสนา ราวกับว่าเราทั้งหมดเชื่อมต่อกันโดยอำนาจเพียงหนึ่งเดียว

1982: เมื่อฉันหลงทาง

ตอนอายุ 8 ปี มีครั้งหนึ่งฉันหลงทางในซูเปอร์มาร์เก็ต จากนั้นสัปดาห์ถัดมาฉันไปเยี่ยมคุณย่าซึ่งเป็นคริสเตียน ท่านบอกว่าแม้หลงทางก็จงอย่ากลัวเพราะฉันไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าอยู่ข้างๆ ฉันเสมอ พระองค์มองดูฉัน พระองค์ทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันคิดถึงพระเจ้าตลอดเวลา

1974: ถือกำเนิด

"พระองค์คือผู้ให้รูปร่างและวิญญาณแก่เจ้าในครรภ์มารดาตามที่พระองค์ทรงประสงค์; ไม่มีพระเจ้าองค์ใดนอกจากพระองค์, ผู้ทรงเกรียงไกร, ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง" (อัล-อิมรอน 3:6) 

......................................................................................................................................................... 

คอรีย์ ฮับบัส เป็นโปรแกรมเมอร์คนเก่งและเขียนบทกวี เธอเรียนจบด้านไอทีจากมหาวิทยาลัยเรดแลนด์ในปี 2002 ปัจจุบันเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษัท AT&T Wireless

คอรีย์ชอบเขียนบทกวี ได้รับรางวัลบ่อย ปี 2006 และ 2005 เธอได้รับรางวัล Adult Grand Prize ด้านบทกวีจาก the Islamic Writers Alliance ก่อนหน้านั้นในปี 2004 ได้ที่สองจาก Children's Writer Sports and Recreation Contest จากผู้เข้าแข่งขัน 750 คน

 

 

ที่มา: Reversion Unwound: tracing My Journey to Islam, by Corey Habbas. IslamOnline.net. 13 September 2006.

http://www.readingislam.com/servlet/Satellite?c=Article_C&cid=1157962484134&pagename=Zone-English-Discover_Islam%2FDIELayout

 

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 3 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com