Home > โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป

นักดนตรีชาวอัลบาเนียในโคโซโวฉลองการประกาศเอกราชกลางกรุงพริสตินา

ชาวอัลบาเนียในโคโซโวโบกธงชาติอัลบาเนียฉลอง

หลังประกาศเอกราช ฮาชิม ทาซี (Hashim Thaci) นายกรัฐมนตรีโคโซโว (คนขวามือ) และ ฟัตมีร์ ไซดี (Fatmir Sejdiu) ประธานาธิบดีโคโซโว (คนซ้าย) พร้อมธงชาติโคโซโว 

(กุมภาพันธ์ 2008) ชายสูงอายุชาวอัลบาเนียนั่งรวมกลุ่มกันที่มัสยิดหลังไปอ่านดุอาให้ญาติซึ่งโดนกองทัพเซิร์บสังหารหมู่ที่ราซัก (Racak) 45 คนเมื่อปี 1999

สังเกตอะไรไหม หมวกผู้ชายมุสลิมในแต่ละประเทศไม่ค่อยเหมือนกันเลย หมวกขาวทรงสูงแหลมหน่อยแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของมุสลิมอัลบาเนียโดยเฉพาะ

บรรยากาศยามย่ำคืนของเมืองพริสตินา (Prishtina) เมืองหลวงโคโซโว

 

อีกมุมหนึ่งของเมืองพริสตินา

 

เมือง Prizren เมืองใหญ่อันดับสองของโคโซโว

 

โคโซโวเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง เป็นประเทศเล็กมากอยู่ตรงกลางภาพ

โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป

Kosovo: New Muslim country in Europe

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

โคโซโว เพิ่งประกาศแยกตัวจากเซอร์เบียเป็นประเทศอิสระในวันที่ 17 ก.พ.2008 ใช้ชื่อประเทศว่า 'สาธารณรัฐโคโซโว' (Republic of Kosovo) เป็นประเทศมุสลิมแห่งล่าสุดของยุโรปตะวันออก เนื่องจากประชากรเกือบทั้งหมด (2 ล้านคนเศษ) เป็นมุสลิม ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอัลบาเนีย

ดินแดนโคโซโวมีชาวบ้านที่อยู่แต่ดั้งแต่เดิมในสมัยสำริด (Bronz Age) คือชาวอิลลีเรีย (Ilyria) เผ่าดาร์ดานี (Dardani) โดยที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุถึง 'ราชอาณาจักรดาร์ดาเนีย' เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่บันทึกของกรีกระบุไว้ว่าชาวดาร์ดานีเป็นคนขยัน มีไมตรีจิต และมีอารยธรรมก้าวหน้า เมืองหลักๆ ของดาร์ดาเนียได้แก่ Damastion, Naissus (ปัจจุบันคือเมือง Nis อยู่ในเซอร์เบีย), Scupi (ปัจจุบันคือ 'สโกเปีย' เมืองหลวงของมาซีโดเนีย), และ Ulpiana (ปัจจุบันอยู่ในโคโซโว เป็นชื่อเก่าของเมืองพริสตินา เมืองหลวงโคโซโวด้วย)

ดินแดนโคโซโวถูกเรียกว่า 'ดาร์ดาเนีย' (Dardania) มาจนถึงศตวรรษที่ 19

ต่อมาราว 100 ปีก่อนคริสตกาล ดาร์ดาเนียได้ตกอยู่ใต้การปกครองของโรมันและจักรวรรดิไบเซนไทน์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ระบุไว้ชัดเจนเป็นการตอกหน้าเซอร์เบียที่อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้ เพราะชาวเซิร์บเองก็อพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนนี้พร้อมคลื่นผู้อพยพกลุ่มต่างๆ ที่ทะยอยกันมาจากเทือกเขายูราลเมื่อคริสตศตวรรษที่ 7-8 เพื่อมาตั้งรกรากในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป และกระจัดกระจายกันออกไปในนามต่างๆ กันเช่น เซิร์บ โครแอท มาซีโดเนีย และสโลวีเนีย การอพยพเข้ามาของกลุ่มเหล่านี้ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าของดินแดนเดิม จนปี 1206 ชาวเซิร์บจึงเข้ายึดครองดินแดนแถบโคโซโวได้ แต่ต่อมาก็ต้องเจอกับอำนาจที่เหนือกว่าคือจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์ก ซึ่งได้เข้ายึดและปกครองดินแดนแถบนี้ 500 ปี เริ่มตั้งแต่สงครามโคโซโว (Battle of Kosovo) ปี 1389 ไปจนถึงปี 1912

ปี 1912 หลังสงครามบอลข่าน เซอร์เบียเข้ายึดครองโคโซโว ต่อมาปี 1918 โคโซโวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย จากนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยมีนายพลติโต เป็นประธานาธิบดี

เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในปี 1989 รัฐต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นยูโกสลาเวียก็พากันแยกตัวเป็นประเทศอิสระ ได้แก่ สโลวีเนีย (มิถุนายน 1991) โครเอเชีย (มิถุนายน 1991) มาซีโดเนีย (ตุลาคม 1991) บอสเนีย (มีนาคม 1992) มอนเตเนโกร (ปี 2006)

โคโซโวเองเจอปัญหาจากความคลั่งชาติของอาชญากรสงคราม สโลโบดัน มิโลเซวิช มาตั้งแต่ปี 1990 จนกระทั่งเหตุการณ์ตึงเครียดสุดเมื่อเซอร์เบียส่งกองทัพเข้าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมในโคโซโวในปี 1998 ทำให้นาโต (NATO) ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยส่งเครื่องบินทิ้งบอมบ์ จนเซอร์เบียต้องยอมถอนทหาร จากนั้นในเดือนมิถุนายน 1999 กองทหารนาโต 40,000 คนเข้ารักษาความมั่นคงในโคโซโว เป็นการยุติบทบาทของเซอร์เบียในโคโซโวไปตลอดกาล

นับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา โคโซโวจึงได้ชื่อว่าเป็นแคว้นหนึ่งของเซอร์เบียเพียงในนาม ในขณะที่การบริหารงานทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ โดยมีโดยกองกำลังทหารของสหประชาชาติ นำโดยนาโต (NATO) รักษาความปลอดภัยในประเทศ

วันที่ 17 ก.พ.2008 หลังจากรัฐสภาโคโซโวลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ ฮาชิม ทาซี (Hashim Thaci) นายกรัฐมนตรีโคโซโว ประกาศแยกโคโซโวออกจากเซอร์เบียเป็นประเทศอิสระ ประเทศหลักที่ให้การสนับสนุนการประกาศเอกราชของโคโซโวคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป หรือ อียู (EU)

โคโซโวมีเนื้อที่ 10,887 ตร.กม. มีเมืองพริสตินา (Pristina) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุด มีประชากร 571,532 คน

สกุลเงินที่ใช้คือ ยูโร

อากาศของโคโซโวเป็นแบบคอนติเนนตัล คือไหล่ทวีปที่ลาดลงสู่มหาสมุทร ช่วงหน้าร้อนจะอบอุ่น ส่วนหน้าหนาวจะหนาวจัดและมีหิมะปกคลุม บนเทือกเขา Sar เป็นแดนสวรรค์ของนักสกี

500 ปีของโคโซโวภายใต้จักรวรรดิมุสลิมออตโตมัน

ก่อนเติร์กเข้าครอบครอง โคโซโวตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Prilep (ปัจจุบันอยู่ในมาซีโดเนีย) ที่ปกครองโดย Vukašin Mrnjavčević (ค.ศ.1320-71) ปี 1371 กองทัพออตโตมันนำโดยลาลา ซาฮิน ปาชา (Lala Şâhin Paşa) เข้ารบกับฝ่ายเซอร์เบียนำโดย Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียแห่ง Prilep และน้องชายคือ Uglješa แถมยังมีทัพพันธมิตรจากบัลกาเรียเข้าร่วมด้วย ซึ่งศึกนี้เรียกว่าศึกมาริคา (Battle of Marica หรือ Maritsa) สองฝ่ายปะทะกันที่ริมฝั่งแม่น้ำมาริคาใกล้หมู่บ้าน Chernomen (ปัจจุบันคือ Ormenio อยู่ในประเทศกรีซ) ในวันที่ 26 กันยายน 1371 ปรากฎว่าทัพออตโตมันขยี้ทัพเซอร์เบียซะแหลกราญ แถมสังหาร Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียและ Uglješa น้องชายได้ในที่รบ ผลของการรบครั้งนี้ทำให้มาซีโดเนียตกอยู่ใต้การยึดครองของจักรวรรดิออตโตมัน และเจ้าชายมาร์โค (Prince Marko เจ้าชายเซอร์เบีย ครองดินแดนตอนกลางของมาร์ซีโดเนียช่วงปี 1371-95) โอรสของ Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียแห่ง Prilep ได้ยอมตนเป็นขุนศึกของกองทัพออตโตมัน นำกองกำลังของตัวเองเข้ารบให้เติร์กตลอด จนต่อมาเจ้าชายมาร์โคเสียชีวิตจากการรบให้เติร์กในศึก Rovine (Battle of Rovine ที่โรมาเนียปี 1395)

สงครามโคโซโวครั้งที่หนึ่ง (15 มิถุนายน 1389) สุลต่านมุรอดที่ 1 (Sultan Murad I ค.ศ.1326-89) กษัตริย์องค์ที่ 3 ของจักรวรรดิออตโตมัน นำทัพเข้าปะทะกับกองทัพชุดใหญ่ของครูเสดที่โคโซโว ตอนแรกออตโตมันโดนรุกอย่างหนัก แต่ปีกขวาที่ 'บายาซิด' (Sultan Bayezid I ค.ศ.1354-1403) โอรสของสุลต่านมุรอด เป็นผู้นำทัพกลับตีโต้ขึ้นมาตลอด และบายาซิดก็ได้สมญานามว่า "Bayezid the thunderbolt" (บายาซิดสายฟ้า) จากสงครามครั้งนี้เอง กษัตริย์ทั้งสองฝ่ายสิ้นพระชนม์ในสนามรบ คือทั้งสุลต่านมุรอดและเจ้าชายลาซาร์แห่งเซอร์เบีย (Prince Lazar of Serbia ค.ศ.1329-89) แต่บายาซิดเข้าสวมตำแหน่งแม่ทัพแทนพระราชบิดา นำทัพรบข้าศึกต่อไปจนออตโตมันเอาชนะกองทัพร่วมของเซิร์บและบอสเนียได้อย่างงดงาม ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของออตโตมันเหนือกองทัพขนาดใหญ่ของยุโรป

สุลต่านมุรอดที่ 1 เป็นสุลต่านองค์เดียวของออตโตมันที่สิ้นพระชนม์ในสนามรบ หลุมฝังศพจำลองของสุลต่านมุรอดตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของสนามรบนี้เอง เรียกว่า Tomb of Sultan Murat และยังอยู่ที่ Gazimestan โคโซโว จนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนร่างของสุลต่านมุรอดนั้น บายาซิดนำกลับไปเมือง Bursa ฝังไว้ที่สุสานที่ Hüdavendigâr complex ผลของการแพ้สงครามทำให้เซอร์เบียเริ่มจ่าย 'จิซญา' (Jizya) หรือภาษีประจำปีให้เติร์กและส่งทหารเข้ากองทัพออตโตมันเพื่อแลกกับการคุ้มครองโดยจักรวรรดิ และทหารเซอร์เบียซึ่งเป็นคริสเตียนเป็นกองกำลังสำคัญให้กองทัพมุสลิมออตโตมันตลอดมา

หลังศึกครั้งนี้บายาซิดแต่งตั้งให้เจ้าชายสเตฟาน (Stefan Lazarevic ค.ศ.1389-1427 ครองราชย์ 1402-27) โอรสของเจ้าชายลาซาร์แห่งเซอร์เบียซึ่งสิ้นพระชนม์ในสนามรบ เป็นกษัตริย์ครองเซอร์เบียต่อจากพระราชบิดา

จากนั้น สเตฟานยกน้องสาวให้เป็นภรรยาบายาซิด คือเจ้าหญิง Olivera Despina (Оливера Деспина ค.ศ.1372-หลัง 1444) ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้สเตฟานรับใช้บายาซิดแบบถวายหัว นำกองทัพเซอร์เบียช่วยบายาซิดรบตลอด ทั้งศึก Rovine (1395) ที่รบกับ Mircea cel Bătrân แห่งวัลลาเชีย (ครองบัลลังก์ 1386-1418), ศึกนิโกโปลิส (1396) ที่เอาชนะพวกครูเสด ทั้งๆ ที่สเตฟานและทัพเซอร์เบียเป็นคริสเตียน ซึ่งหนนี้บายาซิดให้รางวัลคือยกสมบัติของ Vuk Brankovic น้องชายของสเตฟานให้สเตฟานหมด, ต่อมาสเตฟานช่วยบายาซิดในศึกอังการา (Angora ปี 1402) ที่บายาซิดโดนติมูร์เลนจับตัวได้ทั้งๆ ที่สเตฟานเข้าช่วยบายาซิดสุดฤทธิ์ หลังจากสเตฟานเสียชีวิตกระทันหันในปี 1427 Đurađ Branković หลานชายของสเตฟาน ซึ่งเป็นลูกชายของ Vuk Brankovic ขึ้นครองเซอร์เบียแทน ซึ่งตอนหลัง Đurađ ก็หักหลังฮังการีมาเข้าข้างออตโตมันอีก

ภายในสิ้นปี 1439 เซอร์เบียก็กลายเป็นเมืองภายใต้การปกครองของออตโตมัน Đurađ Branković ผู้ปกครองเซอร์เบียยกลูกสาวชื่อ Mara Branković (ค.ศ.1412-87) ให้เป็นภรรยาของสุลต่านมุรอดที่ 2 (Murad II ค.ศ.1421-51)

ศึกโคโซโวครั้งที่สอง 17-19 ตุลาคม 1448 ครูเสดกลับมาแก้แค้นอีก จอห์น ฮุนยาดี (János (John) Hunyadi) กษัตริย์ฮังการีซึ่งยังไม่เข็ดแม้จะแพ้ไปหลายรอบ หนนี้นำกองทัพซึ่งประกอบด้วยทัพของฮังการี, วัลลาเชีย (โรมาเนีย), โปแลนด์, และเยอรมัน เข้ายึดครองเซอร์เบีย รุกเข้าไปในดินแดนออตโตมัน เลยไปถึงโคโซโว ออตโตมันมีพันธมิตรคือ Đurađ Branković แห่งเซอร์เบีย และ Dan II แห่งวัลลาเชีย (โรมาเนีย) โดยในขณะที่ Gjergj Kastrioti หรือสกันเดอเบิร์ก (Skanderberg) หัวหน้านักรบกองโจรของอัลบาเนียนำทัพมาช่วยพวกครูเสด ระหว่างทางก็โดน Đurađ Branković แห่งเซอร์เบียและ Dan II แห่งวัลลาเชีย ยกทัพเข้าตีสกัดจนสกันเดอเบิร์กนำทัพไปช่วยครูเสดไม่ได้ ในการรบที่โคโซโววันที่สาม คือวันที่ 19 ตุลาคม กองทัพออตโตมันแกล้งล่าถอย แล้วตีตลบ ได้ชัยชนะอย่างงดงาม แถมระหว่างที่ฮุนยาดีเผ่นกลับจากศึกโคโซโว ช่วงที่ผ่าน Smederevo เขาโดน Đurađ Branković แห่งเซอร์เบียจับตัวได้ เอาไปขังคุก ก่อนจะปล่อยตัวเมื่อลูกน้องฮุนยาดีเอาค่าไถ่มาจ่าย

ปี 1455 ออตโตมันสร้างปราสาทใหม่ๆ ขึ้นมาในเมืองพริสตินา และ Vucitrn เป็นศูนย์กลางของราชวงศ์ Branković (House of Branković) ซึ่งเป็นขุนนางของจักรวรรดิออตโตมัน

สิ่งที่ออตโตมันนำเข้าสู่โคโซโวคืออิสลาม ชาวเซิร์บจำนวนมากหันมารับอิสลาม บางกลุ่มกลมกลืนกับชาวอัลบาเนีย ใช้วัฒนธรรมและภาษาแบบชาวมุสลิม ทำให้อิสลามเป็นศาสนาสำคัญในโคโซโว ชาวอัลบาเนียก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในจักรวรรดิออตโตมันจำนวนมาก และเป็นกองกำลังสำคัญของออตโตมันในคาบสมุทรบอลข่าน ชาวอัลบาเนียอาศัยอยู่ทั่วไปและอพยพไปตั้งถิ่นฐานหรือรับราชการภายใต้ออตโตมันไปทั่วดินแดนของจักรวรรดิออตโตมันตั้งแต่โมร็อคโคไปจนตะวันออกกลาง และจากด้านใต้สุดของยุโรปไปจนโรมาเนีย ฮังการี

ปี 1864 ออตโตมันจัดการปกครองของรูมาเลีย (Rumelia คือชื่อแคว้นยุโรปของจักรวรรดิออตโตมัน) แถบโคโซโวใหม่ ให้มี Vilayet of Kosovo ซึ่งประกอบไปด้วย โคโซโว ซันจักโนวีปาซาร์ (Novi Pazar, Sanjak of Yenibazar) ซันจักนิซ (Nis อยู่ในมาซีโดเนีย) โดยมีสโกเปีย (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของมาซีโดเนีย) เป็นเมืองหลวงของ Vilayet of Kosovo

ช่วงที่ออตโตมันอ่อนแอลงในปี 1878 มีชาวอัลบาเนียที่ถูกเรียกว่า 'มูฮักเซอร์' (อัลบาเนียเรียกว่า Muhaxhir หรือ Muhaxher ซึ่งมาจากคำภาษาอารบิกว่า 'มูฮาจีร์' Muhajir แปลว่า ผู้ลี้ภัย หรือ ผู้อพยพ) อพยพหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากชาวกรีกในแคว้น Chameria และชาวเซิร์บในบางส่วนของ Vilayet of Kosovo (Sanjak of Nis, Sanjak of Yenibazar etc.) ของออตโตมันเข้ามาในโคโซโว ในปัจจุบันนี้ลูกหลานของชาวอัลบาเนียเหล่านี้ก็ยังใช้นามสกุล 'มูฮักเซอรี' (Muhaxheri)

หลังสงครามเซอร์เบีย-ออตโตมัน (ค.ศ.1876-77) และรัสเซีย-ออตโตมัน (ค.ศ.1877-78) ตามสัญญาเมืองพริสตินาและ Kosovska Mitrovica ของโคโซโวต้องอยู่ภายใต้การบริหารของเซอร์เบีย ส่วนที่เหลือยังคงเป็นของจักรวรรดิออตโตมัน เมื่อชาวอัลบาเนียซึ่งอาศัยกระจัดกระจายไปในยุโรปตะวันออกภายใต้จักรวรรดิออตโตมันถูกแบ่งดินแดนไปตามประเทศต่างๆ ดังนี้ ทำให้ในวันที่ 10 มิถุนายน 1878 ชาวอัลบาเนียได้รวมตัวกันก่อตั้ง 'Leaque of Prizren' ในเมือง Prizren ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งของโคโซโว มีผู้นำชาวอัลบาเนีย 300 คนเศษจากโคโซโวและมาซีโดเนียตะวันตกเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือปกป้องชาวอัลบาเนียที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ในบอลข่าน องค์กรนี้ได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิออตโตมันเพราะความคิดเรื่องการรวมตัว 'แพน-อิสลาม' (Pan-Islam) และความต้องการรวบรวมชาวอัลบาเนียทั้งหมดเข้าอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งยิ่งทำให้ชาวเซิร์บทะยอยอพยพออกจากโคโซโว ส่วนเซอร์เบียร้องต่อนานาชาติว่าการแบ่งดินแดนมิได้เป็นไปตามสนธิสัญญาเพราะออตโตมันยังรีรอ ทำให้ในปี 1878 ต้องเซ็นสนธิสัญญาซานสเตฟาโน (Treaty of San Stefano) ระบุให้ดินแดนของชาวอัลบาเนียทั้งหมดอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมัน กองทัพเซอร์เบียต้องถอนออกจากโคโซโว รวมทั้งชาวเซิร์บก็อพยพออกจากโคโซโว

ปี 1910 ชาวอัลบาเนียก่อเหตุประท้วงซึ่งลามออกไปจากเมืองพริสตินา แต่ก็จบลงเมื่อสุลต่านโมฮัมเหม็ด เรซาด หรือ เมห์เมดที่ 5 หรือ เมห์เมด เรซาด (Sultan Mohammed Rasat ค.ศ.1844-1918) แห่งจักรวรรดิออตโตมันได้เสด็จเยือนโคโซโวในเดือนมิถุนายน 1911

หลังเป็นอิสระจากออตโตมันจนถึงยุคคอมมิวนิสต์

ปี 1912 หลังสงครามบอลข่าน Vilayet of Kosovo ของออตโตมันถูกแบ่งดินแดนกันระหว่าง มอนเตเนโกร เซอร์เบีย บัลกาเรีย และอัลบาเนีย โดยที่เซอร์เบียเข้ายึดครองโคโซโว ช่วงนี้เองที่ทหารเซิร์บเริ่มปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอัลบาเนียทั้งมุสลิมและคาทอลิก ทั้งขับไล่และสังหารชาวอัลบาเนียไปกว่า 100,000 คน ซึ่งชาวอัลบาเนียที่โดนรังควานด้วยคือครอบครัวของแม่ชีเทเรซา (Mother Theresa) เพราะท่านเป็นชาวอัลบาเนียคาทอลิก ซึ่งอยู่ใน Vilayet of Kosovo ทั้งที่เมืองสโกเปีย (มาซีโดเนีย) และญาติๆ ของท่านที่อาศัยในเมืองพริสตินา (โคโซโว) บิดาของแม่ชีเทเรซาเป็นแนวหน้าในองค์กรกู้ชาติอัลบาเนีย ต่อมาโดนวางยาพิษจนเสียชีวิตในปี 1918

ต่อมาหน้าหนาวปี 1915-16 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กองทัพเซอร์เบียต้องยกออกจากโคโซโวทั้งหมดเมื่อรบแพ้กองทัพออสเตรีย-ฮังการี จากนั้นโคโซโวถูกครอบครองโดยบัลแกเรีย และออสเตรีย-ฮังการี ช่วงนี้ชาวอัลบาเนียก่อตั้งโรงเรียนใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย

ต่อมาปี 1918 โคโซโวตกอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย กองทัพเซอร์เบียกลับเข้ามายึดครองโคโซโวอีก กระทำทารุณกรรมชาวเมืองโคโซโวเพื่อเป็นการแก้แค้น ช่วงปี 1918-21 หมู่บ้านชาวอัลบาเนียในโคโซโว 182 แห่งโดนเซิร์บเผายับเยิน กองทัพเซิร์บสังหารชาวอัลบาเนียไป 12,371 คน และจับไปขังคุกอีกอีก 22,000 คน แถมยังอพยพชาวเซิร์บเข้ามาในโคโซโวเพิ่มขึ้น วันที่ 5 มิถุนายน 1923 เซิร์บทำลายหอคอยอะซานของมัสยิด Fet'Hije (สร้างในปี 1445) ในเมือง Prizren ก่อนจะนำระฆังของโบสถ์คริสต์เข้าตั้งแทนที่ ปัจจุบันมัสยิดหลังนี้กลายเป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ปี 1929 โคโซโวถูกแบ่งเป็นสามส่วนได้แก่ Banate of Zeta, Banate of Morova, และ Banate of Zeta และใช้การปกครองแบบนี้จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อกองทัพอิตาลีเข้ารุกรานในปี 1941

ปี 1943 อิตาลีแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง โคโซโวกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียภายใต้การนำของนายพล ติโต (Josip Broz Tito เป็นชาวโครแอท) ซึ่งพยายามลดทอนอำนาจของเซิร์บโดยการตั้งยูโกสลาเวียเป็นสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยสาธารณรัฐต่างๆ 6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครแอท เซอร์เบีย สโลวีเนีย มอนเตเนโกร มาซีโดเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และให้โคโซโวเป็นแคว้นพิเศษ (ความเจ็บช้ำน้ำใจของเซิร์บก็คือตัวเองเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด แต่ไม่ได้มีอำนาจสูงสุด เพราะติโตเป็นชาวโครแอท ติโตเป็นประธานาธิบดี ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ให้แต่ละแคว้นผลัดกันขึ้นมาเป็น หลังติโตเสียชีวิตในปี 1980 พวกผู้นำเซิร์บคลั่งชาติอย่างมิโลเซวิชเลยได้โอกาสปลุกระดมพวกเซิร์บสติแตกทันที - ผู้แปล)

โคโซโวเป็นเขตที่ยากจนที่สุดของยูโกสลาเวีย ยกเว้นมีเหมือง Trepca อันล้ำค่าเท่านั้น อาชีพของประชาชนส่วนใหญ่คือเป็นเกษตรกร ความยากจนและด้อยพัฒนาทำให้เกิดความตึงเครียด ต่อมามีการปรับปรุงชีวิตของประชาชนขึ้นมาหน่อยหลังจากนักเรียนก่อเหตุประท้วงช่วงปลายทศวรรษ 1960 เช่น เพิ่มการลงทุนของภาครัฐเข้ามาในพื้นที่ เปิดมหาวิทยาลัยพริสตินา และให้ชาวอัลบาเนียในโคโซโวเข้ารับราชการมากขึ้น

ปี 1974 นายพลติโตออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มอำนาจปกครองตนเองให้กับสองแคว้นคือ โคโซโวและ Vojvodina (ส่วนใหญ่เป็นชาวฮังกาเรียน) แม้จะไม่ได้เป็นสาธารณรัฐของสหพันธ์อย่างบอสเนีย โครเอเชีย มาซีโดเนีย มอนเตเนโกร เซอร์เบีย และสโลวีเนีย แต่โคโซโวและ Vojvodina ก็ได้รับการประกาศเป็น 'เขตปกครองตนเอง' (autonomous regions) ทำให้มีสิทธิเป็นตัวแทนของรัฐ มีธนาคารกลาง มีตำรวจ รัฐสภา และรัฐบาลเป็นของตัวเอง ชาวอัลบาเนียเข้ามามีบทบาทในการบริหารเขตปกครองตนเองโคโซโว

ในปี 1971 ประชากรในโคโซโวเป็นชาวอัลบาเนียร้อยละ 74 และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในการบริหารโคโซโวทั้งหมด รวมทั้งระบบการศึกษา ตุลาการ ตำรวจ แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจของนายพลติโตและพรรคคอมมิวนิสต์อีกทีหนึ่ง มหาวิทยาลัยพริสตินาซึ่งสอนเป็นภาษาอัลบาเนียเปิดขึ้นในปี 1970

แต่สิทธิของโคโซโวนี้ทำให้ชาวเซิร์บที่มีอำนาจในรัฐบาลยูโกสลาเวียไม่พอใจ เพราะเกรงจะทำให้อิทธิพลและบทบาทของเซอร์เบียลดน้อยลง บางคนถือว่าเขตปกครองตนเองโคโซโวและ Vojvodina เป็นการลดทอนอำนาจของเซอร์เบียในยูโกสลาเวีย แต่ช่วงทศวรรษ 1970 ก็ไม่ปฏิกิริยาเด่นชัดจากเซิร์บ ต่อมาเมื่อนายพลติโตเสียชีวิตลงในปี 1980 นั่นเองที่เซิร์บมีท่าทีไม่พึงพอใจต่ออำนาจของโคโซโวอย่างเด่นชัด ปีถัดมาเมื่อนักเรียนมหาวิทยาลัยออกมาเดินขบวนประท้วง ร้องเรียนว่าอาหารและหอพักในมหาวิทยาลัยด้อยคุณภาพ ทางการยูโกสลาเวียใช้การปราบปรามที่รุนแรง ทำให้มีชาวอัลบาเนียเสียชีวิตและถูกคุมขังจำนวนมาก นักโทษการเมืองและคนหนุ่มสาวอัลบาเนียหลบหนีการจับกุมในโคโซโวไปยังประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งใน 15 ปีต่อมาพวกเขาส่วนหนึ่งก็ได้ฟอร์มตัวเป็นกองกำลังปลดปล่อยโคโซโว หรือ KLA (Kosovo Liberation Army)

เดือนกุมภาพันธ์ 1988 สโลโบดัน มิโลเซวิช (Slobodan Milošević ค.ศ.1941-2006) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเซอร์เบีย เริ่มปฏิบัติการปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ชาวเซอร์เบีย

โคโซโวเองเจอปัญหาจากความคลั่งชาติของอาชญากรสงคราม สโลโบดัน มิโลเซวิช ซึ่งประกาศในการปราศัยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1989 บนเวทีรำลึกวันครบรอบ 600 ปี 'สงครามโคโซโว' ที่ Gazimestan โคโซโว ว่า 'สงครามโคโซโวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อน และมันจะจบลงในวันนี้ เราได้สละชีวิตของนักรบชาวเซิร์บ 300 คนเพื่อลบล้างอิสลามจากซาราเยโวไปจนถึงเมกกะ!!!" เหตุเพราะเมื่อ 600 ปีก่อน กองทัพออตโตมันเข้าบดขยี้กองทัพเซอร์เบียในศึกโคโซโว ก่อนจะรุกเข้ายึดยุโรปตะวันออกได้เกือบทั้งหมด

กรกฎาคม 1989 รัฐสภาเซอร์เบียออกกฎหมายซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เพื่อจำกัดสิทธิของชาวอัลบาเนียในโคโซโวโดยเฉพาะ กฎหมายนี้กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของชาวอัลบาเนียต้องได้รับการอนุมัติจาอคณะกรรมการของรัฐซึ่งควบคุมโดยกระทรวงการคลังเซอร์เบีย

ยูโกสลาเวียล่มสลาย

เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในปี 1989 รัฐต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นยูโกสลาเวียก็พากันแยกตัวเป็นประเทศอิสระ ได้แก่ สโลวีเนีย (มิถุนายน 1991) โครเอเชีย (มิถุนายน 1991) มาซีโดเนีย (ตุลาคม 1991) บอสเนีย (มีนาคม 1992) มอนเตเนโกร (ปี 2006)

ส่วนโคโซโวเองก็มีความพยายามแยกตัวเป็นเอกราชมาตั้งแต่ปี 1990

28 กันยายน 1990 เซอร์เบียออกกฎหมายใหม่ เรียกคืนสถานภาพของเขตปกครองตนเองของโคโซโวและ Vojvodina จากนั้นเซอร์เบียส่งทหารและตำรวจเข้ามาควบคุมโคโซโวอย่างเต็มที่

มิโลเซวิชเริ่มปฏิบัติการโหดตั้งแต่ปี 1990 โดยไล่ชาวอัลบาเนียออกจากการเป็นพนักงานของรัฐและสถาบันต่างๆ ในโคโซโว และให้ชาวเซิร์บเข้ามาเสียบแทน

เดือนสิงหาคม 1990 รัฐสภาเซอร์เบียยกเลิกระบบการศึกษาที่เป็นอิสระของโคโซโว และให้ขึ้นตรงต่อเซอร์เบีย ครูชาวอัลบาเนียต้องกล่าวคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเซอร์เบีย หากไม่ยอมก็โดนไล่ออก

แถมให้มหาวิทยาลัยพริสตินาสอนเฉพาะภาษาเซอร์เบียเท่านั้น ห้ามสอนเป็นภาษาอัลบาเนียเหมือนเมื่อก่อนทั้งๆ ที่เด็กนักศึกษาเกือบทั้งหมดเป็นชาวอัลบาเนีย ไล่อาจารย์มหาวิทยาลัยพริสตินาที่เป็นชาวอัลบาเนีย 800 คนออกจากตำแหน่ง นักศึกษาชาวอัลบาเนียของมหาวิทยาลัยโดนไล่ออก 22,500 คน จากที่มีอยู่ 23,000 คน (เหลือให้เรียนได้แค่เด็กเซิร์บ 500 คนเองแหละ)

มกราคม 1991 มิโลเซวิชประกาศห้ามโรงเรียนในโคโซโวทั้งหมดสอนภาษาอัลบาเนีย ระงับเงินสนับสนุนในการตีพิมพ์หนังสือภาษาอัลบาเนีย เดือนเมษายน 1991 ระงับการจ่ายเงินเดือนแก่ครูชาวอัลบาเนีย ต่อมาในเดือนกันยายน ตำรวจเข้ายึดโรงเรียนประถมและมัธยมทั้งหมดในโคโซโว ประกาศปิดโรงเรียนประถม 975 แห่ง โรงเรียนมัธยม 115 แห่ง และมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 20 แห่ง จากนั้นในเดือนตุลาคมมิโลเซวิชไล่ครูชาวอัลบาเนียนออกทั้งหมด ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กๆ อัลบาเนีย 430,000 คนขาดโอกาสในการศึกษา และครูชาวอัลบาเนีย 118,000 คนตกงาน

หมอและพยาบาลชาวอัลบาเนียโดนไล่ออก ทำให้ชาวบ้านขาดการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

การโดนทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานบวกกับเศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้ในช่วง 7 ปีถัดมามีชาวอัลบาเนีย 350,000 คนอพยพจากโคโซโวออกไปยังตุรกี อียิปต์ ซีเรีย และประเทศยุโรปอื่นๆ

ในทางตรงกันข้าม ระหว่างที่ปฏิบัติการขับไล่ชาวอัลบาเนียออกจากโคโซโว เมื่อสงครามระหว่างเซอร์เบียกับโครแอทและบอสเนียจบลง ปี 1996 รัฐบาลเซอร์เบียกลับอพยพชาวเซิร์บ 16,000 คนที่ลี้ภัยจากโครเอเชียและบอสเนียเข้ามายังเมืองโคโซโว ชาวอัลบาเนียในโคโซโวต้องขมขื่นกับเหตุการณ์นี้มาก เพราะหลายครอบครัวโดนเจ้าหน้าที่เซอร์เบียขับไล่ออกจากอพาร์ทเม้นท์เพื่อให้ผู้ลี้ภัยชาวเซิร์บเข้าไปครอบครองแทน

ปี 1996 ชาวอัลบาเนียในโคโซโวก่อตั้งกองกำลังปลดปล่อยโคโซโว หรือ KLA (Kosovo Liberation Army) เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลกดขี่ของเซิร์บและเรียกร้องอิสรภาพแก่ชาวโคโซโว ฮาชิม ทาซี (Hashim Thaci) นายกรัฐมนตรีโคโซโวคนปัจจุบัน และเป็นหัวหน้าพรรค DPK (Democratic Party of Kosovo) เคยเป็นผู้นำของ KLA มาก่อน

เซอร์เบียส่งกองทัพเข้าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมในโคโซโวในปี 1998 จนทำให้นาโตต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเริ่มส่งเครื่องบินทิ้งบอมบ์ในวันที่ 24 มีนาคม 1999 เป็นเวลา 78 วันเต็ม ทำให้เซอร์เบียต้องยอมถอนทหาร จากนั้นในเดือนมิถุนายน 1999 กองทหารสหประชาชาติ 40,000 คนเข้ารักษาความมั่นคงในโคโซโว และยุติบทบาทของเซอร์เบียในโคโซโวไปตลอดกาล

นับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา โคโซโวจึงได้ชื่อว่าเป็นแคว้นหนึ่งของเซอร์เบียเพียงในนาม ในขณะที่การบริหารงานทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติโดยหน่วยงาน United Nations Interim Administration Mission in Kosovo (UNMIK) และรัฐบาลท้องถิ่น Provisional Institutions of Self-Government (PISG) โดยมีกองกำลัง Kosovo Force (KFOR) ที่นำโดย นาโต (NATO) รักษาความปลอดภัยในประเทศ

สงครามอัปยศปี 1998-99 ที่กองทัพเซิร์บกระทำกับชาวอัลบาเนียในโคโซโวนั้นไม่แพ้ที่เคยทำกับชาวบอสเนียช่วงปี 1992-95 เลย อย่างเช่นวันที่ 16 มกราคม 1999 พบศพชาวอัลบาเนีย 45 คนที่เมือง ราซัก (Racak) ถูกสังหารหมู่โดยกองทัพเซิร์บ แต่ที่รุนแรงที่สุดได้แก่ การสังหารหมู่ที่ Cuska, Podujevo, Velika Krusa

ดูตัวอย่างรายละเอียดและภาพที่ทหารเซิร์บสังหารหมู่ชาวโคโซโว

· Massacre in Prekaz, Drenicë. กุมภาพันธ์ 1998

· Massacre in Lybeniq, Drenicë. ซัมเมอร์ 1998

· Massacre in Abri e Epërme, Drenicë. ตุลาคม 1998

· Massacre in Reçak, Nerodime. มกราคม 1999

· Massacre in Rogove Village. มกราคม 1999

ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1999 Carla Del Ponte ผู้อำนวยการ ICTY ได้รายงานกับ U.N. Security Council ว่า สำนักงานของเธอได้รับรายงานว่ามีชาวอัลบาเนียในโคโซโวกว่า 11,000 คนโดนสังหารโดยกองทัพเซิร์บ และทาง ICTY ได้ขุดเจอศพ 2,108 ศพจากที่ฝังศพหมู่ 195 แห่งจากทั้งหมด 529 แห่ง

นอกจากรายงานเรื่องผู้เสียชีวิตแล้ว ในช่วงปี 1998 ชาวอัลบาเนียในโคโซโว 1.5 ล้านคนโดนขับไล่ออกจากบ้าน บ้านนับแสนหลังในเมืองต่างๆ ถูกเผาทำลาย ในช่วงเหตุการณ์นี้กองทัพเซิร์บใช้วิธีการต่างๆ ในการล้างเผ่าพันธุ์ชาวอัลบาเนียออกไปจากโคโซโว ได้แก่

· ใช้ทหารเข้าขับไล่ออกจากหมู่บ้านหรือเมือง

· ปล้นบ้านเรือนและร้านค้าของชาวอัลบาเนียก่อนจะเผาทำลาย ส่วนชาวอัลบาเนียที่พยายามหลบหนีเข้าไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างมอนเตเนโกร อัลบาเนีย และมาซีโดเนีย ก็โดนทหารเซิร์บปล้นทรัพย์สินอีกทีที่ชายแดน

· เผาบ้าน มีรายงานการเผาบ้านเรือนประชาชน 1,200 หลังช่วงปลายมีนาคม 1999 และชาวอัลบาเนียระบุว่าหมู่บ้านพวกเขากว่า 500 แห่งโดนกองทัพเซิร์บเผาทำลาย

· ใช้ชาวอัลบาเนียเป็นโล่ห์มนุษย์ ทหารเซิร์บจะนำชาวอัลบาเนียไปขังรวมกันไว้ในที่ที่คาดว่านาโตจะทิ้งระเบิด

· กองทัพเซิร์บจับผู้ชายอัลบาเนียไปคุมขังและให้ทำงานหนัก

· เผาและทำลายศพชาวอัลบาเนียที่ถูกสังหาร และขุดศพออกจากที่ฝังศพหมู่มาเผาเพื่อทำลายหลักฐาน

· ทหารเซิร์บข่มขืนสตรีอัลบาเนีย โดยเฉพาะใน Djakovica และ Pec

· ทำลายโรงพยาบาล คลีนิก ร้านขายยา กว่า 100 แห่ง ทำร้ายหมอ พยาบาล และคนไข้

· กองทัพเซิร์บจงใจทำลายหลักฐานประจำตัวของชาวอัลบาเนีย ทั้งบัตรประชาชน พาสปอร์ต โฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ และหลักฐานราชการอื่นๆ ซึ่งคาดว่าชาวอัลบาเนียร้อยละ 50 ในตอนนั้นไม่มีบัตรประจำตัวอะไรเลย เพื่อทำลายหลักฐานการเป็นชาวโคโซโว ไม่มีสิทธิจะกลับมาตั้งรกรากในโคโซโวอีก

· ทหารเซิร์บจงใจทำลายบ่อน้ำ ให้ชาวบ้านไม่มีสิทธิใช้ดื่มกินต่อไป ด้วยการใส่สารเคมี โยนสัตว์ตาย หรือไม่ก็ศพคนตายลงไป ทางองค์การ Human Right Watch ได้รับรายงานว่ามี 4 หมู่บ้านที่เซิร์บสังหารชาวบ้านก่อนจะโยนศพลงไปในบ่อน้ำ

โรงเรียนถูกทำลาย ห้องสมุดอิสลามและหนังสือเกี่ยวกับศาสนาโดนเผาทำลายยับเยิน ส่วนสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของอิสลามโดนทำลายไปเกือบครึ่ง มัสยิดโดนทำลายยับเยิน 218 แห่ง จากที่เคยมีเกือบ 600 แห่งก่อนสงคราม มีรายงานว่ามัสยิดส่วนใหญ่ถูกเผาอย่างจงใจทั้งๆ ที่ไม่มีการสู้รบในบริเวณนั้น และนอกจากศาสนสถานของมุสลิมแล้ว โบสถ์ของคาทอลิกก็โดนทำลายด้วย (เซิร์บเป็นออร์โธดอกซ์)

ตัวอย่างของศาสนสถานของชาวมุสลิมและชาวคาทอลิกที่โดนเซิร์บทำลายได้แก่

· Hadum Mosque (Hadum Suleiman Aga) ใน Gjakova (Dakovica) สร้างปี 1595

· Ibar Mosque ใน Mitrovica อายุ 500-600 ปี

· Sinan Pasha Mosque ในเมือง Prizren

· The Prizren League Museum

· บาซาร์โบราณใน Gjakova และ Peć (Albanian: Peja)

· โบสถ์คาทอลิกเซนต์แอนโธนีใน Gjakova

· สะพานเก่าแก่สมัยออตโตมันสองแห่งคือ Ura e Terzive (Terzijski most) และ Ura e Tabakeve (Tabacki most) ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Gjakova

จากรายงานของ Human Right Watch พบว่า กองกำลังชาวเซิร์บที่ทำทารุณกรรมกับชาวโคโซโวนี้จำนวนมากเป็นนักโทษที่ได้รับการปลดปล่อยออกจากคุกในเซอร์เบียหากยอมไปปฏิบัติการโหดที่โคโซโว

สาธารณรัฐโคโซโว

วันที่ 17 ก.พ.2008 หลังจากรัฐสภาโคโซโวลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ ฮาชิม ทาซี (Hashim Thaci) นายกรัฐมนตรีโคโซโว ประกาศแยกโคโซโวออกจากเซอร์เบียเป็นประเทศอิสระ ประเทศหลักที่ให้การสนับสนุนการประกาศเอกราชของโคโซโวคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป หรือ อียู (EU)

ประเทศใหม่ใช้ชื่อว่า 'สาธารณรัฐโคโซโว' (Republic of Kosovo) มีนายฟัตมีร์ ไซดี (Fatmir Sejdiu) เป็นประธานาธิบดี นายฮาชิม ทาซี เป็นนายกรัฐมนตรี

นายฮาชิม ทาซี เป็นหัวหน้าพรรค DPK (Democratic Party of Kosovo) และเป็นอดีตผู้นำกองกำลังปลดปล่อยโคโซโว หรือ KLA (Kosovo Liberation Army) ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2007 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 34 ส่วนผู้ได้คะแนนเป็นอันดับสองได้แก่ นายฟัตมีร์ ไซดี หัวหน้าพรรค DL (Democratic League) ซึ่งทั้งสองคนได้จับมือกันร่วมตั้งรัฐบาล

เชื้อชาติของประชากรในโคโซโว (สำรวจปี 2005)

92% เป็นชาวอัลบาเนีย (มุสลิม)

4% เป็นชาวเซิร์บ (คริสเตียนออร์โธดอกซ์)

2% เป็นชาวบอสเนีย (Bosniak ชาวสลาฟหรือฝรั่งยุโรปตะวันออกที่หันมารับอิสลามช่วงอยู่ใต้ออตโตมัน) และชาวกอรานี (Gorani ชาวเซิร์บที่เปลี่ยนมารับอิสลามสมัยออตโตมัน) ตอนนี้คาดว่าเหลือประมาณ 10,000 คน

1% เป็นชาวโรมา (Roma ชาวสลาฟที่เปลี่ยนมารับอิสลามสมัยออตโตมัน)

1% เป็นชาวเติร์ก หรือตุรกี (มุสลิม)

การศึกษาอิสลามในโคโซโว

การศึกษาอิสลามในโคโซโวมีสามระดับคือ มักตับ (mejtepe ระดับประถม) มาดราซา (medrese ชั้นมัธยม) และระดับมหาวิทยาลัย

มักตับ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บันทึกของเซอร์เบียระบุว่า มีโรงเรียนสอนศาสนาของชาวอัลบาเนียมากมายในโคโซโว มีมุฟตี 50 คน และอิหม่ามอีก 600 คน ซึ่งใช้ภาษาอัลบาเนีย ไม่ค่อยรู้ภาษาเซิร์บกันนัก แม้ช่วงนั้นจะโดนกดขี่อย่างหนักจากเซิร์บ แต่มักตับก็ยังเปิดสอนกันทั่วไป ที่โคโซโวในปี 1933 เฉพาะเมืองพริสตินามีมักตับเปิดสอนถึง 33 แห่ง มีนักเรียน 1,413 คน ต่อมาในปี 1936 ที่เมือง Mitrovica มีมักตับ Bircan สอน 4 ชั้นเรียน แบ่งเป็นชายสองห้อง หญิงสองห้อง มีนักเรียน 216 คน คณะครูชุดแรกของมักตับนี้คือ มุฮัมมัด มูราตี, ชารีฟ ไซตี, อุษมาน ฮัยซ์นี, มุลลา สุไลมาน, และ ซาลี อัดฮัม เงินสนับสนุนโรงเรียนมาจากจุมาอ์ ในเมือง Mitrovica มีโรงเรียน 13 แห่ง ส่วนในเขต Vuciterna ก็มี 13 แห่งเช่นกัน

ช่วงปี 1932-38 มีมักตับจำนวนมากถูกก่อตั้งขึ้นใน Gjakova เฉพาะปี 1932 มีมักตับเปิดขึ้นมาสองแห่ง จนถึงปี 1938 มีจำนวนมักตับใน Gjakova มากถึง 80 แห่ง

ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองมักตับถูกเซิร์บปิดไปจำนวนมาก อิหม่ามโดนฆ่าทิ้ง เหลือเพียงไม่กี่แห่งที่อิหม่ามบางคนยังยืนกรานเปิดมักตับสอนต่อไปโดยไม่คิดค่าจ้าง

มาดราซา มาดราซาเด่นๆ ได้แก่ มาดราซาอะติ๊ก (Atik- Medrese) ตั้งอยู่ในบริเวณมัสยิดอะติ๊กที่เมือง Gjilan มีหอพักด้วย 12 ห้อง สอนมาเกือบร้อยปีตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 จนถึงปี 1944 เพราะโดนเซิร์บสั่งปิด

หลังจากโคโซโวโดนยึดครองโดนเซิร์บในปี 1913 การเรียนการสอนในมาดราซาของชาวอัลบาเนียยังคงดำเนินต่อไป โดยใช้สถานที่ทั้งมัสยิดและอาคารวะกัฟเก่าๆ ที่โคโซโวมีมาดราซาเปิดราว 10 แห่ง ในเมืองพริสตินาสองแห่ง เมือง Prizren สองแห่ง และในเมืองเหล่านี้เมืองละแห่งได้แก่ Vuciterna, Peja, Gjilan, Gjakove, Mitrovice, และ Ferizaj

ที่สำคัญได้แก่มาดราซาพีรานาส (Medresja Piranaz) ในพริสตินา เซอร์เบียสั่งปิดลงไปในปี 1927 ก่อนที่ครูใหญ่ของโรงเรียนจะไปเปิดอีกครั้งในเมือง Podujeva มีนักเรียนประมาณ 30 คน

โรงเรียนมาดราซาที่โดดเด่นได้แก่ มาดราซาอลาอุดดีน (Alaud-din medrese) ที่เมืองพริสตินา ระดับประถมเปิดสอนในปีการศึกษา 1951-52 ส่วนระดับไฮสกูลเปิดสอนในปีการศึกษา 1962-63 ต่อมาเปิดสาขาที่เมือง Prizren และ Gjilan

ปัจจุบันนี้มาดราซาอลาอุดดีนเป็นโรงเรียนศาสนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโคโซโว

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพริสตินาเปิดสอนคณะอิสลามศึกษาในปี 1992

บรรดาอุลามาแห่งโคโซโวได้ร่วมประชุมกันในวันที่ 7 มิถุนายน 1992 เพื่อก่อตั้งคณะอิสลามศึกษาในมหาวิทยาลัยพริสตินา มีผู้เข้าร่วมประชุมคือ ดร.ปาจาซีด นูชี, อิสมาอิล อาห์เมตี, กมาล มูรีนา, อีซา ไบจินซาน, จาชาร์ จาชารี, มิฟตาร์ ไฮดีนี, และนาอีม เทอร์โมวา (Naim Termova เคยเป็นประธานมุฟตีของโคโซโวเมื่อไม่กี่ปีก่อน) โดยที่ดร.ราเซป โบจา เป็นผู้รายงานวัตถุประสงค์และแผนงานของคณะอิสลามศึกษา ตามหลักสูตรจะมี 23 รายวิชา สองในสามเป็นวิชาเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากดร.อัยยูบ สตาโตวิช อธิการบดีของมหาวิทยาลัยพริสตินา (รายนี้ไม่นานก็โดนเซิร์บจับเข้าคุกเพราะเขียนจดหมายประท้วงที่ทางการเซอร์เบียบังคับให้มหาวิทยาลัยสอนเป็นภาษาเซอร์เบียเท่านั้น ห้ามสอนเป็นภาษาอัลบาเนีย)

คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยพริสตินา ก่อตั้งในวันที่ 7 ธันวาคม 1992 โดยมีดร.ราเซป โบจา ดำรงตำแหน่งคณบดี กมาล มูรีนา เป็นรองคณบดี ปีแรกมีนักเรียน 40 คน

จากนั้นประเทศมีปัญหาจากสงคราม จนกระทั่งเปิดเรียนกันอีกทีหลังสงคราม และเปิดสอนจนถึงปัจจุบัน (เชื่อมั้ยว่า 15 ปีให้หลัง วันนี้โคโซโวได้รับเอกราชแล้ว ศาสตราจารย์กมาล มูรีนา ก็ยังคงดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยอิสลามศึกษาของมหาวิทยาลัยพริสตินาเหมือนเดิม!).

ดูคลิปวีดิโอมาดราซาอลาอุดดีน (Alaud-din medrese) ที่เมืองพริสตินา ปอเนาะของฝรั่งยุโรปตะวันออก เก๋ไก๋มาก รูปสมัยเก่าๆ ของนักเรียนชายแม้จะแต่งตัวใส่สูทผูกเนคไทแต่ก็สวมหมวกมุสลิม เท่ห์มั่กๆ

คลิปนี้เป็นสาวๆ อัลบาเนียแสนสวยในโคโซโวพูดบนเวที "อิสลามในโคโซโว"

อ้างอิง: Under Orders: War Crimes in Kosovo. Human Ridhts Watch.

http://www.alb-net.com/warcrimes-img/warcrimes.htm

http://www.alb-net.com/warcrimes-img/prekaz.htm

http://www.alb-net.com/kcc/recak.htm

http://www.alb-net.com/warcrimes-img/rugove.htm

http://www.alb-net.com/warcrimes-img/abri.htm

http://www.alb-net.com/warcrimes-img/lybeniq.htm

http://www.nytimes.com/books/first/s/sebba-teresa.html

Ethnic Cleansing in Kosovo: An Accounting. U.S. State Department Report. December 1999.

http://www.al-islam.com/articles/articles-e.asp?fname=INFO_R1_E

http://en.wikipedia.org/wiki/Vilayet_of_Kosovo

http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Ottoman_Kosovo

http://en.wikipedia.org/wiki/Kosovo

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=6921&Key=HilightNews

http://www.youtube.com/watch?v=bpUNna9Fcuk&feature=related

http://www.youtube.com/watch?v=I3GZrVh7Er4&feature=related

.............................................................................................................................................................................................

อ่านเพิ่มเติม:

ลำดับเหตุการณ์ของจักรวรรดิออตโตมานในยุโรปตะวันออก

มุสลิมในมาซีโดเนีย

โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป

มุสลิมในมอนเตเนโกร

โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป

ธงชาติใหม่ของโคโซโว 'เมดอินตุรกี'

บทวิเคราะห์: อเมริกายินดีกับ 'ประเทศมุสลิมโคโซโว'

อิหม่ามโคโซโวเตรียมออกหนังสือต้นแบบคุตบะฮ์

ชมคลิปวีดิโอพี่น้องมุสลิมในโคโซโว

โอไอซี ผู้นำชาติมุสลิม 57 ประเทศสนับสนุนการก่อตั้งประเทศโคโซโว

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online:  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com