Home > สตรีมุสลิมใหม่ฮิสแพนนิก: สามัคคีคือพลัง

สตรีมุสลิมใหม่ฮิสแพนนิก: สามัคคีคือพลัง

Together in prayer, support

สุไลคา มาร์ติเนซ (Zulayka Martinez) กำลังละหมาด

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

เมื่อ 6 ปีก่อน สุไลคา มาร์ติเนซ ละทิ้งศาสนาคริสต์คาทอลิก แล้วหันมารับอิสลาม เธอมีความสุขและปิติภายในต่อการตัดสินใจ แต่ต่อมาไม่นานมาร์ติเนซกลับรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าในศาสนาใหม่นี้

เมื่อหันไปมองชีวิตช่วงนั้น มาร์ติเนซตระหนักว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากช่องว่างด้านวัฒนธรรมและภาษา เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของมัสยิดฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส มีเชื้อสายอาหรับและปากีสถาน เธอไม่เคยรู้จักชาวมุสลิมที่พูดสแปนนิชเลยแม้แต่คนเดียว การที่เธอเป็นโสดยิ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นในช่วงวันหยุด

"รอมดอนสองปีแรกของฉันช่างเงียบเหงาที่สุด" เธอกล่าว, เธอหมายถึงเดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิม

ตอนแรกมาร์ติเนซไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่าเธอเปลี่ยนมารับอิสลามแล้ว "แต่พอฉันบอก แม่ก็ทำอาหารสำหรับละศีลอดให้"

6 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงมากไหม.

มากทีเดียว.

ช่วงเวลานั้น มาร์ติเนซได้กลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มสาวๆ มุสลิมใหม่ละติโน (ฮิสแพนนิก เชื้อสายอเมริกาใต้, อเมริกากลาง, และแคริบเบียน) พวกเธอเป็นห่วงเป็นใยดูแลซึ่งกันและกันช่วงเดือนรอมดอนและตลอดทั้งปี

ในวันอีด หรือวันสิ้นสุดเดือนรอมดอน มาร์ติเนซจัดแจงงานละหมาดวันอีดและรับประทานอาหารฉลองวันอีดด้วยกัน

"เธอรวบรวมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน" อเดรียนา คาสติลโล-ชาห์ เอ่ยยกย่องมาร์ติเนซ "เธอก็เหมือนฉันแหละ ช่วยกันทำโน่นนี่ ดูแลซึ่งกันและกัน รวมกลุ่มกันอย่างใกล้ชิดตลอด"

ช่วงเดือนรอมดอน สตรีมุสลิมใหม่ชาวละติโนจะเจอกันตอนละหมาดมักริบที่มัสยิดและละศีลอดด้วยกัน และทุกสัปดาห์จะเจอกันที่บ้านของคนใดคนหนึ่งเพื่อฉลองละศีลอดกันเป็นพิเศษระหว่างพวกเธอ

เมื่อลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความมืดของค่ำคืนเข้ามาแทนที่ในเย็นวันเสาร์ มาร์ติเนซมองดูนาฬิกาอย่างกระวนกระวาย "มาสายกันอีกแล้ว" เธอกล่าว "พวกเราละชอบใช้เวลาเม็กซิกันทุกที (คือไม่ตรงต่อเวลา)"

แต่ไม่ทันขาดคำ บรรดาเพื่อนๆ ชาวละติโนมุสลิมของเธอก็เดินทางมาถึง หลายรายหอบลูกๆ มาด้วย เมื่อพวกเธอเข้ามากันพร้อมหน้าแล้ว สตรีแต่ละคนเอื้อมมือหยิบผลอินทผลัมจากตระกร้าขึ้นมารับประทานเป็นออร์เดิร์ฟละศีลอดในคืนนี้ตามประเพณีของชาวมุสลิมทั่วโลก จากนั้นดื่มน้ำตามหนึ่งแก้วเต็มๆ

ในมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น พวกเธอปูพรมละหมาดเป็นแนวไว้ คาสติลโล-ชาห์เปิดกระเป๋าหยิบเข็มทิศขึ้นมาเพื่อดูทิศของนครเมกกะ ตอนนี้หนึ่งทุ่มตรงแล้ว เธออาซานเป็นการบอกให้ทุกคนเตรียมพร้อมละหมาด หนนี้คาสติลโล-ชาห์เป็นอิหม่ามนำละหมาดมักริบ

"เราเปลี่ยนกันเป็นอิหม่าม" คาสติลโล-ชาห์กล่าว "ฉันเป็นคนไม่ค่อยรู้ทิศทางเท่าไหร่ เลยต้องพกเข็มทิศติดตัวตลอด ตอนอยู่ที่บ้านฉันมีนาฬิกาปลุกเป็นเสียงอาซาน จะได้ไม่ลืมเวลาไง"

เหตุผลของการรับอิสลาม

จากนั้นพวกเธอทั้งกลุ่มก็หันมาสนทนาประสาหญิงกัน ใช้ทั้งภาษาอังกฤษและสแปนนิช มาร์ติเนซเข้าครัวไปเตรียมไก่อบและแกะในครัวของพี่สาวเธอที่ขอยืมสำหรับคืนพิเศษนี้โดยเฉพาะ ไม่ค่อยมีใครรู้สึกอึดอัดกับภาพพิมพ์บนผนังห้องที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ล้วนๆ เท่าไหร่ ทั้งภาพเดอะลาสต์ซัปเปอร์ (อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู) และภาพเวอร์จิ้นออฟกัวดาลูเป (พระนางมารี)

คาสติลโล-ชาห์บอกว่าการรื้อภาพทางคริสต์ศาสนาออกจากผนังห้องเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเธอหลังจากหันมารับอิสามเมื่อสามปีก่อน

พวกเธอแต่ละคนเล่าถึงแรงจูงใจให้รับอิสลาม: เริ่มจากความเรียบง่ายในอิสลาม, การได้สวดมนต์โดยตรงต่อพระเจ้า, อิสลามให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวซึ่งคล้ายกับวัฒนธรรมชาวละติโน, และการที่อิสลามให้เกียรติสตรี

บางคนบอกเพิ่มเติมว่าพวกเธอได้ค้นพบรากเหง้าที่สูญหายไปจากสเปนยุคอิสลาม (อัล-อันดาลุส มุสลิมปกครองสเปนเกือบ 800 ปี)

"ก่อนรับอิสลาม ฉันเคยหวังไว้เสมอว่าจะคลุมผม" มาเรีย ฟรังโก กล่าว, เธออพยพมาจากมอนเทอเรย์ ประเทศเม็กซิโก "ที่บ้านฉันน่ะ ผู้ชายชอบแซวผู้หญิงแบบไม่สุภาพ หยาบคาย ฉันไม่ชอบเลย"

ฟรังโกเป็นซิงเกิ้ลมอม เธอรับอิสลามปี 1998 ซึ่งทำให้พ่อของเธอชอบล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน แต่ต่อมาเขากลับทึ่งที่ลูกสาวอุทิศให้กับศาสนาได้อย่างเหลือเชื่อ จนในที่สุดพ่อของฟรังโกก็รับอิสลามด้วย และต่อมาก็ตามมาด้วยน้องชายคนหนึ่งของเธอ

คาสติลโล-ชาห์รับอิสลามหลังจากแต่งงานกับหนุ่มมุสลิมได้ 7 ปี เธอไม่เคยคิดจะเปลี่ยนมารับอิสลาม สามีชาวปากีสถานเธอก็ไม่เคยคะยั้นคะยอ

แต่เมื่อคาสติลโล-ชาห์ได้ศึกษาอิสลามมากขึ้น เธอยิ่งประทับใจ และรู้สึกว่านี่คือหนทางที่ถูกต้องสำหรับเธอ

คาสติลโล-ชาห์รับอิสลาม ซึ่งสร้างความตกใจให้กับสามีอย่างมาก "เขาตื่นเต้นสุดๆ โทร.บอกทุกคนในครอบครัวเลย" เธอเล่า

ช่วงรับประทานดินเนอร์ สาวๆ พูดคุยกันเรื่อง ไนลีน อิสมาอิล สาวละติโนมุสลิมใหม่อีกคนหนึ่งกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ อีกหลายคนคุยกันเรื่องความท้าทายที่ต้องถือศีลอดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก

อย่างคาสติลโล-ชาห์ เธอเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งตามหลักการอิสลามแล้วไม่จำเป็นต้องถือศีลอด แต่เธอต้องการจะทำให้อัลลอฮพึงพอใจ ก็เลยถือศีลอดเดือนรอมดอนด้วยตั้งแต่เริ่มรับอิสลามเลย เพื่อนๆ ของเธอช่วยกันดูแลเธอ โดยเฉพาะต้องเช็คระดับน้ำตาลในเลือด

อีกเรื่องที่สาวๆ มุสลิมใหม่ละติโนคุยกันคือเรื่องแฟชั่น วันอีดปีนี้จะใส่อะไรกันดี.

มาร์ติเนซผู้ชื่นชอบฮิญาบสีจ๊าบๆ หน่อยบอกว่าจะเลือกฮิญาบให้เข้ากับชุดในวันนั้น บางทีอาจจะเป็นฮิญาบที่แม่เธอทำให้

"ตอนแรกฉันไม่อยากคลุมฮิญาบและใส่ชุดยาว" มาร์ติเนซกล่าว "...แต่ตอนรู้ว่าพายุเฮอริเคนริต้ากำลังจะมา สองสิ่งแรกสุดที่ฉันแพ็กใส่กระเป๋าคือฮิญาบและรูปถ่าย เพราะฉันถือว่าเสื้อผ้าทั้งหลายซื้อเอาใหม่ก็ได้ แต่ฮิญาบสวยๆ หายากนะ"

มาร์ติเนซใช้เวลาหนึ่งปีกว่าจะได้รู้จักกับเพื่อนมุสลิมใหม่ชาวละติโนคนแรก จากนั้นภายในระยะเวลาสามปี พวกเธอก็มีชั้นเรียนอิสลามสอนเป็นภาษาสแปนนิชสำหรับมุสลิมใหม่และผู้สนใจที่มัสยิดอัล-ฟารุก ซึ่งเป็นมัสยิดที่มาร์ติเนซไปละหมาดบ่อยที่สุด

มาร์ติเนซบอกว่าตอนนี้เธอได้พบปะกับเพื่อนๆ ชาวมุสลิมละติโน ทั้งมุสลิมใหม่และมุสลิมดั้งเดิมแทบทุกสัปดาห์

เมื่อไม่นานมานี้ขณะอยู่ในร้านกาแฟสตาร์บักส์ มีสาวรุ่นชาวอิสแพนนิกคนหนึ่งเข้ามาถามเธอเรื่องฮิญาบ เด็กคนนั้นบอกว่าสนใจศาสนาอิสลาม จากนั้นไม่กี่วันเธอก็ตามมาร์ติเนซไปละหมาดที่มัสยิดตอนหัวค่ำ

ในงานเลี้ยงละศีลอด สาวๆ หลายคนบอกว่าพวกเธอรับอิสลามเพราะต้องการค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปในคาทอลิก

แต่ไม่ใช่มาร์ติเนซแน่ๆ

มาร์ติเนซบอกว่าเธอศึกษาอิสลามเพราะต้องการเปลี่ยนเพื่อนมุสลิมไปเป็นคาทอลิก

"แต่ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนเขาได้ ก็ต้องศึกษาศาสนาของเขาก่อนจริงป่ะ? จะได้บอกเขาว่าอิสลามมีข้อบกพร่องอย่างไร" เธอรำลึกถึงตอนนั้น "ฉันเลยเอาอัล-กุรอานมาอ่าน และต่อด้วยหนังสืออิสลามอีกหลายเล่ม"

มองหาคำตอบ

ช่วงกำลังจะละทิ้งคาทอลิก มาร์ติเนซพบว่าตัวเองกลับมุ่งมั่นอ่านอัล-กุรอานแทนที่จะอ่านไบเบิล เธอบอกว่าอัล-กุรอานมีข้อความคล้ายกับไบเบิล แต่ละเอียดกว่า และตอบคำถามทุกข้อที่เธอไม่สามารถหาคำตอบได้ในไบเบิล

"พอเจอเจ๋งๆ แบบนี้ฉันถึงกับขนลุกขึ้นมาเชียว แม้หัวใจฉันจะรู้สึกสบายแต่ก็หันมาถามตัวเองว่า 'รึอัล-กุรอานจะเขียนโดยมารร้าย?'" เธอนึกถึงตอนนั้น "ฉันเลยไปหาบาทหลวงเพื่อสารภาพ และเริ่มร้องไห้ จากนั้นบาทหลวงก็บอกว่า 'ฉันเคยอ่านอัล-กุรอานแล้ว ฉันเข้าใจดี แต่เธอต้องนับถือศาสนาของตัวเองนะ ชาวมุสลิมไม่ใช่คนเลว แต่พวกเขานับถือศาสนาที่ไม่ถูกต้อง ศาสนาเราสิถูกต้อง จงอย่าตั้งคำถามกับศาสนาของเธอ จงปฏิบัติตามคำสอน แต่อย่าตั้งคำถาม'"

มาร์ติเนซไม่ถูกใจคำตอบของบาทหลวง เมื่อศึกษาต่อไป เธอพบว่าอิสลามให้ความเคารพนับถือพระเยซูว่าเป็นศาสนฑูต นั่นละฟางเส้นสุดท้ายที่ห้ามเธอจากการรับอิสลามขาดผึงทันที "สำหรับฉันแล้ว ฉันมิได้ละทิ้งศาสนาคริสต์ เพราะฉันได้พบกับอิสลามที่เป็นส่วนขยายของคริสตศาสนาต่างหาก" เธอกล่าว.

ที่มา: Together in prayer, support. Houston Chronicle: Texas, USA. 23 October 2006.

http://www.chron.com/disp/story.mpl/life/religion/4279586.html

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online:  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com