Home > ลำดับเหตุการณ์ของจักรวรรดิออตโตมานในบอลข่าน

ลำดับเหตุการณ์ของจักรวรรดิออตโตมานในบอลข่าน

 

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล               

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

จักรวรรดิออตโตมานเติร์กมีอายุยาวนานกว่า 600 ปี คือช่วงปีค.ศ.1299-1922 ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลทั้งยุโรป เอเชีย และอาฟริกา

สมัยสุลต่านมุรอดที่ 3 (ค.ศ.1546-95) ครองราชย์ช่วง 1574-95 จักรวรรดิออตโตมานมีเนื้อที่ใต้ปกครองถึง 19.9 ล้านตร.กม. หรือสองเท่าของเนื้อที่ประเทศอเมริกาขณะนี้

การล่มสลายของออตโตมานในปี 1922 มิได้ล่มสลายแค่จักรวรรดิ แต่ระบอบคอลีฟะฮ์แห่งอิสลามที่ยาวนานมากว่า 1,300 ปีก็มลายไปพร้อมกันด้วย

Timeline ของออตโตมานในยุโรปต่อไปนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจลำดับเหตุการณ์ใน "แคว้นรูมาลี" ("รูมาเลีย" Rumelia) หรือ "แคว้นยุโรปของจักรวรรดิออตโตมาน" ซึ่งเป็นที่มาของมุสลิมฝรั่งผมทองมากมายในยุโรปตะวันออกทุกวันนี้ 

1280

อุษมาน เบก หรือ อุษมาน เบย์ (Osman Beg หรือ Osman Bey ค.ศ.1258-1326) ครองบัลลังก์ 1280-1326

ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อุษมานียาฮ์ขึ้นเป็นผู้นำ

1299

อุษมานประกาศให้แคว้นเล็กๆ ของเขาไม่ขึ้นกับสุลต่านซัลจูกแห่งคอนยาอีกต่อไป

1326

ออร์ฮัน กาซี เบย์ (Orhan Gazi Bey ค.ศ.1284 - 1359) ครองบัลลังก์ 1326-59

ยกทัพเข้ายึดเมืองเบอร์ซา (Bursa) ตั้งเมืองนี้ให้เป็นเมืองหลวงของออตโตมัน ถือเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของออตโตมัน (เมืองหลวงแห่งแรกคือเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ Sogut)

1346-53

กาฬโรคระบาดในยุโรป เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ทำให้ผู้คนเสียชีวิตทั่วโลก 75 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวยุโรป 25 ล้านคน หรือประมาณ 2/3 ของชาวยุโรป

1348

ออตโตมันยกทัพข้ามช่องแคบดาร์ดาแนลส์ไปฝั่งยุโรปเป็นครั้งแรก ตีแคว้นเทรซ (Thrace)  

Thrace มีอาณาบริเวณกว้างมาก ปัจจุบันเป็นดินแดนที่อยู่ในตุรกี (ฝั่งยุโรป) กรีซ และบัลกาเรีย

1354

ออตโตมันก่อตั้งเมืองหัวหาดที่แกลลิโปลี หรือ กัลลิโปลี (Gallipoli) เป็นหน้าด่านเข้าไปตียุโรป

1362-89

สมัยสุลต่านมุรอดที่ 1 (Sultan Murad I ค.ศ.1326-89) ครองบัลลังก์เป็น 'เบย์' 1359-83 ครองราชย์เป็นสุลต่าน 1383 - 28 มิถุนายน 1389

เป็นสมัยแรกที่ออตโตมันเรียกผู้นำว่า "สุลต่าน" แทนที่คำว่า "เบย์" เหมือนผู้นำสองคนแรก

ออตโตมันขยายดินแดนสู่เทรซ มาซีโดเนีย บัลกาเรีย และเซอร์เบีย ทำให้จักรวรรดิออตโตมันในยุโรปมีความแข็งแกร่งมาก ออตโตมันตั้งชื่อดินแดนในแคว้นยุโรปของตัวเองว่า "แคว้นรูมาลี" หรือ "แคว้นรูมาเลีย" (Rumelia) จัดการให้พวกศักดินาดั้งเดิมดูแลที่ดินเหมือนเดิม แล้วส่งภาษีเข้าศูนย์กลาง ย้ายชาวเติร์กเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนยุโรป บรรดาแม่ทัพเติร์กได้รางวัลเป็นที่ดิน ที่เรียกว่า "ติมาร์" (Timar) ซึ่งจะเก็บภาษีจากผู้ทำกิน สุลต่านมุรอดที่ 1 จัดตั้งหน่วยรบคัดทหารมาจากเด็กเชลยและทาสชาวคริสเตียนบอลข่านที่เอามาเลี้ยงเป็นมุสลิมและฝึกหัดทหารตั้งแต่ยังเป็นเด็กเรียกว่า 'แจนีสซารี' (Janissaries ภาษาเติร์กเรียกว่า 'เยนี' Yeni)  ต่อมากองกำลังเหล่านี้เองที่ได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการแผ่ขยายอาณาเขตของออตโตมันในยุโรป

1361

สุลต่านมุรอดยึดเมือง Edirne ตั้งเป็นเมืองเอเดรียนโนเปิล (Adrianople) เมืองหลวงของเทรซเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ (แห่งที่สาม) และเป็นฐานที่มั่นในการเข้าไปยึดครองยุโรปต่อไป

ปัจจุบันเมือง Edirne ตั้งอยู่ด้านตะวันตกสุดของแคว้นเทรซในตุรกี ติดชายแดนกรีซและบัลกาเรีย

1363

หลังยึดเมือง Edirne ได้ ออตโตมันเริ่มรุกคืบเข้าไปในบอลข่าน

ลาลา ซาฮิน ปาชา (Lala Sahin Pasha) แม่ทัพออตโตมัน นำกองทัพเข้าตีบัลกาเรียและ Plovdiv เมืองใหญ่อันดับสองของบัลกาเรีย ซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้ของบัลกาเรีย และเป็นอาณาเขตตอนเหนือของแคว้นเทรซที่กว้างใหญ่

ส่วนทัพที่นำโดย Evrenos Bey ก็เข้าไปยึดเมือง Serez (ปัจจุบันอยู่ในแคว้นมาซีโดเนียทางภาคเหนือของกรีซ)

สมัยยึดได้ตุรกีตั้งชื่อเมือง Plovdiv ใหม่เป็นภาษาเตอร์กิชว่า Filibe และในตุรกีก็ยังเรียกเมืองนี้ว่า Filibe จนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ของยุโรปที่ออตโตมันเคยยึดได้และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นภาษาเติร์ก ในเอกสารของตุรกีทุกวันนี้ก็ยังใช้ชื่อที่ตัวเองเคยเรียกเมื่อ 500-600 ปีก่อน (ด้วยความภาคภูมิใจ)

1364

หลังจากกองทัพมุสลิมออตโตมันเข้ายึดเมือง Edirne และ Plovdiv ได้ โป๊ปเออร์บันที่ 5 (Urban V) ได้เรียกร้องให้ประเทศคริสเตียนในยุโรปทำสงครามครูเสดครั้งใหม่กับชาวมุสลิม

กองทัพครูเสดประกอบด้วยทัพของเซอร์เบีย บัลกาเรีย ฮังการี บอสเนีย และ วัลลาเชีย (Wallachia ปัจจุบันคือ โรมาเนีย)

แต่ทัพครูเสดที่เดินทัพมาตามทุ่งราบมาริคา (Marica) เป็นกองทัพที่ไร้ระเบียบ ทาง Haci Ilbey แม่ทัพเติร์ก เลยแบ่งทหารเป็นสามทัพ เข้าโจมตีกองทัพครูเสดพร้อมกันในเวลากลางคืน ได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย สงครามครั้งนี้เรียกว่า "War of Sirp Sindigi"

วัลลาเชีย ในปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของโรมาเนีย ในปี 1862 วัลลาเชียกับมอลดาเวีย (Moldavia) ซึ่งขณะนั้นทั้งสองรัฐยังคงอยู่ในจักรวรรดิออตโตมันได้รวมตัวกันกลายเป็นประเทศโรมาเนีย ต่อมาปี 1878 หลังสงครามออตโตมัน-รัสเซีย โรมาเนียได้รับเอกราชจากออตโตมัน กลายเป็นประเทศอิสระ มีกรุงบูคาเรสต์เป็นเมืองหลวง

1369

ยึดบัลกาเรีย

หลังจากบดขยี้กองทัพครูเสดได้แล้ว ออตโตมันเดินทัพไปยึดบัลกาเรียต่อไป ยึดได้ตอนเหนือของบัลกาเรีย กษัตริย์อีวาน อเล็กซานเดอร์ (Ivan Alexander ครองราชย์ 1331-71) แห่งบัลกาเรียยอมอยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน และยกลูกสาวคือ Thamar (Kera Tamara) ให้เป็นภรรยาสุลต่านมุรอด

1371

ศึกมาริคา (Battle of Marica หรือ Maritsa) ระหว่างออตโตมันกับเซอร์เบีย

เป็นศึกเล็กๆ กองทัพออตโตมันนำโดยลาลา ซาฮิน ปาชา (Lala Şâhin Paşa) ส่วนฝ่ายเซอร์เบียนำโดย Vukašin Mrnjavčević (ค.ศ.1320-71) กษัตริย์เซอร์เบียแห่ง Prilep และน้องชายคือ Uglješa แถมยังมีทัพพันธมิตรจากบัลกาเรียเข้าร่วมด้วย

สองฝ่ายปะทะกันที่ริมฝั่งแม่น้ำมาริคาใกล้หมู่บ้าน Chernomen (ปัจจุบันคือ Ormenio อยู่ในประเทศกรีซ) ในวันที่ 26 กันยายน 1371

ปรากฎว่าทัพออตโตมันขยี้ทัพเซอร์เบียซะแหลกราญ แถมสังหาร Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียและ Uglješa น้องชายได้ในที่รบ

ผลของการรบครั้งนี้ทำให้มาซีโดเนียตกอยู่ใต้การยึดครองของจักรวรรดิออตโตมัน

จากนั้นเจ้าชายมาร์โค (Prince Marko เจ้าชายเซอร์เบีย ครองดินแดนตอนกลางของมาร์ซีโดเนียช่วงปี 1371-95) โอรสของ Vukašin Mrnjavčević กษัตริย์เซอร์เบียแห่ง Prilep ได้กลายเป็นขุนศึกของกองทัพออตโตมัน นำกองกำลังของตัวเองเข้ารบให้เติร์กตลอด จนต่อมาเจ้าชายมาร์โคเสียชีวิตในศึก Rovine (Battle of Rovine ที่โรมาเนียปี 1395) ที่สุลต่านบายาซิดรบชนะครูเสด ที่น่าสนใจคือศึก Rovine ที่บายาซิดนำทัพเอง มีทัพคริสเตียนมาเป็นกองกำลังของเติร์กสองทัพคือ เจ้าชายมาร์โคของเซอร์เบีย และสเตฟาน (Stefan Lazarevic ค.ศ.1374-1427) ของเซอร์เบีย

1371

ออตโตมันยึดครองแคว้นเทรซได้โดยสิ้นเชิง

1374-85

ปี 1374 กองทัพออตโตมันภายใต้การนำของ Candarli Hayreddin Pasha เข้ายึดครองเมืองสโลนิกา (Salonika) หรือ Thessaloniki ของกรีก (ปัจจุบันสโลนิกาเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของกรีซและเป็นเมืองหลวงของแคว้นมาซีโดเนียทางภาคเหนือของกรีซ)

จากนั้นปี 1375 ยึดเมือง Nis ของเซอร์เบีย

ปี 1382 ยึดเมืองต่างๆ ของมาซีโดเนีย ได้แก่ เมืองสติพ (Stip เติร์กเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเป็น 'อิสติพ' Istip), เมืองบีโตลา (Bitola เติร์กปลี่ยนชื่อเป็น 'โมนาสตีร์' Monastir), เมือง Pirlepe (เติร์กเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Pirlep)

ปี 1385 ยึดเมือง Ohrid ของมาซีโดเนีย เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Ohri

1376

จักรพรรดิไบเซนไทน์ยกเมืองแกลลิโปลีให้ออตโตมัน

1376-1379

เกิดสงครามกลางเมืองในไบเซนไทน์ ออตโตมันเข้ายึด Germiyan และ Hamideli ของไบเซนไทน์

1386

ออตโตมันเข้ายึดครองโซเฟีย เมืองหลวงบัลกาเรีย

15 มิถุนายน 1389

การรุกคืบเข้าไปในบอลข่านของเติร์กทำให้ฝ่ายยุโรปก่อสงครามครูเสดครั้งใหม่

สงครามโคโซโวครั้งที่หนึ่ง; ทัพออตโตมันซึ่งนำโดย Vizier Candarli Ali Pasha มีชัยเหนือบัลกาเรีย

จากนั้นไปปะทะกับกองทัพชุดใหญ่ของครูเสดที่โคโซโว มีสุลต่านมุรอดนำทัพเอง ตอนแรกออตโตมันโดนรุกอย่างหนัก แต่ปีกขวาที่ 'บายาซิด' โอรสของสุลต่านมุรอด เป็นผู้นำทัพกลับตีโต้ขึ้นมาตลอด และบายาซิดก็ได้สมญานามว่า "Bayezid the thunderbolt" (บายาซิดสายฟ้า) จากสงครามครั้งนี้เอง

กษัตริย์ทั้งสองฝ่ายสิ้นพระชนม์ในสนามรบ คือทั้งสุลต่านมุรอดและเจ้าชายลาซาร์แห่งเซอร์เบีย (Prince Lazar of Serbia ค.ศ.1329-89) แต่บายาซิดเข้าสวมตำแหน่งแม่ทัพแทนพระราชบิดา นำทัพรบข้าศึกต่อไปจนออตโตมันเอาชนะกองทัพร่วมของเซิร์บและบอสเนียได้อย่างงดงาม ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของออตโตมันเหนือกองทัพขนาดใหญ่ของยุโรป

สุลต่านมุรอดเป็นสุลต่านองค์เดียวของออตโตมันที่สิ้นพระชนม์ในสนามรบ หลุมฝังศพของสุลต่านมุรอดตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของสนามรบนี้เองและยังอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้แม้ที่ผ่านมาสัมพันธภาพระหว่างตุรกีและเซอร์เบียจะไม่ดีนัก

บันทึกของตุรกี ระบุถึงดุอา (บทขอพร) ของสุลต่านมุรอดก่อนพระองค์จะสิ้นพระชนม์:

"สำหรับความสวยงามของใบหน้าท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด สำหรับการนองเลือดที่กัรบาลา สำหรับดวงตาที่ร่ำไห้ในยามค่ำคืน สำหรับความโศกศัลย์ของผู้อยู่ในห้วงรัก... โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดเมตตาต่อข้าพระองค์และปกป้องข้าพระองค์ตลอดไป โอ้พระผู้เป็นเจ้า!

โอ้ พระผู้อภิบาล! โปรดเมตตาต่อประชาชาติมุสลิม ปกป้องพวกเราจากเงื้อมมือศัตรู! โปรดอภัยแก่บาปของเราเมื่อประจักษ์ชัดถึงความสำนึกผิดที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจเรา โปรดปกป้องบ่าวของพระองค์จากธนูของศัตรู ปกป้องเราจากหลุมฝังศพ ปกป้องอิสลามจากภยันตราย!!!

โปรดช่วยเหลือเราในสงครามศักดิ์สิทธิ์ และตอบรับคำวิงวอนของเรา โปรดอย่าทำลายชื่อของข้าพระองค์ โปรดธำรงศักดิ์ศรีของข้าพระองค์ต่อชาวออตโตมันสืบไป

โปรดอย่าให้เท้าของศัตรูเหยียบย่ำลงบนแผ่นดินอิสลาม และโปรดอย่าให้แผ่นดินอิสลามกลายเป็นดินแดนที่ผู้คนต้องอาศัยอยู่ด้วยความละอาย

โอ้ พระผู้อภิบาล! ข้าพระองค์สำนึกถึงพระเมตตาของพระองค์ต่อปวงผู้ศรัทธา ขอพระองค์โปรดแสดงพระเมตตาให้เห็นในสงครามครั้งนี้ด้วยเถิด

และขอวิงวอนให้ข้าพระองค์ได้พลีชีพเพื่ออิสลาม เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้เข้าสู่สรวงสวรรค์ในโลกหน้า"

ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของออตโตมัน เซอร์เบียเริ่มจ่าย 'จิซญา' (Jizya) หรือภาษีประจำปีให้เติร์กและส่งทหารเข้ากองทัพออตโตมันเพื่อแลกกับการคุ้มครองโดยจักรวรรดิ และทหารเซอร์เบียซึ่งเป็นคริสเตียนเป็นกองกำลังสำคัญให้กองทัพมุสลิมออตโตมันตลอดมา

หลังศึกครั้งนี้บายาซิดเป็นพันธมิตรกับเจ้าชายสเตฟาน (Stefan Lazarevic ค.ศ.1389-1427 ครองราชย์ 1402-27) โอรสของเจ้าชายลาซาร์แห่งเซอร์เบียซึ่งสิ้นพระชนม์ในสนามรบ สเตฟานยกน้องสาวให้เป็นภรรยาบายาซิด คือเจ้าหญิง Olivera Despina (Оливера Деспина ค.ศ.1372-หลัง 1444)

จากความสัมพันธ์ดังกล่าว สเตฟานจึงเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของบายาซิด ช่วยบายาซิดรบตลอด ทั้งศึก Rovine (1395) ที่รบกับ Mircea cel Bătrân แห่งวัลลาเชีย (ครองบัลลังก์ 1386-1418), ศึกนิโกโปลิส (1396) ที่เอาชนะพวกครูเสด ทั้งๆ ที่สเตฟานและทัพเซอร์เบียเป็นคริสเตียน ซึ่งหนนี้บายาซิดให้รางวัลคือยกสมบัติของ Vuk Brankovic น้องชายของสเตฟานให้สเตฟานหมด, ต่อมาสเตฟานช่วยบายาซิดในศึกอังการา (Angora ปี 1402) ที่บายาซิดโดนติมูร์เลนจับตัวได้ทั้งๆ ที่สเตฟานเข้าช่วยบายาซิดสุดฤทธิ์ หลังจากสเตฟานเสียชีวิตกระทันหันในปี 1427 Đurađ Branković หลานชายของสเตฟาน ซึ่งเป็นลูกชายของ Vuk Brankovic ขึ้นครองเซอร์เบียแทน ซึ่งตอนหลัง Đurađ ก็หักหลังฮังการีมาเข้าข้างออตโตมันอีก

1389-1402

สุลต่านบายาซิดที่ 1 หรือ 'บายาซิดสายฟ้า' (Sultan Bayezid I หรือ Bayezid the Thunderbolt  ค.ศ.1354-1403) ครองราชย์ 28 มิถุนายน 1389 - 20 กรกฎาคม 1402

รับตำแหน่งต่อจากสุลต่านมุรอดผู้บิดา การเสียชีวิตของมุรอดทำให้หลายเมืองในอนาโตเลียกระด้างกระเดื่อง แต่บายาซิดก็ปราบเรียบ ทำให้ดินแดนส่วนใหญ่ของอนาโตเลียและบอลข่านเข้ามาอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน

1391

โอรสจักรพรรดิไบเซนไทน์หลบหนีจากการเป็นตัวประกันในราชสำนักเติร์ก

ปี 1391 John V Palaiologos (ค.ศ.1322-91) จักรพรรดิไบเซนไทน์เสียชีวิตลง

'มานูเอล' (Manuel II Palaiologos ค.ศ.1350-1425) โอรสของจักรพรรดิไบเซนไทน์ซึ่งถูกพระราชบิดาส่งมาเป็นตัวประกันในราชสำนักออตโตมันที่เมืองเบอร์ซา และยังเคยช่วยบายาซิดรบในศึก Karaman เมื่อได้ยินข่าวว่าบิดาเสียชีวิตลง จึงได้หลบหนีออกจากราชสำนักเติร์ก กลับไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลด้วยเกรงว่าหลานชายจะแย่งบัลลังก์ และมานูเอลได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิไบเซนไทน์ต่อจากบิดา (ครองราชย์ช่วงปี 1391-1425)

เมื่อมานูเอลหลบหนีกลับไปคอนสแตนติโนเปิล บายาซิดไม่ไว้วางใจ เลยงดแผนไปตีฮังการี หันไปล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลแทน บายาซิดล้อมเมืองทั้งทางบกและทางทะเล แต่ก็ได้แค่ล้อม ไม่สามารถตีเอาเมืองได้ เพราะกำแพงแข็งแกร่งมาก ต่อมาเมื่อได้ข่าวว่ากองทัพฮังการีบุกเข้ามาตีดินแดนใต้ปกครองของออตโตมันในบอลข่าน บายาซิดเลยถอนกำลังออกจากคอนสแตนติโนเปิล ไปจัดการกับฮังการีก่อน และการรบในศึก ดานูบ-วัลลาเชีย ออตโตมันยึดสโลนิกาและเมืองอื่นๆ คืนได้

1391

ออตโตมันยึดครองสโกเปีย เมืองหลวงของมาซีโดเนีย

1393

ออตโตมันยึดครองเมือง Trnovo ประเทศบัลกาเรีย

1393-95

ออตโตมันยึดครองบางส่วนของอัลบาเนีย

1394

ออตโตมันยึดครอง Thessaly ประเทศกรีซ

1395

ออตโตมันยึดครอง Dobrija และยึดครองบางส่วนของวัลลาเชีย (โรมาเนีย) และฮังการี

1395

บายาซิดยกทัพล้อมคอนสแตนติโนเปิลเป็นครั้งที่สอง จักรพรรดิมานูแอลของไบเซนไทน์แอบหนีจากเมืองพร้อมลูกน้องอีก 40 คนเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากประเทศในยุโรป ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก อารากอน (ด้านเหนือของสเปน)

บายาซิดต้องถอนกำลังอีกเพราะได้ข่าวว่ากองทัพครูเสดทัพใหญ่กำลังมาโจมตีออตโตมัน

1396

ศึกนิโกโปลิส

ออตโตมันปราบกองทัพขนาดใหญ่ของนักรบคริสเตียนครูเสดซะราบคาบ หนนี้เป็นกองทัพร่วมของประเทศยุโรปหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส, ฮังการี, วัลลาเชีย (ทัพนี้นำโดย Mircea cel Batran ซึ่งอีก 20 ปีถัดมาโดนเติร์กไปตีจนเสียรัฐวัลลาเชียให้เติร์ก), และบัลกาเรีย โดยมีกษัตริย์ Sigismund แห่งฮังการีเป็นแม่ทัพใหญ่ยกมาเลียบแม่น้ำดานูบ เป็นกองทัพที่มาปกป้องคอนสแตนติโนเปิลที่โดนล้อมมา 5 ปี

กองทัพครูเสดเข้าล้อมนิโกโปลิส (เติร์กเรียกนิโกโปลิสว่า 'นิกโบลู' Nigbolu) ขณะนั้น Dogan เป็นแม่ทัพใหญ่ของออตโตมันผู้รักษาป้อมไว้ได้จนกระทั่งกองทัพออตโตมันเติร์กซึ่งนำโดยสุลต่านบายาซิดเดินทัพมาถึง กองทัพคริสเตียนครูเสดกับออตโตมันปะทะกันดุเดือดที่นิโกโปลิสในวันที่ 25 กันยายน 1396 ออตโตมันได้ชัยชนะอย่างงดงาม

ที่น่าสนใจในศึกนี้คือ ทัพเซอร์เบียที่นำโดยสเตฟาน (Stefan Lazarevic เป็นพี่เขยของบายาซิดและรบให้ออตโตมันตลอด) เป็นปีกซ้ายของออตโตมันดันไปจ๊ะเอ๋กับทัพของ Nikola II Gorjanski ซึ่งเป็นน้องเขยของสเตฟานเอง และมารบให้ครูเสด

เมื่อจบศึก ออตโตมันได้ดินแดนที่ครูเสดยึดไปคืนมาหมด ออตโตมันยึดบัลกาเรียได้หมดทั้งประเทศ ถือเป็นการสิ้นสุดราชอาณาจักรบัลกาเรีย

ศึกครั้งนี้ยิ่งทำให้กำลังของออตโตมันเข้มแข็งกว่าเดิม และทำให้กองทัพครูเสดไม่กล้ายกมารุกรานออตโตมันอีกเลยเป็นเวลา 50 ปีเต็ม

และจากศึกครั้งนี้ คอลีฟะฮ์แห่งอับบาซียะฮ์เรียกบายาซิดว่า "สุลต่านแห่งอนาโตเลีย"

1397-1402

หลังจบศึกนิโกโปลิส ออตโตมันล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นครั้งที่สาม แต่ตีไม่ได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามบายาซิดรู้ว่าจุดอ่อนของกองทัพออตโตมันคือกองทัพเรือไม่แข็งแกร่ง ขาดปืนใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ บายาซิดจึงเร่งปรับปรุงกองทัพเรือขนานใหญ่ สร้างป้อมที่ฝั่งเอเชียของคอนสแตนติโนเปิล

และเนื่องจากบายาซิดได้ข่าวว่ากษัตริย์ติมูร์เลน (Timurlane) จากเอเชียกลางกำลังยกทัพขนาดใหญ่มาบุกอนาโตเลีย เลยทำสนธิสัญญาสงบศึกกับไบเซนไทน์ แล้วถอนกำลังที่ล้อมคอนสแตนติโนเปิลออก

1402-13

เกิดสงครามกลางเมืองในออตโตมัน

กษัตริย์ติมูร์เลนยึดดินแดนอนาโตเลียได้บางส่วน สุลต่านบายาซิดยกทัพเข้าต่อต้านในศึกที่เรียกว่า "ศึกอังการา" (Angara วันที่ 28 กรกฎาคม 1402) แต่พ่ายกองทัพติมูร์เลน บายาซิดโดนจับเป็นตัวประกันและเสียชีวิตในที่คุมขังเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1403 สองปีถัดมากษัตริย์ติมูร์เสียชีวิต จากนั้นเกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างบรรดาลูกชายของบายาซิด

1413

สุลต่านเมห์เมดที่ 1 (Sultan Mehmed I ค.ศ.1389-1421) ครองราชย์ 1413-21

ขึ้นครองบัลลังก์หลังจบศึกแย่งชิงบัลลังก์กับพี่น้อง สุลต่านเมห์เมดเป็นลูกชายของสุลต่านบายาซิด และเคยโดนติมูร์เลนจับตัวไปคุมขังพร้อมกับพ่อ

1416

เกิดกบฎมุสตาฟา (False Mustapha อ้างว่าตัวเองเป็นโอรสของสุลต่านบายาซิด และจะมาทวงบัลลังก์) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพวกคริสเตียนทั้งจักรพรรดิไบเซนไทน์และกษัตริย์วัลลาเชียต่อมามุสตาฟาต้องลี้ภัยไปพึ่งพิงจักรพรรดิไบเซนไทน์

1416

ชี้ค Bedreddin ก่อกบฎต่อออตโตมัน แต่โดนกองทัพออตโตมันปราบราบคาบ ปี 1420 ชี้ค Bedreddin โดนแขวนคอที่เมือง Serez (ปัจจุบันอยู่ในแคว้นมาซีโดเนียทางภาคเหนือของกรีซ)

ในปี 1961 ศพของ Bedreddin ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากกรีซไปฝังไว้ที่สุสานของสุลต่านมาห์มูดที่เมือง Divanyolu กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

1417

ออตโตมันเข้าครอบครองวัลลาเชีย (โรมาเนีย) เจ้าชาย Mircea cel Batran (ค.ศ.1396-1418) แห่งวัลลาเชียจ่ายภาษีประจำปีให้ออตโตมัน

1421

สุลต่านมุรอดที่ 2 (Murad II ค.ศ.1421-51) ครองราชย์ครั้งแรก 26 พฤษภาคม 1421 - สิงหาคม 1444 จากนั้นสละราชย์ให้พระโอรส ก่อนจะกลับมาครองราชย์ครั้งที่สอง 1446-51

1422

จักรพรรดิไบเซนไทน์ปล่อยมุสตาฟา (False Mustapha) ออกมา แล้วยุให้ก่อกบฎขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง แต่ไปไม่รอด โดนสังหารในปีนี้เอง

1422

กองทัพออตโตมันนำโดยสุลต่านมุรอดที่ 2 ยกไปล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของจักรวรรดิไบเซนไทน์ แต่น้องชายกลับก่อกบฎขึ้นมา (เพราะโดนยุจากไบเซนไทน์) สุลต่านมุรอดเลยต้องยกทัพกลับไปจัดการกับน้องชายก่อน

1423-30

สงครามราชอาณาจักรเวนิซ-ออตโตมัน เป็นสงคราม 7 ปี เพื่อครอบครองเส้นทางการเดินเรือบริเวณทะเลอีเจียนและทะเลเอเดรียติก **************************************

1430

ชาวเมืองสโลนิกาก่อกบฎต่อออตโตมัน แต่โดนทหารออตโตมันปราบซะราบคาบ

1431

ออตโตมันยึดเมืองจานีนา (Janina) หรือปัจจุบันคือ Ioannina อยู่ในประเทศกรีซด้านตะวันตกเฉียงเหนือ

1438-40

ช่วงทศวรรษ 1430 สุลต่านนำกองทัพบุกยึดยุโรปหลายรอบ

1438 ยึด Borač 

1439 ยึด Zvornik และเซเบรนิก้า (Srebrenica ปัจจุบันคือเมืองภาคตะวันออกสุดของบอสเนีย)

นอกจากนี้ภายในสิ้นปี 1439 เซอร์เบียก็กลายเป็นเมืองภายใต้การปกครองของออตโตมัน Đurađ Branković ผู้ปกครองเซอร์เบียยกลูกสาวชื่อ Mara Branković (ค.ศ.1412-87) ให้เป็นภรรยาของสุลต่านมุรอด ต่อมา Đurađ Branković หลบไปพำนักในฮังการี

ปี 1440 สุลต่านล้อมเบลเกรด 6 เดือน แต่ยึดไม่ได้

1442-53

สงครามทางทะเลเวนิซ-ออตโตมัน *******************************************

1443-68

Gjergj Kastrioti (หรือสกันเดอเบิร์ก Skanderberg) นำชาวอัลบาเนียส่วนหนึ่งก่อกบฎต่อออตโตมัน; ปี 1468 สกันเดอร์เบิร์กเสียชีวิต จากนั้นอัลบาเนียโดนออตโตมันยึดครองหมด

1444

หลังจากยึดเบลเกรดและทรานซิลวาเนียไม่ได้ สุลต่านมุรอดต้องการหาความสงบ เลยเซ็นสัญญาสงบศึกระยะ 10 ปีกับประเทศยุโรปเรียกว่า Peace of Szeged ในวันที่ 15 สิงหาคม 1444 ในสัญญานี้ระบุว่า สุลต่านมุรอดต้องคืนเมืองต่างๆ ของเซอร์เบียให้กับ Đurađ Branković, ปล่อยตัวลูกชายตาบอดสองคนของ  Đurađ Branković คือ Grgur และ Stefan, เซอร์เบียยังคงอยู่ใต้ออตโตมัน ต้องจ่ายภาษี 'จิซญา' หรือภาษีประจำปีให้ออตโตมันและส่งทหารไปช่วยออตโตมันรบ, ส่วนวลาด แดร๊กคิว แห่งวัลลาเชีย (Vlad Dracul บิดาของ Vlad III หรือแดร๊กคิวล่าในนิยาย) และ Voivode แห่งวัลลาเชียไม่ต้องไปเข้าเฝ้าสุลต่านที่ราชสำนักออตโตมันอีกต่อไป

จากนั้นเมื่อวางใจว่าจะไม่มีศึกอีก สุลต่านได้สละบัลลังก์ให้พระโอรสคือ เมห์เมด (Mehmed II ค.ศ.1432-81) ซึ่งมีอายุเพียง 12 ปี

แต่ในระหว่างที่การเซ็นสัญญากำลังดำเนินไป (เริ่มตั้งแต่ต้นปี 1444 จนได้เซ็นสัญญากันในเดือนสิงหาคม) ทางฝั่งครูเสดกลับเตรียมทัพมาลุยออตโตมันกันขนานใหญ่ โป๊ปยูจีนที่ 4 (Eugene IV) โดนยุโดยฮังการีและเวนิซให้เรียกทำสงครามครูเสดอีก กองทัพครูเสดหนนี้นำโดย Władysław III Warneńczyk (Vladislaus ค.ศ.1424-10 พฤศจิกายน 1444) กษัตริย์หนุ่มของโปแลนด์ และจอห์น ฮุนยาดี (János (John) Hunyadi) กษัตริย์ฮังการี กองทัพอื่นๆ ได้แก่ เชค (Czechs), อัศวินของโป๊ป, เยอรมัน,, บอสเนีย, โครเอเชีย, บัลกาเรีย, วัลลาเชีย, ลิธัวเนีย, และ Ruthenians (หรือยูเครน)

สุลต่านมุรอดไม่ระแคะระคายใดๆ ว่าฝ่ายคริสเตียนเล่นไม่ซื่อ สัญญาสงบศึกเซ็นกันหมึกยังไม่แห้ง ฝ่ายคริสเตียนก็ฉีกสัญญาทิ้ง เดือนกันยายนพวกครูเสดเตรียมทัพเสร็จ ยกทัพใหญ่มาลุยออตโตมันทันที

สุลต่านเมห์เมดจึงเชิญพระราชบิดากลับมาครองบัลลังก์เพื่อสู้ศึก จดหมายของสุลต่านเมห์เมดถึงสุลต่านมุรอดเป็นจดหมายบันลือโลกฉบับหนึ่ง:

"หากท่านเป็นสุลต่าน ในยามที่ประเทศอยู่ในภาวะคับขันเช่นนี้ ท่านต้องนำทัพออกสู้รบกับข้าศึก, แต่หากเราเป็นสุลต่าน ท่านก็จงฟังคำสั่งเรา, และเรากำลังสั่งท่านว่า: จงออกมา แล้วนำทัพออกต่อสู้ศัตรูเดี๋ยวนี้!" (และ 9 ปีต่อมา เด็กคนนี้ก็นำทัพออตโตมันไปยึดคอนสแตนติโนเปิล)

เมื่อเจอจดหมายฉบับนี้เข้า สุลต่านมุรอดต้องสลัดผ้าคลุมชุดซูฟี รีบรุดเข้ามายังเอเดรียนโนเปิล นำทัพไปยุโรปเพื่อจัดการกับทัพใหญ่ของครูเสด ศึกนี้เกิดขึ้นที่วาร์นา ด้านตะวันออกของบัลกาเรีย เรียกว่า ศึกวาร์นา (the Battle of Varna) เป็นศึกใหญ่สุดๆ

สองฝ่ายปะทะกันที่วาร์นาในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1444 ออตโตมันได้ชัยชนะอย่างงดงาม

ตำนานของศึกครั้งนี้คือ กษัตริย์หนุ่มแห่งโปแลนด์ Władysław III ผู้นำกองทหาร 500 คนบุกตลุยเข้าไปในทัพออตโตมันหวังใช้ดาบฟันคอสุลต่านมุรอด แต่สุลต่านไหวตัวทัน ใช้หอกในมือแทงหน้าอกของ Władysław III จนตกจากหลังม้า จากนั้นนักรบแจนีซารีตรงเข้าไปฟันคอ Władysław III จนขาดสะบั้น ก่อนจะใช้หอกเสียบศีรษะของกษัตริย์หนุ่มคนนี้ชูขึ้นมาให้กองทัพทั้งสองฝ่ายดู

ส่วน จอห์น ฮุนยาดี (János (John) Hunyadi) กษัตริย์ฮังการี แม่ทัพครูเสดอีกคนหลบหนีไปได้

เมื่อกองทัพครูเสดหนีเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว สุลต่านมุรอดผินหน้าไปทางเมกกะ ก้มลงสุยูด (กราบ) ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า

ศึกวาร์นาถือเป็นกองทัพครูเสดชุดใหญ่ชุดสุดท้ายที่ปกป้องคอนสแตนติโนเปิลจากการยึดครองของออตโตมัน

17-19 ตุลาคม 1448

ศึกโคโซโวครั้งที่สอง

ครูเสดกลับมาแก้แค้นอีก จอห์น ฮุนยาดี (János (John) Hunyadi) กษัตริย์ฮังการีซึ่งยังไม่เข็ดแม้จะแพ้ไปหลายรอบ หนนี้นำกองทัพซึ่งประกอบด้วยทัพของฮังการี, วัลลาเชีย (โรมาเนีย), โปแลนด์, และเยอรมัน เข้ายึดครองเซอร์เบีย รุกเข้าไปในดินแดนออตโตมัน เลยไปถึงโคโซโว

ออตโตมันมีพันธมิตรคือ Đurađ Branković แห่งเซอร์เบีย และ Dan II แห่งวัลลาเชีย (โรมาเนีย)

ในขณะที่ Gjergj Kastrioti หรือสกันเดอเบิร์ก (Skanderberg) หัวหน้านักรบกองโจรของอัลบาเนียนำทัพมาช่วยพวกครูเสด ระหว่างทางก็โดน Đurađ Branković แห่งเซอร์เบียและ Dan II แห่งวัลลาเชีย ยกทัพเข้าตีจนสกันเดอเบิร์กนำทัพไปช่วยครูเสดไม่ได้

ในการรบที่โคโซโววันที่สาม คือวันที่ 19 ตุลาคม กองทัพออตโตมันแกล้งล่าถอย แล้วตีตลบ ได้ชัยชนะอย่างงดงาม

ระหว่างที่ฮุนยาดีเผ่นกลับจากศึกโคโซโว ช่วงที่ผ่าน Smederevo เขาโดน Đurađ Brankovićแห่งเซอร์เบียจับตัวได้ เอาไปขังคุก ก่อนจะปล่อยตัวเมื่อลูกน้องฮุนยาดีเอาค่าไถ่มาจ่าย  

ศึกครั้งนี้ทำให้บอลข่านเป็นบ้านถาวรของชาวเติร์กไปแล้ว กองทัพครูเสดไม่พยายามโจมตีออตโตมันอีกเลย

1451

สุลต่านเมห์เมดที่ 2 หรือ เมห์เมดผู้พิชิต (Sultan Mehmed II The Conqueror ค.ศ.1432-81)

บุตรชายของสุลต่านมุรอดที่ 2 ขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่สอง เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน

1453

ยึดคอนสแตนติโนเปิล

มุสลิมมุ่งมั่นจะพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์อิสลาม และมาสำเร็จได้โดยการนำของสุลต่านเมห์เมดที่ 2 ของราชวงศ์อุษมานียาฮ์แห่งจักรวรรดิออตโตมัน

สุลต่านเมห์เมดที่ 2 ใช้พระอัจฉริยภาพนำกองทัพออตโตมันเข้ายึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ในวันที่ 29 พฤษภาคม 1453

สุลต่านให้ยอดวิศวกรแห่งยุคคือ มุสลีฮิดดีน และ Saruca Sekban ออกแบบปืนใหญ่แบบใหม่ ซึ่งจะมีบทบาทมากในการยึดคอนสแตนติโนเปิล พร้อมก่อสร้างป้อมที่ฝั่งยุโรปของของคอนสแตนติโนเปิล ในขณะที่ป้อมเดิมฝั่งเอเชียนั้นสุลต่านบายาซิดได้ก่อสร้างไว้แล้ว ป้อมสองแห่งนี้ถูกเรียกว่า "ป้อมยุโรป (รูมาเลีย)" และ "ป้อมเอเชีย (อนาโตเลีย)" เพื่อควบคุมการจราจรทางน้ำทั้งหมด

ช่วงที่สุลต่านเตรียมการนี้ พระองค์ได้รื้อฟื้นสัญญาสันติภาพกับวัลลาเชียและเซอร์เบีย และได้เซ็นสัญญาสันติภาพกับฮังการี

ส่วนทางฝ่ายไบเซนไทน์ก็เตรียมพร้อมด้วยการตุนอาหารไว้ให้พอกับการโดนล้อมอันยาวนาน เมื่อจักรพรรดิได้ยินข่าวเรื่องป้อมทั้งสองริมฝั่งน้ำ พระองค์ยิ่งวิตกตังวลหนัก ได้ส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากโลกคริสเตียน แต่ปรากฎว่างานหลักของโป๊ปในตอนนั้นคือต้องสงบศึกคริสตจักรออร์โธดอกซ์กับคาทอลิกก่อนสิ่งใด ซึ่งจักรพรรดิควรลืมเรื่องการเรียกทำศึกครูเสดครั้งใหม่ไปได้เลย

หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว สุลต่านเมห์เมดได้ส่งฑูตนำสาส์นไปยื่นข้อเสนอให้จักรพรรดิไบเซนไทน์ยอมแพ้แต่โดยดี แต่จักรพรรดิปฏิเสธ

เดือนเมษายน 1453 กองทัพออตโตมันซึ่งมีทหารจำนวน 120,000 คนจึงเข้าโอบล้อมเมือง ตัดขาดคอนสแตนติโนเปิลจากโลกภายนอก

กองทัพออตโตมันเริ่มโจมตีในวันที่ 19 เมษายน การรบดุเดือดเลือดพล่าน กองทัพเรือเวนิซและเจนัวเข้ามาช่วยไบเซนไทน์ สุลต่านเล็งเห็นว่าหากกองทัพเรือออตโตมันไม่เข้าร่วมในการรบละก็ การยึดคอนสแตนติโนเปิลครั้งนี้ไม่สำเร็จแน่ อย่างไรก็ตาม ทางเข้าโกลเด้นฮอร์น (Golden Horn หรือในทุกวันนี้คือ ช่องแคบอิสตันบูล) เต็มไปด้วยโซ่ขนาดใหญ่ที่ไบเซนไทน์นำมาขวางไว้ ทำให้ออตโตมันนำเรือเข้าไม่ได้ สุลต่านจึงค้นหาวิธีเอาเรือลงไป ทรงสั่งทำสไลด์ขนาดใหญ่ เอาน้ำมันราดให้ลื่น ใช้ม้าลากเรือขึ้นภูเขา แล้วสไลด์เรือลงไปที่โกลเด้นฮอร์น

ในวันที่ 22 เมษายน มีเรือเติร์ก 72 ลำลงไปทำศึกในโกลเด้นฮอร์นได้ พร้อมกระหน่ำยิงคอนสแตนติโนเปิลด้วยปืนใหญ่ที่ออกแบบมาใหม่

เนื่องจากล้อมมานานและบาดเจ็บล้มตายกันมาก ทหารออตโตมันเริ่มเสียขวัญ แต่สุลต่านเมห์เมดไม่เคยเสียกำลังใจ ยังคงบัญชาการรบด้วยความห้าวหาญ พระองค์ประกาศต่อหน้าทหารว่าวันที่ 29 พฤษภาคมจะเป็นวันแตกหัก คอนสแตนติโนเปิลจะต้องถูกยึดโดยออตโตมัน!

ดังที่พระองค์ประกาศไว้ วันที่ 29 พฤษภาคม กองทัพออตโตมันนำโดย ฮัซซันแห่งอูลูบัด บุกเข้าเมืองได้ จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ คอนสแตนติโนเปิลล่ม

ออตโตมันใช้เวลา 53 วันในการยึด การโจมตีครั้งใหญ่มี 4 ครั้ง คือ วันที่ 19 เมษายน, 6 พฤษภาคม, 12 พฤษภาคม, และครั้งสุดท้ายคือในวันที่ 29 พฤษภาคม

อาณาจักรไบเซนไทน์ หรือโรมันตะวันออก ที่ยาวนาน 1,125 ปี ถึงกาลล่มสลาย

และ 'คอนสแตนติโนเปิล' ได้กลายเป็น 'อิสตันบูล' ในทุกวันนี้

สุลต่านเมห์เมดได้รับสมญานามว่า 'เมห์เมดผู้พิชิต'

........................................................................................................................................

1454-59

ออตโตมันยึดครองเซอร์เบีย

1456

ออตโตมันยึดครองกรุงเอเธนส์ของกรีก

1458-60

ออตโตมันยึดครองเกาะโมเรีย (Morea ปัจจุบันคือเกาะ Peloponnese ของกรีก)

1685-1715 เวนิซกลับเข้ามาครอง

จากนั้นปี 1715 ออตโตมันกลับมายึดหลังสงครามโมเรีย

และยึดครองไปจนถึงปีที่กรีกได้เอกราชจากเติร์กในปี 1829

1461

ออตโตมันยึดครอง Jandarid Principality ใน Kastamonu ของไบเซนไทน์ จากนั้นทำให้ออตโตมันควบคุมชายฝั่งทะเลดำของอนาโตเลียทั้งหมด

1462

สุลต่านเมห์เมดที่ 2 ยกทัพไปปราบ 'วลาดที่ 3 แดร๊กคิวล่าแห่งวัลลาเชีย' (Vlad III Dracula of Wallachia ค.ศ.1431-76 เรื่องแดร๊กคิวล่าก็มาจากเจ้าชายโรมาเนียคนนี้แหละ)

วัลลาเชียอยู่ใต้ออตโตมันมาตั้งแต่ 1417 ต้องจ่ายภาษีประจำปีให้เติร์ก แต่เริ่มหยุดจ่ายภาษีในปี 1459 แถมปี 1460 ก็ไปเป็นพันธมิตรกับ Matthias Corvinus กษัตริย์ฮังการี ทำให้สุลต่านโกรธมาก แถมช่วงหน้าหนาวปี 1461 ต่อกับ 1462 แดร๊กคิวล่าก็ยกทัพข้ามด้านใต้ของแม่น้ำดานูบไปอาละวาดสังหารคนไป 20,000 คน ตามประวัติศาสตร์แล้วแดร๊กคิวล่าเป็นคนใจร้ายมาก ฆ่าคนเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะเข่นฆ่ามุสลิมไปร่วมแสนคน

สุลต่านเมห์เมดที่ 2 จึงยกทัพใหญ่เข้าวัลลาเชีย ยึด Târgovişte เมืองหลวงอย่างสบายๆ

ก่อนทัพออตโตมันจะจากวัลลาเชียไป สุลต่านได้แต่งตั้งให้ 'ราดู' (Radu cel Frumos ค.ศ.1437-75 มีสมญานามว่า 'ราดูสุดหล่อ' 'Radu the handsome') น้องชายของแดร๊กคิวล่าเป็นกษัตริย์แทนตั้งแต่ปี 1462  ทั้งนี้เพราะราดูเป็นมุสลิม ตอนยังเด็กทั้งราดูและแดร๊กคิวล่าโดนบิดาส่งไปเป็นตัวประกันที่ราชสำนักออตโตมัน ราดูเลยหันมารับอิสลาม ส่วนแดร๊กคิวล่าไม่ได้รับอิสลาม

เมื่อขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ราดูก็ยกทัพขับไล่แดร๊กคิวล่าผู้พี่ชายซึ่งหนีเข้าไปทรานซิลวาเนีย และต่อมาทรานซิลวาเนียก็จับแดร๊กคิวล่าไปถวายให้ Matthias Corvinus กษัตริย์ฮังการี ซึ่งงานนี้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด Matthias จับตัวแดร๊กคิวล่าไปขังไว้ที่ Visegrád เมืองหลวงของฮังการี โดนขังไว้กี่ปีไม่แน่ชัด แต่พอออกมาแดร๊กคิวล่าก็ยังมีพิษสง ยกทัพไปยึดบัลลังก์วัลลาเชียได้อีกในปี 1476 (ตอนนั้น 'ราดู' ครองบัลลังก์จนเสียชีวิตไปแล้วในปี 1475) แต่ชาววัลลาเชียส่วนใหญ่เข้าข้างเติร์ก บัลลังก์แดร๊กคิวล่าเลยไม่คงทนถาวร ไม่กี่เดือนถัดมาหลังครองบัลลังก์ ออตโตมันรู้ข่าวปั๊บก็ยกทัพมาตีแดร๊กคิวล่าทันที ซึ่งงวดนี้แดร๊กคิวล่าต้องปิดฉากชีวิตตัวเอง เสียชีวิตในสนามรบเมื่อเดือนธันวาคม 1476

1462-79

สงครามทางทะเลระยะยาวระหว่างราชอาณาจักรเวนิซ-ออตโตมัน   ********************

1463-70

สร้างมัสยิดเมห์เมดผู้พิชิตที่กรุงอิสตันบุล

1463

ออตโตมันยึดครองบอสเนีย

1465

พระราชวังทอปกาปิ (Topkapi) ในอิสตันบุลสร้างเสร็จเกือบหมด

1474

ออตโตมันยึด Skadar เมืองหลวงของมอนเตเนโกร

1475

ออตโตมันยึดครองเกาะ Lefkada

เกาะ Lefkada ตั้งอยู่ในทะเล Lonian ฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศกรีซ

1475

ออตโตมันซึ่งนำทัพโดย Gedik Ahmet Pasha ยึดแคว้น Kaffa ที่แหลมไครเมีย ทะเลดำ พร้อมทั้งควบคุมตัว Meñli I Giray ข่านแห่งไครเมียกลับไปอิสตันบุล ต่อมา Meñli I Giray ยอมอยู่ใต้การปกครองของออตโตมัน ทางสุลต่านเลยปล่อยกลับไปครองราชย์เป็นข่านแห่งไครเมียต่อไป

บันทึกของตุรกีระบุว่าศึกครั้งนี้ได้ทำให้ทะลดำกลายเป็น 'ทะเลสาบตุรกี'

และออตโตมันได้ครอบครอง 'เส้นทางสายไหม' เส้นทางการค้าทางบกระหว่างยุโรป-เอเชีย

Kaffa อยู่ใต้จักรวรรดิออตโตมันเป็นเวลา 300 ปี จนกระทั่งปี 1783 รัสเซียยกกองทัพมายึดไป

ปี 1802 รัสเซียเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Feodosiya (Феодосия)

ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ในประเทศยูเครน เป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงริมทะเลดำ

1475

กองทัพออตโตมันพ่ายให้กับกษัตริย์สตีเฟนที่ 3 แห่งมอลดาเวีย (Moldavia ปัจจุบันคือโรมาเนีย) ในศึก Vaslui

1476

กองทัพออตโตมันกลับมาเอาชนะกษัตริย์สตีเฟนที่ 3 แห่งมอลดาเวียได้ในการรบที่ Războieni เรียกว่าศึก Valea Albă

1477-78

ออตโตมันยึดดินแดนอัลบาเนียได้หมด

1479-81

ออตโตมันเข้ายึดครองมอนเตเนโกร

1480

ออตโตมันยึดครองเกาะ Kefallonia (ปัจจุบันอยู่ในกรีซ)

1480

กองทัพเรือออตโตมันปิดล้อม Rhodes ซึ่งเป็นเพียงเกาะเดียวในทะเลอีเจียนที่ยังไม่ได้เป็นของเติร์ก ผู้ปกครองเกาะนี้คือ Pierre d'Aubusson สามารถต้านทัพเรือของเติร์กไว้ได้ กองเรือของเติร์กเลยหันเหไปยึด Otranto ซึ่งอยู่ในปกครองของเนเปิลส์ แต่สุลต่านเมห์เมดที่ 1 เสียชีวิตกระทันหัน (3 พฤษภาคม 1481) เติร์กเลยทิ้งเมืองนี้ จากนั้น Otranto เลยกลับไปเป็นของเนเปิลส์อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี 1522 เกาะ Rhodes ตกเป็นของออตโตมัน

ส่วนที่ราชสำนักออตโตมัน การเสียชีวิตของสุลต่านเมห์เมดทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย

Rhodes เป็นเกาะของประเทศกรีซ ตั้งอยู่ระหว่างเกาะไซปรัสกับแผ่นดินใหญ่กรีซ และห่างจากชายฝั่งตุรกีในปัจจุบันเพียง 18 ไมล์

1480-82

เกิดสงครามกลางเมืองในออตโตมัน

1481

สุลต่านบายาซิดที่ 2 (Bayezid II ค.ศ.1447-1512) ครองราชย์ปี 1481-1512

สมัยสุลต่านเมห์เมด พระองค์ยึดเพียงบอสเนีย ยังไม่ได้ยึดเฮอร์เซโกวีน่า ดังนั้นศึกแรกในสมัยของสุลต่านบายาซิดคือการยึดเฮอร์เซโกวีน่า

1483

ออตโตมันยึดครองเฮอร์เซโกวีนา

1484

ออตโตมันยึด  Chilia Nouǎ และ Cetatea Albǎ   ของมอลดาเวีย ต่อมาทำศึกเอาชนะกองทัพมอลดาเวียได้อีกที่ Catlabuga Lake และที่ Şcheia ริมฝั่งแม่น้ำ Siret

1486

กษัตริย์สตีเฟนที่ 3 แห่งมอลดาเวีย (โรมาเนีย) ขอทำสัญญาสงบศึกกับสุลต่านบายาซิดที่ 2 และยอมจ่าย 'จิซญา' หรือภาษีประจำปีให้ออตโตมัน

มอลดาเวียตกอยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมันต่อจากนี้ไปเป็นเวลาเกือบ 400 ปี

1492

สุลต่านบายาซิดที่ 2 ส่งกองเรือไปรับชาวมุสลิมและยิวที่โดนขับไล่ออกมาหลังกองทัพคริสเตียนยึดอาณาจักรอัล-อันดาลุส (ค.ศ.711-1492) กลับคืนจากชาวมุสลิมมัวร์ได้ สุลต่านออกคำสั่งให้ดินแดนยุโรปใต้ปกครองของจักรวรรดิออตโตมันทุกแห่งต้องต้อนรับผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมและยิวจากสเปนอย่างดี พ่อค้ายิวได้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในอิสตันบูลในปี 1493

1499

ยึดครองมอนเตเนโกร

มอนเตเนโกรตกอยู่ใต้ปกครองของออตโตมันโดยสิ้นเชิง พื้นที่ส่วนใหญ่ของมอนเตเนโกรทุกวันนี้อยู่ใน 'ซันจักแห่งสกูตารี' (Sanjak of Scutari) ของเติร์กในรูมาเลีย

มอนเตเนโกรอยู่ใต้จักรวรรดิออตโตมันเกือบ 400 ปี ได้รับเอกราชจากเติร์กในปี 1878

1499-1503

สงครามเวนิซ-ออตโตมัน ออตโตมันใช้กองเรือที่ขยายใหญ่ขึ้นเข้ายึด Lepanto เมืองท่าสำคัญในเกาะโมเรีย (Morea)

ภายในปี 1502 ทัพเรือและอำนาจด้านการค้าของออตโตมันยิ่งใหญ่ที่สุดในเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

มาถึงช่วงนี้แล้ว จักรวรรดิออตโตมันรุ่งเรืองมาก เพราะควบคุมเส้นทางการค้าหมดทั้งทางบก (ยุโรป-เอเชีย) และทางทะเล

1505

มัสยิดบายาซิด 2 ที่อิสตันบุลก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

1512

สุลต่านซาลิมที่ 1 ( Sultan Selim I ค.ศ.1465-1520) ครองราชย์ 1512-20

แทนที่จะบุกยุโรปเหมือนรัชกาลก่อนๆ สุลต่านองค์นี้เน้นตะวันออกกลาง ทัพออตโตมันบุกไปยึดเปอร์เซีย, ซีเรีย, อเลปโป, ดามัสกัส, เยรูซาเล็ม, อียิปต์, อัลจีเรีย

จากนั้นขยายลงด้านใต้ไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง 'เมกกะ' และ 'มาดีนา' แต่ไม่ได้ใช้กองทัพยึด เพราะผู้ครองนครของทั้งสองเมือง (เรียกว่า Sherif of Mecca) ออกมายื่นกุญแจเมืองเมกกะและมาดีนาให้สุลต่านซาลิมด้วยตัวเอง เมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองจึงตกเป็นของออตโตมันในปี 1517 และอยู่ใต้ออตโตมันไปอีก 400 ปีจนถึงปี 1916

การที่ยึดเมกกะและมาดีนาได้ สุลต่านเลยยึดตำแหน่ง 'คอลีฟะฮ์' ของอิสลามไปจากราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ และสุลต่านซาลิมที่ 1 กลายเป็นคอลีฟะฮ์องค์แรกของราชวงศ์อุษมานียาฮ์ จักรวรรดิออตโตมัน

1514

ปี 1514 ออตโตมันเปลี่ยนแปลงการปกครองของมอนเตเนโกรใหม่ จาก 'ซันจักแห่งสกูตารี' (Sanjak of Scutari) เป็น 'ซันจักแห่งมอนเตเนโกร' (Sanjak of Montenegro) และแต่งตั้งให้ Staniša (Skenderbeg Crnojević) ซึ่งเป็นมุสลิมและเป็นลูกชายคนที่ 3 ของ Ivan Crnojević (อดีตผู้ครอง Zeta มอนเตเนโกร) เป็นผู้ครองซันจักนี้เป็นคนแรก และครองไปจนถึงปี 1528

Staniša โดนบิดาส่งไปเป็นตัวประกันในราชสำนักออตโตมันตั้งแต่ยังเด็ก และหันรับอิสลาม เมื่อโตขึ้นออตโตมันจึงส่งกลับไปปกครองมอนเตเนโกร

1520

สุลต่านสุไลมานที่ 1 หรือยุโรปรู้จักกันในนาม 'สุไลมานผู้ยิ่งใหญ่' (Suleiman the Magnificent ค.ศ.1495-1566) ครองราชย์ปี 1520-66

เป็นสุลต่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของออตโตมัน ขยายอาณาเขตของจักรวรรดิไปกว้างไกล และทำให้ออตโตมันมีอำนาจสูงสุด

1521

ยึดเบลเกรด เซอร์เบีย

สุลต่านสุไลมานที่ 1 นำกองทัพออตโตมันเข้ายึดครองเบลเกรด (เมืองหลวงเซอร์เบียในปัจจุบัน)

ช่วงที่สุลต่านเมห์เมดกรีฑาทัพเข้ายุโรป ได้ยึดครองเซอร์เบีย แต่ยังไม่ได้ยึดฮังการี

เมื่อสุลต่านสุไลมานขึ้นครองราชย์ ประเทศยุโรปที่มีกำลังเข้มแข็งที่สุดคือเยอรมนี กษัตริย์ชาร์ลส์มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับกษัตริย์ Lois II แห่งฮังการี

กษัตริย์ Lois II ไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับออตโตมัน แถมยังฆ่าฑูตจากออตโตมันที่สุลต่านส่งไป

สุลต่านสุไลมานจึงตัดสินใจส่งกำลังไปปราบฮังการี

เนื่องจากเบลเกรดเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ สุลต่านจึงต้องยึด ออตโตมันใช้ทัพเรือล้อมเบลเกรดจากแม่น้ำดานูบ จากนั้นเข้าโจมตีเมืองได้สำเร็จในวันที่ 21 สิงหาคม 1521

บาลี ปาชา (Bali Pasha) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ครองเบลเกรดของออตโตมัน

หลังศึกครั้งนี้มีการอพยพชาวเบลเกรดเข้าไปยังอิสตันบูล และก่อตั้งหมู่บ้านเติร์กในเบลเกรด

นี่คือศึกครั้งแรกของสุลต่านสุไลมาน และเมืองเบลเกรดกลายเป็นฐานทัพของออตโตมันสำหรับยึดเมืองอื่นๆ ในยุโรปต่อไป

1522

ยึดเกาะ Rhodes ในเมดิเตอร์เรเนียน

ประเทศต่างๆ ในยุโรปครอบครองเกาะต่างๆ ในเมดิเตอร์เรเนียนเช่น Rhodes ไซปรัส ครีต และมอลตา นอกจากนี้แล้วยังเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ๆ เพื่อขยายอิทธิพล

สุลต่านออตโตมันเน้นยุทธศาสตร์ทางทะเลเพื่อการค้า ในสมัยของพระองค์ออตโตมันจึงบุกยึดเกาะต่างๆ ในเมดิเตอร์เรเนียน

เกาะ Rhodes ในขณะนั้นถูกปกครองโดยอัศวินแห่ง Hospitaller หรืออัศวินแห่งเซนต์จอห์น ซึ่งพวกเขาได้ปล้นสดมภ์ในทะเลตุรกีและก่อกวนทัพเรือออตโตมันเสมอ สุลต่านจึงส่งกองเรือเข้ายึดครอง Rhodes

ทัพเรือออตโตมันล้อมเกาะ Rhodes 5 เดือนเต็มจนสามารถขับไล่อัศวินแห่ง Hospitaller ออกไปได้

การยึดเกาะนี้ได้ทำให้ออตโตมันครอบครองเส้นทางเดินเรือในเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

1525

กษัตริย์ชาร์ลส์แห่งราชวงศ์แฮบส์บวก มีความใฝ่ฝันจะครอบครองยุโรปทั้งทวีป หลังสงคราม Battle of Pavia เมื่อวันที่ 24 กุมถาพันธ์ 1525 ฝรั่งเศสแพ้ กษัตริย์ชาร์ลส์จับตัวกษัตริย์ฟรองซัวส์ของฝรั่งเศส (Francois หรือ ฟรานซิสที่ 1 Francis I) ไปคุมขัง

Louise of Savoy, Duchess of Angoulême หรือ Duchess Dangolen พระราชชนนีของกษัตริย์ฟรองซัวส์ได้จึงมีสาส์นขอความช่วยเหลือไปยังสุลต่านสุไลมาน โดยให้ฑูต Count Jan do Franjipan เชิญสาส์นไปยังราชสำนักออตโตมัน

ข้อความในสาส์นของพระราชินีมีว่า:

"ฉันได้ทิ้งเสรีภาพของลูกชายฉันไว้กับความยุติธรรมของชาร์ลส์ เขากลับไม่ให้เกียรติลูกชายฉันเลย แต่ฉันเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทำให้ลูกชายฉันได้เสรีภาพกลับคืนมาด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งเป็นอำนาจที่ทั่วโลกได้ประจักษ์แล้ว"

สุลต่านจึงได้มีสาส์นไปสองฉบับถึงพระราชินีและกษัตริย์ชาร์ลส์ สุลต่านรับสั่งว่า:

"ท่าน! ฟรังซัวส์, กษัตริย์แห่งแคว้นฝรั่งเศส (French province)! ท่านได้ส่งสาส์นผ่านราชฑูตมาถึงเรา และแจ้งเราถึงศัตรูที่ได้บุกรุกประเทศท่านและจับท่านไปคุมขัง และท่านได้ขอร้องเราให้ช่วยเหลือท่านให้มีอิสรภาพ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กษัตริย์ใดจะพ่ายแพ้หรือถูกจับกุม อย่ากังวลไปเลย เราพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ควบม้ามาทั้งวันและคืน เพื่อช่วยเหลือท่าน, ทุกอย่างจะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า (สุลต่านเขียนลงท้ายว่า 'อินชาอัลลอฮ')" 

โปรดสังเกตว่าสุลต่านเรียกฝรั่งเศสว่า province ซึ่งหมายถึง 'แคว้น' หรือ 'จังหวัด' เท่านั้น

1526

ศึกโมฮ็อคส์ (Battle of Mohács)

กองทัพออตโตมันก็กรีฑาทัพล่องแม่น้ำดานูบขึ้นไป เข้าตีฮังการี

วันที่ 29 สิงหาคม 1526 กองทัพออตโตมันซึ่งสุลต่านสุไลมานนำทัพมาเองได้เข้าบดขยี้กองทัพกษัตริย์หลุยส์ที่ 2 (Louis Jagellion ค.ศ.1506-26) แห่งฮังการีได้ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ศึกนี้เกิดที่โมฮ็อคส์ในฮังการี เมื่อเห็นจวนตัวกษัตริย์หลุยส์ที่ 2 แห่งฮังการีผละจากสนามรบ ควบม้าหนี แต่เสียชีวิตเพราะตกจากหลังม้าในแม่น้ำที่ Csele

จากนั้นออตโตมันเข้ายึดเมือง บูดา (Buda) และ เปสต์ (Peste)

1528

สุลต่านแต่งตั้งให้ János Szapolyai หรือ János Zápolya (ค.ศ.1487-1540) เป็นกษัตริย์ฮังการีภายใต้อำนาจออตโตมัน

1529

หลังจากจบศึกฮังการีแล้ว สุลต่านสุไลมานยกกองทัพเข้าล้อมกรุงเวียนนา ออสเตรีย เป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้นักประวัติศาสตร์คาดว่าไม่ได้ตั้งใจจะยึด แค่ยกไปทำให้ทัพออสเตรียอ่อนกำลังลงเท่านั้น

วันที่ 6 สิงหาคม สุลต่านเดินทัพมาถึง Osijek ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม ที่โมฮ็อคส์ ก็ปรากฎว่า John Zápolya กษัตริย์ฮังการีพร้อมด้วยกองทัพม้าขนาดใหญ่เข้ามาให้การต้อนรับขับสู้อย่างดีและช่วยสุลต่านยึดป้อมต่างๆ ที่โมฮ็อคส์

จากนั้นทัพออตโตมันยกกำลังเข้าล้อมเวียนนา แต่ถอนกำลังออกในวันที่ 14 ตุลาคมเพราะอากาศเริ่มหนาว โดยปกติออตโตมันจะบุกยุโรปช่วงฤดูใบไม้ผลิไปจนฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้นพอเริ่มเข้าหน้าหนาวก็จะยกทัพลงทางใต้ทันที

หลังจาก John Zápolya กษัตริย์ฮังการีเสียชีวิตในปี 1540, John II Sigismund Zápolya ผู้เป็นลูกชายก็ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ฮังการีภายใต้อำนาจของจักรวรรดิออตโตมันต่อไป

ช่วงนั้นทั้ง John Zápolya กษัตริย์ฮังการี, Francis กษัตริย์ฝรั่งเศส, กษัตริย์โปแลนด์ ต่างก็อยู่ข้างออตโตมัน แต่ออตโตมันไม่ได้ไปยึดฝรั่งเศสและโปแลนด์ ต่างจากฮังการีที่ออตโตมันยึดครองดินแดน

1532

ระหว่างที่สุลต่านกำลังทำศึกกับราชวงศ์แฮบส์บวก ออสเตรีย ทัพเรือของพันธมิตรคริสเตียนยุโรปทั้งโป๊ป กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 5 แห่งสเปน มอลตา นำโดยแม่ทัพ Andrea Doria เข้ายึดเกาะโมเรีย ยึดเมือง Coron จากออตโตมัน (ซึ่งยึดมาจากอาณาจักรเวนิซในปี 1500)

สุลต่านเลยส่งกองเรือที่นำโดย ยาฮ์ยา ปาชาเซด เมห์เมด เบย์ (Yahya Pashazade Mehmed Bey) กลับไปยึดเมืองต่างๆ คืน แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้สุลต่านได้ตระหนักถึงความสำคัญถึงอิทธิพลของกองทัพเรือ พระองค์ได้เรียกตัวบาร์บาโรซซา (Barbarossa) หรือ ไฮรัตติน ปาชา (Hayrettin Pasha) เข้าพบที่อิสตันบูล ซึ่งบาร์บาโรซซาได้นำทัพเรือกลับเข้าอิสตันบูลในเดือนสิงหาคม 1532 สุลต่านต้อนรับเขาที่พระราชวังทอปกาปิ แต่งตั้งให้บาร์บาโรซซาเป็น Kaptan-I Derya หรือแม่ทัพของกองทัพเรือออตโตมัน, เป็น Beylerbey หรือผู้ปกครองอาฟริกาเหนือของออตโตมัน, และเป็นผู้ปกครองแคว้น Rhodes, Euboea, และ Chios ในทะเลอีเจียน  

1534

ทัพเรือออตโตมันภายใต้การนำของบาร์บาโรซซาออกจากท่าที่อิสตันบูลด้วยเรือ 80 ลำ ตรงไปยึด Coron, Patras, และ Lepanto คืนจากสเปน

1536

หลังจากกษัตริย์ฟรังซัวส์ (Francois หรือ ฟรานซิสที่ 1 Francis I) ของฝรั่งเศสมีปัญหากับกษัตริย์ชาร์ลส์แห่งราชวงศ์แฮบส์บวกมานานมาก กษัตริย์ฟรังซัวส์เสนอขอเป็นพันธมิตรกับออตโตมันเพื่อต่อสู้กับชาร์ลส์ ซึ่งสุลต่านสุไลมานยอมรับข้อเสนอ

ความสัมพันธ์ของฝรั่งเศสกับออตโตมันที่ก่อขึ้นในครั้งนี้ยาวนานต่อมาอีก 300 ปี

1538

ทำศึกยุทธนาวี Preveza นอกชายฝั่งอเดรียติก

อำนาจทางทะเลของออตโตมันสมัยสุลต่านสุไลมานมาจากอัจฉริยภาพของบาร์บาโรซซา (Barbarossa) หรือ ไฮรัตติน ปาชา (Hayrettin Pasha) ยอดแม่ทัพเรือของออตโตมัน ในยุคนี้ออตโตมันเข้าครอบครองเกาะต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลอีเจียนได้มากมาย

หลังจากที่ปี 1537 บาร์บาโรซซา นำกองทัพเรือออตโตมันเข้ายึดเกาะต่างๆ ในทะเลเอเดรียติกที่อยู่ใต้ครอบครองของเวนิซเช่น Syros, Aegina, Ios, Paros, Tinos, Karpathos, Kasos และ Naxos, จากนั้นยึด the Duchy of Naxos ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ 1538 โป๊ปปอลที่ 3 ประมุขคริสตจักรได้ระดมกองทัพคริสเตียนครูเสดอีกครั้ง ประกอบด้วยกองทัพของโป๊ป, สเปน, เจนัว, เวนิซ, และมอลตา มี Andrea Doria แห่งเจนัวเป็นแม่ทัพ ยกไปรบกับทัพเรือออตโตมัน

ทัพคริสเตียนใหญ่กว่ามาก มีเรือ 602 ลำ ในขณะที่ออตโตมันมีเพียง 122 ลำ แต่ตอนนี้อะไรก็มาฉุดออตโตมันไม่อยู่แล้ว ทัพเรือทั้งสองปะทะกันที่อ่าว Preveze ในวันที่ 27 กันยายน 1538 บาร์บาโรซซานำทัพเข้าปะทะกับทัพเรือของฝั่งคริสเตียนครูเสดที่ใหญ่โตกว่าอย่างห้าวหาญและเหนือชั้น ทัพมุสลิมเอาชนะได้อย่างงดงาม

ปี 1539 บาร์บาโรซซากลับมายึดเกาะต่างๆ ใต้ปกครองของพวกคริสเตียนใน lonian และทะเลอีเจียนได้จนหมด

ตุลาคม 1540 เวนิซเซ็นสัญญาสงบศึกกับออตโตมัน ภายใต้สัญญานี้ออตโตมันยึดครองดินแดนใต้ปกครองของเวนิซทั้งหมดในโมเรียและ Dalmatia และเกาะอื่นๆ ในทะเลอีเจียน, lonian, และทะเลเอเดรียติกตะวันออกที่เคยเป็นของเวนิซทั้งหมด

และเวนิซต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ออตโตมันเป็นเหรียญทอง (ducat) จำนวน 300,000 เหรียญ

บันทึกของตุรกีบอกว่า ผลของยุทธนาวีที่ Preveza ได้ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เนียนอันกว้างใหญ่กลายเป็น 'ทะเลสาบตุรกี'

1540

John Zápolya กษัตริย์ฮังการีเสียชีวิตในปี 1540

John II Sigismund Zápolya ผู้เป็นลูกชายขึ้นครองเป็นกษัตริย์ฮังการีภายใต้อำนาจของจักรวรรดิออตโตมันต่อไป แต่กษัตริย์เฟอร์ดินานด์แห่งราชวงศ์แฮบส์บวกของออสเตรียซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ John Zápolya กษัตริย์ฮังการีมาตลอด ฉวยโอกาสเข้าล้อมเมืองบูดา (Buda)

สุลต่านสุไลมานก็เลยกรีฑาทัพไปฮังการีอีกครั้งด้วยทัพที่ใหญ่กว่ามาก เข้ายึดเมืองบูดา ซึ่งเฟอร์ดินันด์เผ่นหนีไปก่อนแล้ว

สุลต่านตั้งกองทัพออตโตมันฉบับถาวรขึ้นในเมืองบูดา ใจกลางฮังการี และมี สุไลมาน ปาชา เป็นผู้ปกครองเมือง

1543

ยึดเมืองนีซ (Nice) กษัตริย์ฟรังซัวส์ (Francois หรือ ฟรานซิสที่ 1 Francis I) ของฝรั่งเศสได้ส่งคณะฑูตไปยังราชสำนักออตโตมัน ขอร้องสุลต่านให้ช่วยเหลือด้านกำลังทหารและเงินทองแก่ฝรั่งเศสในการทำสงครามกับราชวงศ์แฮบส์บวก เพื่อถ่วงดุลอำนาจในยุโรป สุลต่านสุไลมานส่งทั้งทหารและเงินทองไปช่วยตามที่กษัตริย์ฝรั่งเศสร้องขอ

ปี 1543 บาร์บาโรซซานำกองเรือออตโตมันตรงไปยังเมืองมาร์กเซย (Marseilles) เพื่อช่วยเหลือกษัตริย์ฟรังซัวส์ ขบวนเรือของบาร์บาโรซซามี 210 ลำ ทหาร 30,000 คน ไปล้อมเมืองนีซก่อนจะเข้ายึดเมืองได้ในเดือนสิงหาคม 1543 และส่งมอบเมืองให้กษัตริย์ฟรังซัวส์

บาร์บาโรซซา (ค.ศ.1470-1546) ได้สมญานามว่า "เจ้าเคราแดง" จากชาวยุโรป เพราะมีเคราสีแดง เนื่องจากบิดาเป็นทหารในกองทัพออตโตมัน มารดาเป็นชาวคริสเตียนกรีก บาร์บาโรซซาเกิดที่เกาะ Lesbos ของกรีก เกษียณอายุในปี 1545 กลับมาอยู่ที่วังของตัวเองที่อิสตันบุลได้เพียงปีเดียวก็เสียชีวิต

เขายังคงเป็นหนึ่งในฮีโร่ของชาวเติร์กมาจนปัจจุบัน อนุสาวรีย์ที่ฝังศพของบาร์บาโรซซาอยู่ที่สวนสาธารณะ "บาร์บาโรซปาร์ค" ในอิสตันบูล ซึ่งด้านหน้ามีรูปปั้นยืนของเขา และยังมีถนน "บาร์บาโรซซาบูเลอวาร์ด" ทอดยาวจากอนุสาวรีย์ไปยังย่านธุรกิจในเมือง เรือรบในกองทัพเรือตุรกีจำนวนมากตั้งชื่อตามเขา ส่วนล้อบบี้ของโรงแรม Grand Seigneur ในอิสตันบุลก็ตกแต่งเพื่อรำลึกถึงเขา มีทั้งภาพเหมือนของเขาและภาพยุทธนาวี Preveza

และนับตั้งแต่บาร์บาโรซซาเสียชีวิตเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่กองทัพเรือตุรกีจะออกทะเลทำศึกทุกครั้ง เหล่าทหารเรือจะมายิงปืนใหญ่ที่อนุสาวรีย์ที่ฝังศพของบาร์บาโรซซาเพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงวีรบุรุษเคราแดงแห่งราชนาวีออตโตมัน

1555

ร้านกาแฟแห่งแรกเปิดขึ้นที่ Tahtakale กรุงอิสตันบุล

1565

ทัพเรือออตโตมันภายใต้การนำของ Turgut Reis รุกเข้ายึดมอลตา (Malta คือประเทศมอลตาในปัจจุบัน เป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) โดยล้อมป้อมของอัศวินแห่ง Hospitaller ถึง 4 เดือนเต็ม แต่ Turgut Reis ผู้เป็นแม่ทัพเสียชีวิตลงกระทันหัน ทำให้ออตโตมันต้องยกทัพกลับ  

อย่างไรก็ตามปฏิบัติการครั้งนี้ของทัพเรือเติร์กสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับประเทศคริสเตียนทั้งหลาย

1566

หลังได้ชัยชนะต่อฮังการีแล้ว สุลต่านสุไลมานนำทัพกลับอิสตันบุล จากนั้นปี 1566 พระองค์จึงกรีฑาทัพกลับมาฮังการีอีกครั้ง เป็นศึกครั้งสุดท้ายในชีวิต

อย่างไรก็ตาม สุลต่านสุไลมานที่ 1 เสียชีวิตในวันที่ 7 กันยายน 1566 ใกล้ๆ Szigetvár ของประเทศฮังการี ระหว่างนำกำลังทหารล้อม Szigetvár ที่มี Miklos Zrinyi เป็นแม่ทัพรักษาป้อม

แม้สุลต่านจะเสียชีวิตแล้ว แต่ทหารออตโตมันก็ทำศึกต่อไปและเข้ายึด Szigetvar ได้ในสองวันต่อมา โดยก่อนหน้านั้น Miklos Zrinyi ได้ขอความช่วยเหลือไปยังจักรพรรดิแมกซิมิเลียนที่สอง ซึ่งกำลังตั้งทัพขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล แต่จักรพรรดิไม่สนใจเพราะช่วงนั้นเป็นฤดูล่าเป็ด Miklos Zrinyi และทหารเกือบทั้งหมดที่ช่วยกันรักษาป้อมจึงเสียชีวิตในที่รบ

1566

สุลต่านซาลิมที่ 2 (Sultan Selim II ค.ศ.1524-74) ครองราชย์ปี 1566-74

ทัพเรือออตโตมันบุกทะเลอีเจียน

ปี 1566 กองเรือออตโตมัน 80 ลำภายใต้การนำของปิอาลี ปาชา (Piali Pasha หรือ Kapudan Pasha) เข้ายึดเกาะ Chios ของอาณาจักรเจนัว และเกาะต่างๆ เช่น Naxos ของอาณาจักรเวนิซ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งเจนัวและเวนิซแทบไม่ได้ส่งกำลังมาช่วยเหลือเพื่อต่อต้านทัพออตโตมันเลย

เป็นการสิ้นสุดการปกครองเกาะ Chios ของตระกูล Giustiniani และ ดยุคแห่ง Crispo ที่ครองเกาะ Nexos

1568

ออตโตมันยึดเกาะ Sakiz

เกาะ Sakiz ต้องจ่ายภาษีประจำปีให้ออตโตมัน แต่ช่วงหลังไม่ค่อยจ่าย แถมยังคอยก่อกวนลอบโจมตีเรือของเติร์ก สุลต่านเลยส่งกองเรือนำโดยปิอาลี ปาชา (Piyale Pasha) เข้ายึดในปี 1568

1569

เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในอิสตันบุล

1571

ออตโตมันยึดเกาะไซปรัส

ออตโตมันยึดครองเกาะไซปรัส ซึ่งตอนนั้นเป็นของเวนิซได้ โดยยึดนิโคเซีย (Nicosia) เมืองหลวงและเมืองเล็กๆ ได้ในเดือนตุลาคม 1570 ยกเว้น Famagusta เมืองท่าสำคัญของเกาะ

ลาลา มุสตาฟา ปาชา (Lala Mustafa Pasha) ล้อมเมืองทั้งทางบกและทางทะเลเกือบหนึ่งปีเต็ม ทางเมืองจึงยอมจำนนต่อกองทัพออตโตมันในเดือนสิงหาคม 1571

ออตโตมันอพยพชาวเติร์กมาตั้งรกรากบนเกาะ

จากนั้นออตโตมันครอบครองไซปรัสไป 300 ปีเต็มจนถึงปี 1878

ปัจจุบันประเทศไซปรัสแบ่งเป็นสองส่วน ด้านเหนือเป็นของชาวเติร์ก ด้านใต้เป็นชาวเชื้อสายกรีก

ยุทธนาวีที่ Lepanto กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ช่วงที่ออตโตมันกำลังเข้ายึดเกาะไซปรัส ฝั่งครูเสดเห็นท่าไม่ดี โป๊ป Pius ที่ 5 ก็เรียกประชุมประเทศคริสเตียนจัดทัพครูเสดมาลุยออตโตมันทันที

ฝั่งคริสเตียนรวมพลกันมาหลายประเทศทั้งทัพของอาณาจักรเวนิซ, โป๊ป Pius ที่ 5, สเปน (รวมทั้งเนเปิลส์ ซิซิลี และซาร์ดีเนีย), สาธารณรัฐเจนัว, ดัชชี่แห่งซาวอย, อัศวินแห่ง Hospitaller (ที่เคยป้องกันมอลตาจากออตโตมันได้) และทัพอื่นๆ

ผู้นำทัพคริสเตียนคือ ดอนฮวนแห่งออสเตรีย (Don Juan d'Austria) พี่ชายคนละแม่ของกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน

ยุทธนาวีระหว่างกองทัพร่วมของคริสเตียนที่สู้กับทัพเรือเติร์กทัพเดียวกินเวลาเพียง 5 ชั่วโมง  ทัพเรือเติร์กแล่นไปจาก Lepanto ฐานทัพเรือของตัวเองที่ Lepanto ส่วนสารพัดทัพเรือของคริสเตียนยกมาจาก Messina แล้วทัพของทั้งสองฝ่ายก็เข้าตะลุมบอนกันที่อ่าว Patras นอกชายฝั่งด้านตะวันตกของกรีซในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 1571 หรือเพียงเดือนเศษหลังออตโตมันยึดเกาะไซปรัส

อาลี ปาชา แม่ทัพเสียชีวิต แต่อูลุก อาลี ปาชา (Uluc Ali Pasha) กู้เรือไว้ได้ และเข้าสวมตำแหน่งแม่ทัพแทน

ฝรั่งเขียนประวัติศาสตร์ว่าฝ่ายพันธมิตรคริสเตียนมีชัยในยุทธนาวีครั้งนี้ แต่ออตโตมันกลับยึดเกาะไซปรัสได้ แถมเวนิซขอทำสัญญาสันติภาพกับออตโตมันและจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ออตโตมันอีกต่างหาก!

อัครมหาเสนาบดีของออตโตมันให้ความเห็นกับตัวแทนของเวนิซว่า "การที่เรายึดไซปรัสจากคุณน่ะ เสมือนเราได้ตัดแขนคุณออกไปข้างหนึ่ง แต่ที่พวกคุณรบชนะเรา ก็แค่โกนเคราของเราออกเองแหละ" แม้แต่สุลต่านเองก็ตรัสว่า "พวกนอกศาสนาแค่เอาไฟมาลนเคราเราออก แต่เดี๋ยวมันก็จะงอกออกมาใหม่"

ฝั่งคริสเตียนเองก็ปัญหาใหญ่คือเรื่องเงิน อย่างในปี 1574 ตอนโป๊ปเกรกอรีที่ 13 ขึ้นครองตำแหน่งใหม่ๆ ทางกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนบอกโป๊ปว่าค่าใช้จ่ายในการป้องกันเกาะมอลตาและดูแลรักษากองทัพเรือสูงถึงปีละ 2 ล้านเหรียญทอง (ducat)

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online:  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com