Home > มัลคอล์ม เอ็กซ์

มัลคอล์ม เอ็กซ์

Malcolm X

19 พฤษภาคม 1925 – 21 กุมภาพันธ์ 1965

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

มัลคอล์ม เอ็กซ์ ถือกำเนิดมาในชื่อ ‘มัลคอล์ม ลิตเติ้ล’ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 1925 ที่โอมาฮา รัฐเนบราสก้า แม่ของมัลคอล์มชื่อ หลุยส์ นอร์ตัน ลิตเติ้ล เป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ ทั้งแปดคน ส่วนพ่อของเขา ‘เอิร์ล ลิตเติ้ล’ เป็นนักเทศน์แบ๊บติสท์ที่พูดจาโผงผางและเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของ ‘มาร์คัส เกรวี่’ ผู้นำชาวผิวดำคนดัง เอิร์ลรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนในสังคม ในที่สุดก็โดนขู่เอาชีวิตจาก Black Legion องค์กรคนผิวขาว ครอบครัวลิตเติ้ลต้องย้ายบ้านหนีสองครั้ง ตอนนั้นมัลคอล์มอายุยังไม่ถึง 4 ขวบ

แม้หนีแล้วครอบครัวลิตเติ้ลก็ยังโดนตามล้างตามล่าจาก Black Legion ไม่มีที่สิ้นสุด ในปี 1929 บ้านของครอบครัวลิตเติ้ลที่ลาสติ้ง รัฐมิชิแกน โดนเผาเป็นจุล และสองปีต่อมา ร่างของเอิร์ลก็ถูกพบเป็นศพพาดบนรางรถไฟในเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นอุบัติเหตุ แต่ครอบครัวลิตเติ้ลเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของ Black Legion

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้แม่ของมัลคอล์มเกิดอาการทางประสาท ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ส่วนลูกๆ ทั้งแปดคนถูกแยกย้ายกันไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ช่วงต้นของชีวิต

มัลคอล์มเป็นเด็กนักเรียนฉลาด หัวไว เรียนจบชั้นมัธยมต้นด้วยคะแนนสูงสุดของชั้น แต่ครูที่มัลคอล์มนับถือที่สุดกลับบอกว่าความฝันของเขาที่จะเป็นทนายความนั้นเป็น “ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของนิโกร” เมื่อพบว่าแม้แต่ครูยังไม่ให้กำลังใจ มัลคอล์มเลยเลิกเรียนหนังสือ ออกจากโรงเรียน เตร็ดเตร่ในบอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตส์ ทำงานจิปาถะ จากนั้นเดินทางไปฮาร์เล็ม ดงของชาวอาฟริกัน-อเมริกันในนิวยอร์ก ที่นี่มัลคอล์มเข้าไปข้องเกี่ยวกับอาชญากรรมเยอะแยะไปหมด ทั้งยาเสพติด โสเภณีและการพนัน

ในที่สุดมัลคอล์มและ มัลคอล์ม “ช็อตตี้” จาร์วิส เพื่อนซี้ของเขาก็ย้ายกลับไปบอสตันในปี 1946 ก่อนทั้งคู่จะถูกจับกุมในข้อหาขโมย มัลคอล์มถูกตัดสินโทษจำคุก 10 ปี (ติดจริงแค่ 7 ปีที่เหลือเป็นทัณฑ์บน) ช่วงอยู่ในคุก มัลคอล์มใช้เวลาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง และเป็นช่วงนี้ที่ ‘เรจินัลด์’ พี่ชายของมัลคอล์มชักชวนให้เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ‘เนชั่นออฟอิสลาม’ หรือ NOI (Nation of Islam) องค์กรศาสนาของคนผิวดำ   

เมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิก NOI มัลคอล์มตั้งอกตั้งใจศึกษาคำสอนของ อิไลจาห์ มุฮัมมัด ผู้ก่อตั้งองค์กรและลัทธินี้ อิไลจาห์สอนว่า ชาวผิวขาวพยายามจะกดคนผิวดำให้อยู่ใต้อำนาจตลอดเวลาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อไม่ให้คนผิวดำเงยหัวขึ้นมาได้ เป้าหมายประการหนึ่งของ NOI คือต้องการให้คนผิวดำมีรัฐเป็นของตัวเองที่แยกต่างหากจากคนผิวขาว

ปี 1952 มัลคอล์มออกจากคุก เปลี่ยนนามสกุลเป็น “X” (เอ็กซ์) เพราะถือว่านามสกุลเดิม “Little” (ลิตเติ้ล = เล็กน้อย) เป็นชื่อของทาส และใช้คำว่า “เอ็กซ์” แทนชื่อเผ่าที่สูญหายไปของบรรพบุรุษเขาที่ถูกจับตัวมาเป็นทาสในอเมริกา

เกิดมาเพื่อจะเป็นผู้นำ

มัลคอล์มเป็นคนฉลาด พูดจาฉะฉาน จึงถูกแต่งตั้งให้เป็นนักเทศน์และโฆษกขององค์กร NOI อิไลจาห์ มุฮัมมัด ยังให้มัลคอล์มรับผิดชอบการก่อสร้างมัสยิดแห่งใหม่ในเมืองดีทรอยต์ มิชิแกน, และฮาร์เล็ม กรุงนิวยอร์ก มัลคอล์มทั้งเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ พูดออกวิทยุและโทรทัศน์ ปลุกเร้าสมาชิก NOI ทั่วสหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ลีลาท่าทางในการปราศรัยเร้าใจฝูงชน มีบุคลิกพิเศษที่สามารถดึงดูดใจคนจำนวนมาก เรียกได้ว่ามัลคอล์มเกิดมาเพื่อจะเป็นผู้นำคนโดยแท้ มัลคอล์มทำให้จำนวนสมาชิก NOI เพิ่มขึ้นมหาศาลจากเพียง 500 คนในปี 1952 ขึ้นไปเป็น 30,000 คนในปี 1963

นอกจากมัลคอล์มจะทำให้ NOI เป็นองค์กรที่เข้มแข็งขึ้นมาทันตาเห็นแล้ว ตัวเขาเองก็กลายเป็นคนดังระดับนานาชาติ มัลคอล์มถูกตามล่าสัมภาษณ์จากสื่อมวลชนไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เขาเป็นดาราตัวจริงเสียงจริงของสื่อยุคนั้น มัลคอล์มออกปราศรัยไปทั่วประเทศ ทั้งในมหาวิทยาลัยและเวทีอื่นๆ อีกมากมาย

อำนาจของมัลคอล์มอยู่ในคำพูดของเขา เมื่อขึ้นเวทีเขาสะกดคนฟังไม่ว่าจะเป็นร้อยเป็นพันคนได้เสมอ  ทั้งความเฉียบแหลมในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวก็บ่งบอกถึงสติปัญญาระดับเลิศของเขา มัลคอล์มสามารถบรรยายชะตากรรมของชาวผิวดำให้ทุกคนเห็นภาพได้ ในขณะเดียวกันก็ประณามคนผิวขาวอย่างเผ็ดร้อน ครั้งหนึ่งเมื่อพิธีกรผิวขาวคนหนึ่งอ้างว่า ที่มหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของสหรัฐฯ รับเด็กผิวดำเข้าศึกษาแล้ว มัลคอล์มก็แสดงกึ๋นระดับอัจฉริยะตอบโต้ทันที:

เมื่อผม “ลื่นไถล” ไปนิดนึง พิธีกรก็รีบกระโดดงับเหยื่อทันที: “อ่า...ฮะ! คุณมัลคอล์ม เอ็กซ์ ครับ – คุณปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่า เรื่องนี้น่ะเป็นความก้าวหน้าของคนผิวดำ

พอเขาพูดจบ ผมก็กระตุกเบ็ดขึ้นทันที “รู้สึกว่าคนผิวขาวจะคิดว่า แล้วคนผิวดำก็ต้องรีบตะโกนออกมาดังๆ ว่า ‘ฮาเลลูยาใช่ไหม? โห...คุณครับ...400 ปีเชียวนะที่คนผิวขาวใช้มีดยาว 1 ฟุตเสียบไว้บนแผ่นหลังของคนผิวดำ – แล้วตอนนี้คนผิวขาวก็เริ่มจะดึงมีดเล่มนั้นออก, ซัก 6 นิ้วได้ละมั้ง! แล้วพวกคุณคาดว่าจะได้ยินคำขอบคุณจากคนดำหรือครับ?...ทำไมนะรึ? ก็เพราะต่อให้คนขาวดึงมีดออกหมดทั้งด้าม บนแผ่นหลังของคนดำก็ยังคงเหลือรอยแผลเป็นนะสิ

ปี 1952 รายการทีวีของไมค์ วอลเลซ เสนอสารคดีเกี่ยวกับมัลคอล์ม เอ็กซ์ เรื่อง “The Hate That Hate Produced” (ความเกลียดชังที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากความเกลียดชัง) ถึงสัปดาห์เต็มๆ รายการนี้เจาะเข้าไปในองค์กร NOI และค้นหาว่ามัลคอล์มกลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำขององค์กรได้อย่างไร หลังจากรายการนี้ออกอากาศไป มัลคอล์มต้องเผชิญกับความจริงที่อิหลักอิเหลื่อเพราะกลายเป็นว่าตอนนี้มัลคอล์มกลับมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าอิไลจาห์ ผู้ก่อตั้ง NOI เสียอีก

ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นช่วงแห่งความตึงเครียดระหว่างชาวผิวขาว-ผิวดำ การที่มัลคอล์มได้รับความนิยมจากมหาชนอย่างสูงทำให้ตอนนี้เขามิได้เป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลกลางเองก็ต้องหันมาจับตามอง เมื่อ NOI ขยายสมาชิกเพิ่มขึ้น ทางการก็ส่งตัวเจ้าหน้าที่เอฟบีไอแทรกซึมเข้ามาด้วย (บอดี้การ์ดส่วนตัวของมัลคอล์มคนหนึ่งก็เป็นเอฟบีไอปลอมตัวมา) ทั้งใช้เครื่องดักฟัง ถ่ายรูป และใช้เครื่องมือต่างๆ ตรวจตราดูความเคลื่อนไหวขององค์กรนี้

บททดสอบศรัทธา

ศรัทธาที่มัลคอล์มมีต่ออิไลจาห์คลอนแคลนหนักในช่วงการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในปี 1963 หลังพบว่า อิไลจาห์ มุฮัมมัด ผู้นำของเขามีความสัมพันธ์ลับๆ กับหญิงสาวในองค์กร NOI ไม่ต่ำกว่า 6 คน และนั่นยังน้อยไปเมื่อมัลคอล์มเจออีกว่า หญิงสาวบางคนมีลูกกับอิไลจาห์ด้วย

ตั้งแต่มัลคอล์มมาเข้าร่วมกับองค์กร NOI เขาปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอิไลจาห์อย่างเคร่งครัด – รวมไปถึงการที่ต้องครองตัวเป็นโสดจนกระทั่งแต่งงานกับ เบ๊ตตี้ ชับบาส ในปี 1958 เมื่ออิไลจาห์บอกให้มัลคอล์มช่วยปิดบังเรื่องชู้สาวและการมีลูกอย่างลับๆ ของตน มัลคอล์มปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย มัลคอล์มผิดหวังอย่างรุนแรงต่อการหลอกลวงของอิไลจาห์ ซึ่งเขาถือว่าเป็นศาสดาที่มีชีวิต มัลคอล์มยังรู้สึกเสียใจที่เป็นผู้นำฝูงชนจำนวนมหาศาลเข้ามาร่วมในองค์กร NOI ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นองค์กรที่หลอกลวง สร้างขึ้นมาบนรากฐานของความโกหก

วันที่ 12 เดือนมีนาคม 1964 มัลคอล์มประกาศลาออกจาก NOI และหันไปก่อตั้งองค์กรศาสนาแห่งใหม่ของตัวเองคือ the Muslim Mosque Inc. (มัสยิดมุสลิม) มัลคอล์มระบายถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า:

ผมรู้สึกเหมือนคนที่งีบหลับไปและอยู่ภายใต้การครอบงำของคนอื่น คิดและพูดเพื่อคนอื่นและด้วยการชักนำของคนอื่น แต่ตอนนี้ผมกลับมาเป็นตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะคิดหรือพูด 

ตอนมัลคอล์มออกจาก NOI นั้นเขาอายุได้ 38 ปี เขาพูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นว่า:

หลังการปราศรัยในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง มีคนผิวขาวจำนวนมากเข้ามาพูดคุยกับผม พวกเขาบอกว่าเป็นชาวอาหรับบ้าง หรือไม่ก็อาฟริกาเหนือ บ้างก็เรียนหนังสือหรือไม่ก็อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ พวกเขาบอกว่าหากผมได้ศึกษา ‘อิสลามที่แท้จริง’ (ไม่ใช่ เนชั่นออฟอิสลาม ซึ่งเป็นอิสลามพันทาง) แล้ว ผมจะ ‘เข้าใจและยอมรับในอิสลามที่แท้จริง’ ตอนนั้นผมมีท่าทีไม่สนใจที่คนพวกนี้พูดเพราะผมเป็นสาวกเหนียวแน่นของอิไลจาห์ แต่หลังจากผมเจอคนมาทักแบบนี้หลายหนเข้า ผมก็เริ่มตั้งคำถามว่า หากคุณตั้งใจเผยแพร่ศาสนานั้นจริงๆ แล้ว ทำไมถึงสกัดไม่ให้สาวกได้ศึกษาคำสอนของศาสนานั้นมากขึ้นเล่า

ชาวมุสลิมที่แท้จริงเหล่านั้นบอกให้ผมไปเจอและพูดคุยกับดร.มาห์มูด ยูเซฟ ชาวาร์บี...ต่อมาวันหนึ่งผมก็ได้พบเขา เขาบอกว่าเขาติดตามผมจากหนังสือพิมพ์ตลอด ผมก็บอกว่าผมก็ได้ยินชื่อเขาเช่นกัน เราคุยกันแค่ 15-20 นาทีก็ต้องไปเพราะมีนัดอื่น แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ก่อนจากไปในวันนั้นมันยังคงอยู่ในใจผมไม่เสื่อมคลาย เขาบอกว่า ‘ไม่มีใครเป็นผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์จนกว่าเขาผู้นั้นจะปรารถนาดีต่อผู้อื่นเหมือนที่ปรารถนาดีต่อตัวเอง’

ชีวิตใหม่

ปีที่มัลคอล์มลาออกจาก NOI เขาเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ที่เมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย เป็นการเดินทางที่ทำให้ชีวิตและความคิดของมัลคอล์มเปลี่ยนไปมหาศาล นับเป็นครั้งแรกที่มัลคอล์มได้แลกเปลี่ยนทัศนะและความเชื่อกับคนต่างวัฒนธรรม และพบว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมาก เขาบันทึกไว้ว่า:

การไปทำพิธีฮัจย์ที่เมกกะเป็นข้อบังคับในอิสลามหากผู้ใดมีความสามารถ

ฮุจยาตนับพันที่รอขึ้นเครื่องบินเพื่อไปยังเจดดาห์แต่งกายเหมือนกันหมด (เรียกว่าครองเอียฮรอม – ผู้ชายนุ่งห่มด้วยผ้าเพียงสองผืน, ผู้หญิงคลุมฮิญาบแต่งตัวมิดชิด ห้ามใช้เครื่องสำอางค์ ห้ามปกปิดใบหน้า) ไม่ว่าคุณจะเป็นกษัตริย์หรือคนเดินดินธรรมดาก็ไม่มีใครรู้หรอก มีคนชี้ให้ผมดูบุคคลสำคัญบางคนด้วย และผมก็เห็นว่าเขาก็แต่งกายเหมือนผมนี่แหละ ในชุดแต่งกายนั้น เราทุกคนเริ่มเปล่งเสียงเป็นระยะๆ ว่า ‘ลับไบกัลลอฮุม มาลับไบ’ (ฉันมาตามคำเรียกร้องของพระองค์แล้ว, โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน!) คนที่ขึ้นไปอยู่บนเครื่องบินนั่นมีทั้งผิวขาว ผิวดำ ผิวสีน้ำตาล และผิวเหลือง ตาสีฟ้า ผมสีทอง – ทุกคนเหมือนกัน, คือพี่น้องมุสลิม! ภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว และต่างก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน...

นั่นคือครั้งแรกที่ผมเริ่มต้นพิจารณา “ชาวผิวขาว” ใหม่ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าการเรียกว่า “ชาวผิวขาว” นั้น สีผิวของเขาเป็นเรื่องรองต่างหาก สิ่งแรกที่ต้องดูก็คือ ทัศนคติและพฤติกรรมของพวกเขา ที่สหรัฐฯ คำว่า “ชาวผิวขาว” หมายถึงทัศนคติและการกระทำบางประการที่มีต่อคนผิวดำและผู้ที่มิใช่ผิวขาวทั้งหลาย แต่ในโลกมุสลิมผมกลับรู้สึกว่าคนผิวขาวเป็นพี่น้องของผมซะมากกว่าที่ใครๆ ทั้งหลายเคยรู้สึก เช้าวันนั้นเป็นการเริ่มต้นของทัศนคติแบบใหม่ของผมที่มีต่อ “ชาวผิวขาว”

ที่เมกกะ ผู้ทำฮัจย์นับแสนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศทั่วโลก มีคนทุกสีผิวชาติพันธุ์ ตั้งแต่ฝรั่งผมสีทองตาสีฟ้าไปจนถึงชาวอาฟริกันผิวดำ แต่พวกเราทุกคนมาร่วมกันในพิธีเดียวกัน แสดงออกถึงความมีเอกภาพและความเป็นพี่น้องกัน ซึ่งประสบการณ์ของผมที่สหรัฐฯ ทำให้ผมไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นระหว่างคนผิวขาวและคนชาติพันธุ์อื่น...อเมริกาจะต้องทำความเข้าใจอิสลาม, เพราะนี่คือศาสนาที่ลบล้างปัญหาการเหยียดเชื้อชาติสีผิวออกจากสังคม จากการเดินทางในโลกมุสลิมของผม ผมได้พบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกับคนที่ในสหรัฐฯ เรียกว่า “คนผิวขาว” – แต่ทัศนคติของ “คนผิวขาว” ได้ถูกขจัดออกจากจิตใจของฝรั่งผิวขาวเหล่านี้จนหมดสิ้นด้วยคำสอนของศาสนาอิสลาม ผมไม่เคยได้เห็นความจริงใจและความเป็นพี่น้องกันที่คนทุกชาติพันธุ์และสีผิวได้แสดงออกมาเหมือนกับพี่น้องมุสลิมเลย

วิสัยทัศน์ใหม่ต่อสหรัฐอเมริกาของมัลคอล์ม

มัลคอล์มบันทึกต่อไปว่า:

ผมเชื่อว่าขณะนี้พระผู้เป็นเจ้าได้ให้โอกาสแก่สังคมคนผิวขาว ‘คริสเตียน’ เป็นครั้งสุดท้ายที่จะสำนึกผิดต่ออาชญากรรมที่เคยตักตวงประโยชน์และจับคนที่มิใช่ผิวขาวมาเป็นทาส มันช่างเหมือนกับที่พระเจ้าเคยให้โอกาสแก่ฟาโรห์ที่จะสำนึกบาป แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่เขากดขี่ และ, อย่างที่เรารู้กัน, ในที่สุดฟาโรห์ก็ถูกพระเจ้าลงโทษอย่างสาสม

ผมไม่มีวันลืมอาหารค่ำที่บ้านอัซซาม ผมกับดร.อัซซามคุยกันออกรส เขาเล่าให้ผมฟังถึงลูกหลานของนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ที่มีทั้งสายที่เป็นคนขาวและคนดำ เขายังบอกอีกว่าปัญหาเรื่องการเหยียดผิวพันธุ์ในโลกมุสลิมนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก และเกิดเฉพาะสังคมที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกเท่านั้น ยิ่งรับวัฒนธรรมตะวันตกมามากยิ่งเจอมาก

ความเป็นเอกภาพของมนุษย์ภายใต้พระเจ้าองค์เดียว

ช่วงประกอบพิธีฮัจย์ มัลคอล์มเริ่มเขียนจดหมายถึงผู้ช่วยของเขาที่มัสยิดแห่งใหม่ที่ฮาร์เล็ม นิวยอร์ก เขาบอกให้ทำสำเนาจดหมายแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนด้วย

การต้อนรับอย่างจริงใจและความเป็นพี่น้องที่คนจากหลากเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์ได้แสดงออกมาบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ที่นี่คือบ้านของอับราฮัม, มุฮัมมัด, และศาสดาองค์อื่นๆ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมถึงขั้นพูดไม่ออก ผมเหมือนถูกเวทย์มนต์ ผมงงงวยกับพฤติกรรมที่คนจากทุกสีผิวปฏิบัติต่อกันรอบๆ ตัวผม

คุณอาจจะช็อคที่คำพูดเหล่านี้มาจากผม แต่การทำฮัจย์ครั้งนี้ สิ่งที่ผมได้เห็น สิ่งที่ผมได้ประสบ ทำให้ผมต้องคิดอะไรเสียใหม่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม แม้ผมจะเป็นคนที่แน่วแน่ แต่ผมก็ยอมรับความจริงและพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ

ช่วง 11 วันที่ผ่านมาในโลกมุสลิม ผมรับประทานอาหารในถาดใบเดียวกับคนขาว ดื่มน้ำจากแก้วใบเดียวกัน นอนบนเสื่อผืนเดียวกับคนขาว – ในขณะที่ละหมาดต่อพระเจ้าองค์เดียวกัน – กับพี่น้องมุสลิม, ผู้ซึ่งดวงตาเป็นสีฟ้ายิ่งกว่าสีฟ้าใดๆ, ผมสีทองยิ่งกว่าสีทองใดๆ , และผิวที่ขาวเสียยิ่งกว่าสีขาวใดๆ

ในคำพูด ในการกระทำ และความตั้งใจของมุสลิม “ผิวขาว” เหล่านั้น ผมพบความจริงใจที่ไม่ต่างจากความจริงใจของพี่น้องมุสลิมผิวดำของผมที่มาจากไนจีเรีย ซูดาน และ กาน่า

เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน – เพราะการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวทำให้ทุกคนลบล้างคำว่า “ผิวขาว” ออกจากจิตใจ ลบล้างคำว่า “ผิวขาว” ออกจากพฤติกรรม และลบล้างคำว่า “ผิวขาว” ออกจากทัศนคติ

จากเรื่องนี้ผมสามารถมองเห็นได้ว่า หากชาวอเมริกันผิวขาวยอมรับในความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า บางทีพวกเขาอาจยอมรับความจริงของความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์ได้ – เพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่เกิดจากความแตกต่างของสีผิว

พวกเขาถามว่า ผมประทับใจอะไรมากที่สุดจากการทำฮัจย์...ผมตอบว่า, ‘ความเป็นพี่น้อง ผู้คนจากทุกชาติพันธุ์สีผิวทั่วทุกมุมโลกมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว! มันแสดงให้ผมเห็นถึงอำนาจของพระเจ้าองค์เดียว...ทุกคนกินเหมือนกัน, นอนเหมือนกัน ทุกอย่างในบรรยากาศการทำฮัจย์แสดงให้เห็นถึงเอกภาพของมนุษย์ภายใต้พระเจ้าองค์เดียว!

มัลคอล์มกลับไปสหรัฐฯ ในสภาพของ อัล-ฮัจย์ มาลิก อัล-ชับบัซ (El-Hajj Malik al-Shabazz) เขาตื่นเต้นกับความลึกซึ้งด้านจิตวิญญาณแบบใหม่ เขาเชื่อว่าการต่อสู้ต้องเกิดจากการการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนระดับชาติไปสู่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติและมวลมนุษยชาติ

หลังทำฮัจย์

นักข่าวผิวขาวและคนอื่นๆ ต่างก็อยากสัมภาษณ์ความรู้สึกของ อัล-ฮัจย์ มาลิก อัล-ชับบัซ หลังกลับจากฮัจย์ โดยเฉพาะทัศนคติที่มีต่อคนผิวขาว พวกเขาแทบไม่เชื่อว่าชายผู้ซึ่งปราศรัยโจมตีพวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะหันหลังกลับมาเรียกคนผิวขาวว่า “พี่น้อง” มัลคอล์มระบุว่า:

คุณกำลังถามผมว่า ‘ตอนนี้คุณรับว่าคนขาวเป็นพี่น้องแล้วรึ’ อืม, คำตอบของผมก็คือ ในโลกมุสลิมน่ะ ผมเห็น ผมรู้สึก และเขียนจดหมายกลับมาอเมริการะบุว่าทัศนะของผมกว้างออกไปมาก! อย่างที่ผมเขียนไว้ในจดหมาย ผมมีความรัก ความเป็นพี่น้องกับบรรดามุสลิมผิวขาวผู้ไม่เคยแม้แต่จะคิดสักนิดเรื่องเชื้อชาติหรือสีผิวของพี่น้องมุสลิมคนอื่นๆ

การไปทำฮัจย์ได้เปิดทัศนะในการมองโลกของผมให้กว้างไกลขึ้นมาก เพียงสองสัปดาห์บนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ผมเห็นในสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นตลอดระยะเวลา 39 ปีที่ผ่านมาของชีวิตผม ผมเห็นคนทุกเชื้อชาติ ทุกสีผิว – ตาสีฟ้าผมสีทอง ไปจนชายผิวดำสนิท – เป็นพี่น้องกัน! เป็นเอกภาพ! มีชีวิตร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว! กราบไหว้พระเจ้าองค์เดียว! ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก

จริงอยู่ว่า ในอดีตผมอาจจะบริภาษคนผิวขาวมานักต่อนัก แต่การไปเมกกะทำให้ผมรู้ว่าคนผิวขาวบางคนก็มีความจริงใจมากๆ และเป็นพี่น้องกับคนดำได้ อิสลามสอนผมว่าการบริภาษคนขาวนั้นผิดพอๆ กับการที่คนขาวบริภาษคนดำ

สำหรับชาวผิวดำที่มองมัลคอล์มเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา มัลคอล์มกลับปราศรัยตรงกันข้ามกับสมัยที่เขาเคยปราศรัยเมื่อครั้งอยู่ในสังกัด NOI:

อิสลามที่แท้จริงสอนผมว่าต้องรวมทุกศาสนา ทุกลัทธิการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และอื่นๆ เข้าด้วยกันทั้งหมดถึงจะสร้างเป็นครอบครัวมนุษยชาติและสังคมมนุษยชาติที่สมบูรณ์แบบได้

ผมได้เรียนรู้ความจริงที่เมกกะ เพื่อนที่รักที่สุดของผมมาจากทุกๆ เผ่าพันธุ์ ทุกศาสนา ทุกความเชื่อ – ทั้งคริสเตียน ยิว พุทธ ฮินดู หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ผมมีเพื่อนที่เป็นพวกทุนนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์! บางคนก็ไม่ตึงไม่หย่อน บางคนอนุรักษ์ บางคนก็หัวรุนแรง – เพื่อนของผมมีทั้งผิวดำ น้ำตาล เหลือง และผิวขาว!

ผมพูดกับผู้ฟังบนถนนที่ฮาร์เล็มว่า ต่อเมื่อคนเรายอมจำนนต่อพระเจ้าเพียงองค์เดียว ผู้สร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่ง – เมื่อนั้นแหละ “สันติภาพ” จึงจะเกิดขึ้นได้

มัลคอล์มกลับไปสหรัฐฯ ด้วยทัศนคติและการมองโลกแบบใหม่ เขามีความหวังใหม่ต่ออนาคต ครั้งนี้เมื่อมัลคอล์มปราศรัย แทนที่เขาจะพูดให้เฉพาะชาวอาฟริกัน-อเมริกันฟังเท่านั้น เขากลับส่งสารไปยังผู้ฟังทุกเชื้อชาติ ทุกเผ่าพันธุ์

ถูกตามล่าเอาชีวิต

หลังจากมัลคอล์มลาออกจากตำแหน่งใน NOI และประกาศตัดสัมพันธ์กับ อิไลจาห์ มุฮัมมัด แล้ว ความเป็นปรปักษ์ของทั้งสองยิ่งเพิ่มขึ้น หน่วยข่าวเอฟบีไอที่แทรกซึมอยู่ในองค์กร NOI รายงานว่า ทาง NOI มีเป้าหมายสังหารมัลคอล์ม (หนึ่งในหน่วยข่าวเองระบุว่าตัวเองเคยถูกสั่งให้วางระเบิดรถของมัลคอล์ม) อย่างไรก็ตาม องค์กรเอฟบีไอก็อยู่ในข่ายน่าสงสัยด้วยอีกองค์กรหนึ่ง

หลังจากถูกพยายามฆ่าหลายหน มัลคอล์มจึงต้องมีบอดี้การ์ดส่วนตัวทุกครั้งที่เดินทางไปไหนมาไหน

มัลคอล์มรู้ดีว่าเขาตกเป็นเป้าสังหารขององค์กรหลายแห่ง แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยกลัวที่จะพูดในสิ่งที่ต้องพูด เขาระบุไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า:

ผมรู้ว่าผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นจำนวนมากถูกสังหาร แต่ผมก็พอใจหากความตายของผมจะนำมาซึ่งความสว่างไสวในสังคม ผมได้แสดงออกถึงความจริงที่จะช่วยทำลายมะเร็งร้ายแห่งการเหยียดผิวที่ทำอันตรายสังคมอเมริกันในทุกวันนี้ – และก็, ความดีทั้งหมดนี้แน่แท้ย่อมเป็นของพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ.) 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1965 บ้านที่เอ็มเฮิร์สตะวันออก นิวยอร์ก ที่มัลคอล์มอาศัยอยู่กับเบ๊ตตี้ ผู้เป็นภรรยาและลูกสาวอีกสี่คนถูกระเบิดไฟไหม้เป็นจุล แต่ทั้งครอบครัวรอดชีวิตมาได้

มรดกแห่ง “เอ็กซ์”

หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ผู้ปองร้ายมัลคอล์มก็กระทำการสำเร็จ ในการปราศรัยที่ Audubon Ballroom เกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1965 มือปืนสามคนจู่โจมเข้ามาที่เวทีปราศรัยของมัลคอล์ม รัวยิงเผาขน 15 นัด มัลคอล์มในวัย 39 ปีเสียชีวิตระหว่างถูกนำส่งโรงพยาบาลโคลัมเบียเพรสไบทีเรียน นิวยอร์ก

โดยทั่วไปแล้ว รูปการณ์ออกมาในทำนองว่า NOI เกี่ยวข้องกับการสังหารมัลคอล์ม แต่คนจำนวนมากเชื่อว่าผู้ที่ร่วมมือกระทำมิได้มีองค์กรนี้เพียงองค์กรเดียว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เอฟบีไอก็อยู่ในข่ายที่น่าสงสัยด้วยอีกองค์กรหนึ่ง

ร่างของมัลคอล์ม เอ็กซ์ ถูกฝังอยู่ที่สุสานเฟิร์นคลิฟฟ์ ในฮาร์ทส์เดล นิวยอร์ก

ชีวิตของมัลคอล์มส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันอย่างมหาศาล: การเปลี่ยนศรัทธาของมัลคอล์มไปสู่อิสลามที่แท้จริงน่าจะมีส่วนทำให้ วอลเลซ มุฮัมมัด (วริษ ดีน มุฮัมหมัด) บุตรชายของอิไลจาห์ นำสมาชิก NOI ออกไปสู่อิสลามที่แท้จริงหลังอิไลจาห์เสียชีวิตแล้ว (ปี 1975) ในขณะที่มีชาวอาฟริกัน-อเมริกันเปลี่ยนมารับอิสลามเพิ่มขึ้นมหาศาล ใช้ชื่อมุสลิม และสนใจศึกษารากเหง้าของบรรพบุรุษพวกเขาที่โดนจับมาเป็นทาส

อเล็กซ์ ฮาร์เล่ย์ เขียนหนังสือชีวประวัติมัลคอล์ม และต่อมาเขียนเรื่อง Roots ซึ่งเกี่ยวกับครอบครัวอาฟริกันมุสลิมที่ถูกชาวผิวขาวจับตัวมาเป็นทาส

ในขณะที่ปี 1992 สไปค์ ลี ผู้กำกับภาพยนตร์ผิวดำชื่อดังได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Malcolm X ออกมา ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เป็นภาพยนตร์ที่โรงเรียนในนิวยอร์กต้องหยุดเรียนพานักเรียนไปชม และแดนเซล วอชิงตัน ดาราหนุ่มผู้แสดงเป็นมัลคอล์มได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมของปีนั้น

มัลคอล์ม เอ็กซ์ ยังอยู่ในใจของชาวอาฟริกัน-อเมริกันมาจนถึงปัจจุบัน สมบัติที่ไม่มีวันสูญสลายของเขามีทั้งบทความ หนังสือ ภาพยนตร์ และสารคดี เขาเป็นความภาคภูมิใจของทั้งชาวอาฟริกัน-อเมริกัน ชาวมุสลิม และชาวอเมริกันทั่วไป สัมผัสได้จากข้อเขียนของเขาที่มัลคอล์มบอกไว้อย่างง่ายและชัดเจนว่า:

ผมมิใช่พวกคลั่งเชื้อชาติ ผมไม่ศรัทธาการคลั่งเชื้อชาติไม่ว่าจะรูปแบบใด ผมไม่ศรัทธาการเหยียดเชื้อชาติหรือการแบ่งเชื้อชาติไม่ว่าจะรูปแบบไหน ผมศรัทธาในอิสลาม ผมเป็นมุสลิม...

อ้างอิง: http://www.cmgww.com/historic/malcolm/

http://www.salaam.co.uk/themeofthemonth/june02_index.php?l=33

http://en.wikipedia.org/wiki/Malcolm_X

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online:  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com