Home > ลอร์ด เฮดลีย์ อัล-ฟารุก

ลอร์ดเฮดลีย์ อัล-ฟารุก ในชุดอาหรับ

ลอร์ดเฮดลีย์ อัล-ฟารุก (คนกลาง) ถ่ายตอนไปทำฮัจย์ในปี 1923 กับ ควาจา กมาลุดดีน อิหม่ามของมัสยิดเมืองโววคิง (Woking) ประเทศอังกฤษ (ซ้าย)

ลายมือของลอร์ดเฮดลีย์

ลอร์ด เฮดลีย์ อัล-ฟารุก

Lord Headley Al-Farooq

ค.ศ.1855- 22 มิถุนายน ค.ศ.1935

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

เป็นไปได้ที่เพื่อนหลายคนของผมจะคิดว่าผมรับอิสลามเพราะอิทธิพลจากชาวมุสลิม แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ใจความเลย เพราะการเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมของผมมาจากการศึกษาและพิจารณาใคร่ครวญนับสิบๆ ปี จริงๆ แล้วผมเพิ่งจะได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องศาสนากับนักวิชาการอิสลามเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนนี่เอง และผมจำเป็นต้องบอกว่าผมรู้สึกปิติที่สุดที่พบว่าทฤษฏีและบทสรุปต่างๆ จากการศึกษาของผมสอดคล้องกับหลักคิดของอิสลามทั้งหมด

การเปลี่ยนมารับอิสลาม, จากที่กล่าวไว้ในอัล-กุรอาน, ต้องมาจากความคิดที่อิสระ เต็มใจ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ที่สำคัญคือต้องมิได้มาจากการถูกบังคับ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้พระเยซู (นบีอีซา ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก็เคยกล่าวกับสาวกของท่านว่า: "และใครก็ตามที่ไม่ได้เจอเจ้าหรือเห็นเจ้า, ยามเมื่อเจ้าจากที่นั่นไป..." (เซนต์มาร์ก, vi, 2)

ผมรู้ดีว่าชาวโปรแตสแตนท์ไฟแรงบางคนถือว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องไปเยือนบ้านของชาวคาทอลิกเพื่อ 'เปลี่ยน' ชาวคาทอลิกที่ก็นับถือคริสต์เหมือนกันให้มาเป็นชาวคริสต์โปรแตสแตนท์ เรื่องน่ากวนใจและการเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่น่ารักเช่นนั้นช่างน่ารำคาญเสียจริง นำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันเสียมากกว่า และผมก็รู้สึกเสียใจเช่นกันที่มิชชันนารีคริสต์ก็ทำเช่นนี้กับพี่น้องมุสลิม ผมคิดว่านะ...ทำไมพวกเขาถึงพยายามจะให้ชาวมุสลิมเปลี่ยนศาสนาล่ะ ก็ในเมื่อชาวมุสลิมกลับเป็นคริสเตียนที่ดีกว่ามิชชันนารีคริสต์ซะอีก? ผมพูดว่า 'คริสเตียนที่ดีกว่า' เพราะสิ่งที่ชาวมุสลิมปฏิบัตินั้น ทั้งการบริจาคเพื่อการกุศล ความอดทน ความใจกว้าง ในอิสลามช่างใกล้เคียงกับคำสอนของพระเยซูซะมากกว่าหลักคำสอนแคบๆ และจำกัดที่สอนกันในโบสถ์คริสต์ตั้งเยอะ

ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน: พวกนิกาย Athnasian Creed ซึ่งสอนเรื่อง ตรีเอกานุภาพ (Trinity) ในรูปแบบที่สับสนเอามากๆ นิกายนี้มีหลักคิดเรื่องพระเจ้าตามนิกายคาทอลิกทั้งหมด และหากเราไม่เชื่อตามนี้ เราก็จะอยู่ในนรกไปตลอดกาล จากนั้นนิกายนี้ก็บอกเราว่า หากเราอยากรอดพ้นจากบาป เราก็จำเป็นต้องเชื่อในตรีเอกานุภาพ - พูดอีกอย่างก็คือ ในวินาทีหนึ่งความคิดนี้บอกว่าพระเจ้าทรงพระเมตตาและทรงเดชานุภาพ ส่วนอีกวินาทีหนึ่งพระเจ้ากลับดุร้ายและไม่ยุติธรรม พระเจ้ากลายเป็นเผด็จการผู้กระหายเลือดที่สุด

นี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง, ผมได้รับจดหมาย - ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผมให้ความสนใจกับอิสลามมาก - เจ้าของจดหมายบอกผมว่า หากผมไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าละก็ ผมจะตกนรก สำหรับผมแล้วคำถามที่ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าหรือเปล่านั้นมิได้มีความสำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า: 'แล้วพระเยซูนำสาส์นจากพระเจ้ามาสู่มนุษยชาติหรือเปล่า?' และก็หากผมมีข้อสงสัยเรื่องนี้ของพระเยซูละก็ ผมคงกังวลมาก แต่ต้องขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ผมไม่เคยสงสัยเลย ผมหวังว่าความศรัทธาของผมต่อพระเยซูและคำสอนของท่านนั้นมั่นคงเช่นเดียวกับที่ชาวมุสลิมและคริสเตียนคนอื่นศรัทธา อย่างที่ผมเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่าศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์, ผมหมายถึงคำสอนที่พระเยซูท่านสอนเองนะ (ไม่ใช่ที่มนุษย์หลายคนช่วยกันเขียน), เป็นศาสนาพี่น้องกัน, ความแตกต่างมีเพียงหลักคิดและการปฏิบัติบางประการที่แตกต่างกันออกไปบ้าง

ในอังกฤษทุกวันนี้ เป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปมีแนวโน้มจะไม่นับถือศาสนา ไม่เชื่อถือในพระเจ้า และไม่ต้องสงสัยเลยว่าความกระหายในศาสนามักจะเกิดกับผู้มีสติปัญญาและความรู้สึกเท่านั้น

แต่ในทางกลับกัน, เคยมีใครได้ยินว่าชาวมุสลิมคนใดกลายเป็นพวกไม่นับถือศาสนา กลายเป็นผู้ไม่นับถือพระเจ้าบ้างล่ะ? ผมว่าแม้อาจมีบ้างบางกรณี แต่ก็สงสัยว่าจะน้อยเอามากๆ ละ

มีมุสลิมนับพันนับหมื่น - ทั้งชายและหญิง ที่ผมเชื่อว่าเป็นมุสลิมด้วยหัวใจที่แท้จริง แต่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น หรือไม่ก็เลี่ยงที่จะออกความเห็นเพราะไม่อยากต่อต้านผู้อื่น เลยทำให้พวกเขาไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งถึงความจริงที่เที่ยงแท้ แต่ผมก้าวออกไปมากกว่านั้น แม้จะตระหนักว่าเพื่อนฝูงและญาติจะมองว่าผมโดนล้างสมอง

ซึ่งบอกให้เลยว่าผมก็ยังเป็นผมคนเดิมที่เชื่อเหมือนเดิมตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา การที่ผมกล้าแสดงความเห็นแบบโผงผางทำให้พวกเขาไม่ค่อยมองผมในแง่ดีเท่าไหร่

จากที่ผมให้เหตุผลสั้นๆ เรื่องการเปลี่ยนมารับคำสอนในศาสนาอิสลาม และได้อธิบายว่าผมเป็นคริสเตียนที่ดีกว่าที่ผมเคยเป็น ผมก็ได้แต่หวังว่าคนอื่นๆ จะทำตามอย่างผม - ซึ่งผมเชื่อด้วยความสัตย์จริงว่านี่คือแนวทางที่ถูกต้อง - หนทางที่นำความสุขมาให้แก่ทุกผู้คนที่รักความก้าวหน้ากว่าคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสต์ที่แท้จริง (True Christianity ที่พระผู้เป็นเจ้าเคยเผยพระวจนะผ่านพระเยซูหรือ นบีอีซา).

................................................................................................................................................................

ลอร์ด เฮดลีย์ อัล-ฟารุก (Lord Headley Al-Farooq) เป็นบารอนคนที่ 5 ของเฮดลีย์ (5th Baron of Headley 1855-1935) ชื่อและตำแหน่งเต็มๆ ของท่านคือ Right Honourable Sir Rowland George Allanson Allanson-Winn, Baron Headley ท่านเกิดปีค.ศ.1855 ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ ในครอบครัวขุนนาง นับถือคริสต์โปรแตสแตนท์ ลอร์ดเฮดลีย์เป็นขุนนางระดับแถวหน้าของอังกฤษ, เป็นนักการเมือง, และเป็นนักประพันธ์

ท่านจบจากเวสต์มินสเตอร์สกูล ลอนดอน ก่อนจะจบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ที่ตรินิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี 1877 รับราชการเป็นกัปตัน ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพันเอก (Lieut. Colonel) ใน 4th Battalion ของ North Minister Fusiliers โดยอาชีพแล้วท่านเป็นวิศวกร แต่กลับชื่นชอบวรรณกรรม ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นบรรณาธิการของ ซาลิสเบอรรีและวินเชสเตอร์เจอร์นัล (Salisbury and Winchester Journal) ท่านยังแต่งหนังสืออีกหลายเล่ม ที่ได้รับความนิยมสูงก็คือ ความตื่นตัวของชาวตะวันตกต่อศาสนาอิสลาม (A Western Awakening to Islam)

ท่านเป็นเลขาฯ ของเซอร์เฟรเดอริก ซีเกอร์ ฮันท์, ส.ส.ในสภา, หลายปี ก่อนจะหันมาเป็นวิศวกรเต็มตัวในปี 1892 ท่านประสบความสำเร็จในอาชีพวิศวกรมาก และท้ายที่สุดถูกเลือกให้เป็นประธานสมาคมวิศวกรรมศาสตร์ ลอนดอน (the Society of Engineers, London)

ลอร์ดเฮดลีย์ได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นผู้ปกครองประเทศอัลบาเนียถึงสองครั้ง แต่ท่านปฏิเสธทั้งสองครั้ง

ปี 1913 ท่านได้สืบทอดตำแหน่ง บารอนคนที่ 5 ของเฮดลีย์ (5th Baron of Headley), เป็นบารอนที่ 11 ของนอสเทล, ยอร์คไชร์ (11th holder of baronetcy of Nostell, Yorkshire, ตำแหน่งนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี 1660) และเป็นบารอนที่ 5 ที่ลิตเติ้ลวาร์สลีย์, เอสเซก (5th holder of the baronetcy of Little Warsley, Essex, ตำแหน่งนี้มีมาตั้งแต่ปี 1796)

ลอร์ดเฮดลีย์รับอิสลามในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1913 และใช้ชื่อมุสลิมว่า อัล-ฮัจย์ ชัยค์ ซัยฟุรรอฮมาน รอฮมาตุลลอฮ อัล-ฟารุก (Al-Haj Shaikh Saifurrahman Rahmatullah al-Farooq) จากนั้นท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในงานเผยแพร่อิสลามที่เมืองโววคิง (Woking) ประเทศอังกฤษ

ช่วงทศวรรษ 1920 ท่านได้เดินทางไปเยี่ยมชุมชนมุสลิมในหลายๆ ประเทศ ปี 1923 ไปทำฮัจย์ที่เมกกะ (ดูเหมือนว่าจะเป็นมุสลิมอังกฤษคนแรกๆ ที่ไปทำฮัจย์) ปี 1926 ไปอาฟริกาใต้ และปี 1927 ไปอินเดีย ซึ่งที่นี่ลอร์ดเฮดลีย์ได้เป็นประธานการประชุมตับลีกของภูมิภาคอินเดีย ที่เมืองเดลี

ปี 1928 ที่ไฮเดอราบัด อินเดีย ลอร์ดเฮดลีย์ได้หาทุนก่อสร้างมัสยิดที่ลอนดอน อังกฤษ และน่าเสียดายที่ท่านสิ้นลมเสียก่อนจะได้เห็นความสำเร็จจากความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ของท่าน (หมายเหตุ: แต่หากตอนนี้ท่านลอร์ดได้เห็นมัสยิดบานสะพรั่งทั่วเกาะอังกฤษละก็ คงตกใจน่าดู โดยเฉพาะมัสยิดโอลิมปิกที่กำลังจะสร้าง แต่โดนต่อต้านขนาดหนัก จะไม่โดนต้านได้ไง ก็เฉพาะห้องละหมาดใหญ่ขนาดจุคนได้ 70,000 คน นี่ยังไม่นับลานข้างนอก คาดว่าจะเป็นรองก็แค่หะรอมมาดีนา, ที่ซาอุ, เท่านั้น!)

ลอร์ดเฮดลีย์เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจที่สุดของมุสลิมอังกฤษ ร่างของท่านถูกฝังอยู่ในแถวหน้าสุดมุมขวาของสุสานมุสลิมที่บรุกวู้ด

 

ที่มา: http://www.wokingmuslim.org/pers/headley.htm

http://www.salaam.co.uk/themeofthemonth/june02_index.php?l=27

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 1 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com