Home > ฟารุก คัธวารี

ฟารุก คัธวารี

1947 -

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ที่นิวโรเชลล์ ลองไอส์แลนด์ นิวยอร์ก, "พัชมีน่า! พัชมีน่า!"

ซีอีโอของอีธานเอลเลน หนึ่งในบริษัทเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา อยากให้ผู้มาเยือนแมนชั่นริมน้ำสุดหรูอายุ 150 ปีของเขาได้ยลโฉมแมวสุดที่รัก แต่เสียงเรียกของเขาดูเหมือนจะสูญเปล่า

เขากวักมือเรียกคนขับรถและคนสวนเพื่อถามว่าเห็นแมวอียิปต์ตัวโปรดของเขาหรือเปล่า

ฟารุก คัธวารี ซึ่งกุมบังเหียนอีธานเอลเลนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเป็นซีอีโอคนเก่งและเป็นมุสลิมนักต่อสู้เพื่อสันติภาพที่เห็นใจผู้คน - และบรรดาแมวๆ ทั้งหลาย

ฟารุกในวันนี้อายุ 62 ปีแล้ว ยังคงทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเหมือนวันแรกที่เขามาถึงอเมริกาในปี 1965 เขาเป็นประธานสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นประธานผู้อพยพสากล องค์กรให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ

รางวัลที่ฟารุกได้รับในชีวิตจึงเป็นรางวัลด้านมนุษยธรรมมากพอๆ กับรางวัลด้านธุรกิจ

"ฟารุกเป็นคนอยากรู้อยากเห็นแบบฉลาดและให้ความสนใจในสิ่งที่นอกเหนือจากงานประจำมากกว่าซีอีโอคนไหนๆ ที่ผมเคยรู้จัก" เทรซี มัลลิน, ซีอีโอสหพันธ์ค้าปลีก, กล่าว "เขาเป็นคนที่สากลจริงๆ"

ฟารุกเติบโตมาในแคชเมียร์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและปากีสถาน เป็นลูกชายนักการเมือง/ทนายความ และหลานปู่ของนักค้าวัตถุโบราณ

หลังบิดาเสียชีวิตไปเมื่อ 8 ปีก่อน ฟารุกนำมารดาซึ่งปัจจุบันอายุ 85 ปีมาพำนักที่นิวยอร์ก เขามักนำแขกผู้มาเยือนไปรู้จักกับมารดาซึ่งพักที่ปีกอาคารข้างหนึ่งของแมนชั่น เธอพึมพำทักทายแขกก่อนจะหันไปถามฟารุกเป็นภาษาแคชเมียร์ว่าเมื่อไรเธอจะได้กลับไปบ้านที่แคชเมียร์เสียที ฟารุกบอกว่ามารดาเขาจะถามคำถามประโยคนี้ทุกเช้า

"ท้ายที่สุดของแต่ละคน ก็สิ่งนี้แหละที่สำคัญที่สุดในชีวิต" เขากล่าวหลังปล่อยมือจากมารดา

แมนชั่นหรูแห่งนี้มีรูปสมาชิกในครอบครัวและสัตว์เลี้ยง โซฟาหนัง ภาพพิมพ์ลายดอกไม้ และของที่ระลึกจากการเดินทาง ร้อยละ 90 ของเฟอร์นิเจอร์มูลค่าเกือบ 200 ล้านบาทเป็นเฟอร์นิเจอร์ของอีธานเอลเลน ที่เหลือเป็นของโบราณที่สะสมไว้ซื้อจากตลาดของเก่าและร้านต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป

แมนชั่นหรูของฟารุกที่ลองไอส์แลนด์ นิวยอร์ก เฟอร์นิเจอร์เกือบทั้งหมดยี่ห้ออีธานเอนลเน

ชีวิตที่แคชเมียร์

กว่าจะมีวันนี้ของฟารุก ชีวิตวัยเด็กของเขาบนเทือกเขาสูงแคชเมียร์น่าสนใจยิ่ง:

พ่อผมเรียนจบด้านกฎหมาย ช่วงต้นปี 1949 ท่านเดินทางจากเมืองศรีนาคาร์ แคชเมียร์ ซึ่งเป็นเขตยึดครองของอินเดีย ไปยังแคชเมียร์ในส่วนที่ถูกยึดครองโดยปากีสถานเพื่อทำธุรกิจเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เมื่อไปถึงที่นั่น เอกสารการเดินทางของท่านถูกยกเลิก และต้องอาศัยที่นั่นหนึ่งปีก่อนที่แม่ผมจะหอบลูกเล็กๆ สามคน, รวมทั้งผมซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 4 ขวบ, ไปเจอกับพ่อ ส่วนพี่ชายคนโตของผมวัย 8 ขวบ และพี่สาววัย 7 ขวบ ซึ่งเข้าโรงเรียนแล้วทั้งคู่ถูกทิ้งไว้ที่บ้าน

จากที่คิดกันว่าเราจะอยู่กันแค่ 6 เดือน การณ์กลับกลายเป็นว่าครอบครัวผมต้องอยู่ที่นั่นถึงสิบปีเต็ม เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง - ไม่มีการติดต่อทางจดหมายหรือโทรศัพท์

เราอาศัยบนยอดเขาเหนือระดับน้ำทะเลถึง 8,000 ฟุต แต่เนื่องจากดินแดนที่ต่ำสุดของแคชเมียร์อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5,000 ฟุต เราก็เลยไม่รู้สึกว่าเมืองที่เราอยู่ในตอนนั้นมันจะสูงซักเท่าไหร่ ผมเดินไปโรงเรียนก็เหมือนการไต่เขา ต้องผ่านต้นไม้ โขดหิน และน้ำพุ พอปลายตุลาคมหิมะก็เริ่มตก ภูเขาเป็นครูที่ดีมาก สอนให้ผมต้องรู้จังหวะย่างก้าวของชีวิต

ต่อมาในปี 1960 ครอบครัวคัธวารีได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปยังศรีนาคาร์ได้ ยกเว้นบิดาของฟารุกเพียงคนเดียว และต่อมาในปี 1964 บิดาของฟารุกก็ได้งาน World's Fair ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา "ส่วนครอบครัวยังอยู่ที่แคชเมียร์ พ่อส่งใบสมัครมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเอ็นวายยู.(New York University หรือ NYU) ไปให้ผมซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแคชเมียร์ด้านวรรณกรรมอังกฤษและรัฐศาสตร์" ฟารุกเล่า

โฮเวิร์ด ชาฟเฟอร์, อดีตฑูตสหรัฐฯ ประจำบังกลาเทศซึ่งทำงานที่สถานฑูตสหรัฐฯ ในกรุงนิวเดลีตอนที่เขาเจอกับฟารุกครั้งแรก, บอกว่า ภาวะผู้นำของฟารุกโดดเด่นมาตั้งแต่เขายังเรียนในมหาวิทยาลัย ฤดูหนาวปี 1963 เกิดการประท้วงใหญ่หลังวัตถุโบราณที่เชื่อกันว่าในนั้นบรรจุเส้นผมของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เอาไว้ ถูกขโมยออกไปจากอารามที่ฮัซรัตบาล บ้านเมืองเกิดจลาจลไปทั่ว มีชาวบ้านในแคชเมียร์วัลเลย์ออกมาเดินขบวนประท้วงถึงสองล้านคน

ฟารุกเล่าว่า: "ตอนเกิดเรื่องผมกำลังแข่งขันคริกเก็ตให้กับทีมมหาวิทยาลัยแคชเมียร์ที่กรุงเดลี ตอนนั่งเครื่องบินกลับบ้าน ผมนั่งติดกับริชาร์ด คริทช์ฟิลด์ นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันสตาร์ผู้ล่วงลับ"

ทั้งโฮเวิร์ดและริชาร์ด คริทช์ฟิลด์ ต่างก็เดินทางไปแคชเมียร์เพื่อสังเกตการณ์ โฮเวิร์ดบอกว่าฟารุกในตอนนั้น "ใครๆ รู้กันว่าเขาเล่นคริกเก็ตเก่งแค่นั้นแหละ" แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มอย่างฟารุกได้ทำเพื่อบ้านเกิดก็คือเขาแนะนำให้โฮเวิร์ดและริชาร์ด คริทช์ฟิลด์ รู้จักกับบรรดาผู้นำในการประท้วงทางการอินเดีย ทั้งนี้เพื่อต้องการเสียงสนับสนุนจากสหรัฐฯ

โฮเวิร์ดบอกว่าฟารุกได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเรียกร้องการปฏิรูปในแคชเมียร์ - ซึ่งเป็นเสื้อตัวเดิมที่เขายังใส่มาจนทุกวันนี้

"คือผมน่ะยากนะที่จะเชื่อว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งสามารถทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพดังที่ฟารุกได้ทำลงไป" โฮเวิร์ดกล่าว "เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับการยอมรับนับถือจากชาวแคชเมียร์มาก แม้แต่คนที่อาวุโสกว่าหรือมีประสบการณ์มากกว่าต่างก็นับถือเขาทั้งนั้น"

แม้จะได้รับคำยกย่องจากโฮเวิร์ด แต่สิ่งที่ฟารุกมักเล่าให้ใครๆ ฟังถึงบทบาทของเขาในเหตุการณ์นั้นแค่ว่า "จากนั้นผมเลยทำหน้าที่พาริชาร์ดทัวร์แคชเมียร์ซะเลยตลอดเวลา 13 วันจนกระทั่งมีผู้พบวัตถุโบราณชิ้นนั้น"

แต่การที่เขาได้แสดงให้ชาวอเมริกันที่มีอิทธิพลทั้งสองคนนี้เห็นถึงสถานการณ์ในแคชเมียร์ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียในแคชเมียร์ไม่พอใจฟารุกอย่างมาก และเมื่อรัฐบาลอินเดียส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนว่าไม่ยินดีกับฟารุกอีกต่อไป บิดาของฟารุกก็เลยจัดการให้ลูกชายคนเก่งไปเรียนต่อที่นิวยอร์กด้วยความช่วยเหลือของโฮเวิร์ด

และแม้ในยามทุกข์ยากของชีวิตที่แคชเมียร์ อิสลามและจริยวัตรของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก็เป็นเบ้าหลอมครอบครัวคัธวารีเสมอ ดังที่ฟารุกบอก:

การเติบโตมาในแคชเมียร์มีความพิเศษหลายๆ อย่าง ครอบครัวเราอาศัยในดินแดนที่กำลังเป็นข้อพิพาทหลักเลยทีเดียว หลายๆ ครอบครัวต้องแยกกันอยู่ รวมทั้งครอบครัวเราด้วย แม่ผมไม่ได้เห็นหน้าลูกอีกสองคนถึงสิบปี ส่วนพ่อต้องจากบ้านไปถึง 17 ปีเต็ม กระนั้นก็ตามอุปสรรคในชีวิตได้สอนให้เราต้องอดทน อ่อนโยน รู้จักให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น มีวินัย ซื่อสัตย์ ยุติธรรม เดินทางสายกลาง และมีเหตุผล - ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และได้ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคัมภีร์อัล-กุรอาน สำหรับพวกเราแล้วท่านศาสนฑูตเป็นเสมือนกัปตันทีม, ท่านเป็นผู้นำของทีม, เป็นผู้นำทางการเมือง, เป็นแม่ทัพ, เป็นครู, และเชื่อในความยุติธรรมและการกระทำ ท่านศาสนฑูตแต่งงานกับเจ้านายของท่าน เป็นสตรีสูงวัยกว่าท่านมาก และนางก็เป็นผู้เสนอขอแต่งงานเอง ท่านศาสนฑูตทั้งเทศนาสั่งสอน ทั้งแสดงออกด้วยการกระทำให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำ ซึ่งก็คือ ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น จริยวัตรของท่านเป็นตัวอย่างแก่บรรดาผู้นำทั้งหลายและพ่อค้าที่เดินทางไปไกลถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย และอาฟริกาเหนือ เพื่อค้าขาย ปกครอง และเพื่อให้โลกได้รู้ถึงการค้าขายที่เป็นธรรม พ่อค้าเหล่านี้เป็นตัวอย่างแก่ครูบาอาจารย์คนสำคัญๆ ทั้งหลายที่เรียกกันว่า 'ซูฟี' ที่น่าสนใจก็คือ บทกวีของรูมี (Rumi) ยอดกวีมุสลิมสมัยศตวรรษที่ 13 ผู้ซึ่งบรรพบุรุษมาจากอัฟกานิสถานตะวันตก เป็นบทกวีที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้

สู่โลกใหม่

การเดินทางของผมจากเทือกเขาในแคชเมียร์เป็นส่วนหนึ่งของโลกภิวัฒน์ ผมรู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อ 41 ปีเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง เป็นช่วงแห่งความโกลาหล ผมออกจากแคชเมียร์มายังนิวยอร์กเพียงหนึ่งวันหลังจากอินเดียกับปากีสถานประกาศหยุดยิงเพื่อยุติสงครามแคชเมียร์ปี 1965 เสียที การอยู่ที่แคชเมียร์ถือเป็นช่วงแห่งความยุ่งยาก ส่วนการมาถึงนิวยอร์กถือเป็นช่วงแห่งการผ่อนคลาย ได้ชีวิตใหม่ และได้โอกาสสำหรับอนาคต

ฟารุกอาศัยในบรู้คลิน และหลังจากหายช็อคจากรถไฟใต้ดินและเสียงดังโครมครามนั้นแล้ว ก็เริ่มสังเกตบ้านหลังใหม่ และสิ่งที่ทำให้เขาประทับใจอเมริกาก็คือ:

ชาวอเมริกันเป็นคนที่ทำงานหนัก ซื่อตรง และหากคุณแน่จริงคุณก็จะมีโอกาสก้าวหน้า คนที่นี่ให้เกียรติผู้อื่น ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกันมากกว่าที่ผมเคยเห็นในแคชเมียร์ - ทั้งๆ ที่แคชเมียร์ก็มีคุณลักษณะเหล่านี้เช่นกัน ผมถึงได้ตระหนักว่าจริยธรรมเป็นหลักการสากล และที่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศของผู้อพยพ ความหลากหลายของที่นี่ทำให้อเมริกาเข้มแข็งและสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลกนี้ขึ้นมา แต่อเมริกาก็มิใช่จะไม่มีข้อผิดพลาด ที่ผมไม่เข้าใจเลยก็คือ การปฏิบัติต่อชาวผิวดำและชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ส่วนผู้หญิงก็โดนจำกัดสิทธิ์จนกระทั่งเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่อเมริกาก็เป็นประเทศที่ทุกคนมีความหวังเพราะหลักการพื้นฐานของประเทศนี้ที่มาจากการประกาศอิสรภาพ รัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะสิทธิพลเมือง และก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่ต้องอาศัยภายใต้เงาแห่งความเจ็บปวดจากความขัดแย้งทางการเมืองอีก

ที่แคชเมียร์ สมัยเรียนหนังสือ งานหลักของผมคือเล่นคริกเก็ตและเป็นกัปตันทีมคริกเก็ตและกีฬาชนิดอื่น ผมเรียนด้านวรรณกรรมอังกฤษและรัฐศาสตร์ เมื่อมาถึงเอ็นวายยู.หลังจากลงเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์และบัญชีไปอย่างละตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองถนัดการตลาดมากว่าเลยเลือกการตลาดเป็นวิชาเอก ส่วนความสำเร็จด้านอื่นของผมที่เอ็นวายยู.ก็คือ ผมได้ร่วมทีมคริกเก็ตของมหาวิทยาลัย และกลายเป็นกัปตันทีมภายในเวลาเพียง 6 เดือน

งานพาร์ทไทม์ชิ้นแรกของฟารุกเมื่อไปถึงนิวยอร์กคือที่โรงงานผลิตฝักบัวอาบน้ำ:

ผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเลย ตอนนั้นต้องไปขึ้นกับโฟร์แมน ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาก็ยื่นเช็คให้ผม พร้อมบอกว่า "วันจันทร์ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ" ผมก็ตอบไปว่า "โอเคครับ, แล้วผมจะมาในวันอังคาร" ผมใช้เวลาชั่วครู่ถึงได้ตระหนักว่าผมโดนไล่ออกจากงานนี่นา นั่นทำให้ผมผิดหวังมาก

จากนั้นผมเห็นโฆษณารับคนทำบัญชีที่โรงพิมพ์บนถนนเชิร์ชสตรีต ใกล้ๆ กับเอ็นวายยู. ผมก็เลยไปสมัคร พวกเขาถามผมว่าเคยทำบัญชีไหม ผมตอบว่า "แน่น้อนนน..." จากนั้นหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัทก็เอาสมุดบัญชีและเครื่องบวกเลขมาให้ บริษัทนี้มีหุ้นส่วนสองคน หุ้นส่วนหญิงที่อายุน้อยกว่าเป็นเลขาฯ ส่วนผู้ชายซึ่งสูงวัยกว่าเป็นผู้ดูแลงานพิมพ์ทั้งหมด เมื่อพักเที่ยงหุ้นส่วนผู้ชายออกไปกินข้าว หุ้นส่วนผู้หญิงเลยเดินตรงเข้ามาหาผม พร้อมถามว่า "เธอรู้เรื่องบัญชีบ้างหรือเปล่านี่?" จากนั้นเธอใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงสอนผม

ขณะกำลังเรียนที่เอ็นวายยู.และทำงานที่โรงพิมพ์ควบคู่ไปด้วย คุณปู่ผมซึ่งเป็นนักค้าวัตถุโบราณก็เดินทางมาเยี่ยม ท่านหอบงานหัตถกรรมแคชเมียร์มา 15 ตระกร้า รวมทั้งงานไม้แกะสลัก ท่านบอกวิธีการขายให้ผมแล้วค่อยส่งเงินไปให้ท่าน จากนั้นผมก่อตั้งบริษัทแคชเมียร์โพรดักส์ขึ้นที่อพาร์ทเม้นท์สตูดิโอห้องเดียวของผม ขายของล็อตแรกให้กับห้างบลูมิงเดลส์ (ห้างดังที่สุดของนิวยอร์ก) และร้านขายของที่ระลึกของสหประชาชาติ ผมขายเครื่องหัตถกรรมเป็นงานพาร์ทไทม์เกือบจะสิบปีเต็ม

ช่วงกลางวันฟารุกทำงานที่บริษัทการพิมพ์ ส่วนกลางคืนไปเรียนปริญญาโทที่คณะบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ) ของเอ็นวายยู.ซึ่งในปัจจุบันคือ สเติร์นบิสสิเนสสกูล โรงเรียนตั้งอยู่บนเชิร์ชสตรีทใกล้วอลล์สตรีทซึ่งส่งผลให้ในเวลาต่อมาฟารุกได้งานที่แบร์สเติร์นและที่รอธไชลด์ ซึ่งเขาบอกว่า "ผมโชคดีมากที่ได้เรียนรู้ด้านไฟแนนซ์และบริหารจากสถาบันที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้"

แต่งงาน

ผมรู้จักกับ 'ฟารีดา' ภรรยาของผมตอนเรียนมหาวิทยาลัยแคชเมียร์ ตอนนั้นเราเดทกันไม่ได้ เมื่อมาถึงนิวยอร์กผมก็เริ่มเขียนจดหมายถึงเธอ จากนั้นเราก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แต่เนื่องจากผมไม่มีเอกสารเดินทางที่จะกลับไปที่แคชเมียร์ได้ เราเลยแต่งงานกันทางโทรศัพท์ในปี 1968 ความจริงเราไม่ต้องการงานเลี้ยงขนาดใหญ่ แต่พ่อผมซึ่งขณะนั้นเดินทางกลับไปบ้านแล้วไม่ยอมท่าเดียว "เราจะมีงานฉลองแบบแคชเมียร์ที่ใหญ่สุดๆ เพราะลูกชายฉันจะแต่งงาน" งานแต่งงานผมก็เลยฉลองกัน 3-4 วันโดยไม่มีตัวผมซึ่งเป็นเจ้าบ่าวไปร่วมงาน ต่อมาอีกไม่กี่เดือนภรรยาผมก็เดินทางมาพำนักกับผมที่นิวยอร์ก

สู่โลกการทำงาน

การทำธุรกิจดูเหมือนจะเป็นทางเลือกของเด็กหนุ่มผู้ที่ต้องเป็นหัวหน้าตลอดกาล ตอนเล่นคริกเก็ตและฟุตบอลสมัยยังเป็นเยาวชน เขาเป็นกัปตันทีม เมื่อทำงานในบริษัทหลักทรัพย์หลังเรียนจบเอ็มบีเอ ฟารุกก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานบริษัทภายในเวลาอันรวดเร็ว

"ไม่สำคัญว่าจะทำอะไร ผมจะมองทุกอย่างเป็นทีม ซึ่งต้องมีผู้นำทั้งนั้น" ฟารุกกล่าว

เมื่อจบปริญญาโทเอ็มบีเอจากเอ็นวายยู. เขาได้งานที่แบร์สเติร์นส์ ต่อมาย้ายไปที่บริษัทหลักทรัพย์นิวคอร์ต ซึ่งปัจจุบันคือรอธไชลด์ เป็นบริษัทวาณิชธนกิจ

ที่รอธไชลด์ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของฟารุกรู้จักกับแนท แอนเซล ประธานบริษัทเฟอร์นิเจอร์อีธาน เอลเลน แนทสนใจผ้าทอแคชเมียร์มาก ฟารุกเล่าว่า:

ปี 1973 แนทชวนผมไปทำงานกับเขา ผมบอกเขาว่า "ผมว่าเราเป็นหุ้นส่วนกันดีกว่ามั้ย?" ผมตั้งชื่อบริษัทร่วมทุนของผมกับอีธานเอลเลนว่า KEA International มาจากคำว่า 'คัธวารี อีธาน เอลเลน' เอานามสกุลผมมารวมกับอีธานเอลเลน จากนั้นเราก็เริ่มผลิตโคมไฟและของตกแต่งบ้านส่งให้อีธานเอลเลน

ต่อมาเมื่อแนทชวนผมไปทำงานกับเขาอีกครั้ง ผมก็บอกว่า มีเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ผมจะไปทำงานที่นั่น คือผมต้องเป็นประธานบริษัทอีธานเอลเลนแทนแนทไง!

จากซัพพลายเออร์สู่ซีอีโอ

ปี 1980 บริษัท KEA กับอีธานเอลเลนประกาศรวมบริษัท ฟารุกเข้าร่วมงานกับอีธานเอลเลน ปี 1985 เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัท ปี 1988 เป็นประธานบอร์ดและซีอีโอ ปี 1989 ฟารุกตั้งกลุ่มเพื่อเข้าซื้อกิจการอีธานเอลเลน และนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1993

ช่วง 20 ปีหลังมานี้ผมเป็นผู้บังเหียนบริษัทอีธาน เอลเลน บริษัทผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อคลาสสิกของอเมริกา ปีนี้อีธานเอลเลนจะฉลองครบรอบ 75 ปี บริษัทเราเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งให้กับผู้จำหน่ายอิสระ เมื่อผมก้าวเข้ามาเป็นผู้นำบริษัทในช่วงทศวรรษ 1980 อีธานเอลเลนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องปรับปรุงการตลาดและการผลิตทั้งหมด ผมต้องเปลี่ยนภาพพจน์ของบริษัท แต่เป็นธรรมดาที่บรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ จะพึงพอใจกับสถานะของตัวเองจนไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกแล้ว

หนึ่งในความท้าทายเรื่องแรกๆ ของฟารุกก็คือต้องให้ดีลเลอร์ของอีธานเอลเลนทั่วสหรัฐฯ ซื้อสินค้าในราคาเท่ากันหมดไม่ว่าสโตร์ของพวกเขาจะตั้งอยู่ใกล้หรือไกลจากโรงงานผลิตที่รัฐเวอร์มอนต์และนอร์ธแคโรไลนา ในตอนนั้นดีลเลอร์แถบเวสต์โคสต์ต้องซื้อของในราคาที่สูงกว่าดีลเลอร์ทางอีสต์โคสต์ 10% หรือมากกว่า นโยบายของฟารุกทำให้บรรดาดีลเลอร์แถบอีสต์โคสต์ไม่ได้เปรียบด้านราคาอีกต่อไป พวกเขาจึงเรียกประชุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย

ฟารุกนั่งฟังความเห็นของบรรดาดีลเลอร์พักหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ผมเป็นคนบริหารบริษัทนี้, ไม่ใช่พวกคุณ!"

จากนั้นก็ตามติดมาด้วยการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีก รวมไปถึงการโน้มน้าวให้ดีลเลอร์ขายเฉพาะเฟอร์นิเจอร์อีธานเอลเลนเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าอีธานเอลเลนต้องขยายสไตล์เฟอร์นิเจอร์ของบริษัทและต้องลดราคากระหน่ำปีละสองครั้ง โละของในร้านออก 70%

ช่วงปี 1986-89 ผู้บริหารบริษัทร้อยละ 90 ลาออก "ผมจำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร" ฟารุกบอก

ที่สำนักงาน ฟารุกทักทายพนักงานทุกคนด้วยชื่อแรก (ไม่เรียกนามสกุลเหมือนคนทั่วไป) เขาเพิ่งจัดงานฉลองวันเกิดให้ รูธ แอชบีย์ ตัวแทนบริการลูกค้าวัย 92 ปี

แม้ฟารุกจะเป็นคนดื้อรั้น แต่กลับทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีมาก ตัวอย่างเช่น ช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมื่ออีธานเอลเลนตัดสินใจจะปิดโรงงานที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่บีชเชอร์ฟอลส์ รัฐเวอร์มอนต์ ปรากฎว่าโฮเวิร์ดดีน ผู้ว่าการรัฐขอนัดพบฟารุกทันที เพราะโรงงานของอีธานเอลเลนเป็นโรงงานแห่งเดียวของแถบนั้น (หากปิดโรงงานจะมีคนตกงานเยอะ) ทางรัฐเวอร์มอนต์เสนอภาษีและค่าไฟฟ้าอัตราพิเศษแก่อีธานเอลเลนเพื่อให้โรงงานอยู่ต่อไป ผู้ว่าฯ โฮเวิร์ดดีน "รู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่ง" ที่ฟารุกไม่เหมือนผู้นำบริษัทอื่นๆ ที่มักจะ "ปิดโรงงานแล้วย้ายไปตั้งที่อื่น"

"เขาเป็นคนดื้อรั้น แต่ก็ซื่อสัตย์ยุติธรรมและโอบอ้อมอารีมากๆ ในการเจรจา" โฮเวิร์ดกล่าว ปัจจุบันเขาเป็นผู้อำนวยการเดโมแครตระดับชาติ "ฟารุกมีข้อสรุปชัดเจนแต่เป็นคนง่ายๆ ในการเจรจา เรียกได้ว่าเป็นคนที่ทุกอย่างสรุปกันบนโต๊ะเจรจานั่นเอง"

อิสลาม

ฟารุกบรรยายเรื่องโลกาภิวัฒน์ที่เอ็นวายยู.เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2007:

เรามีอีกหัวข้อหนึ่งที่ต้องเผชิญ นั่นก็คือ ความรู้สึกว่ามีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับศาสนาอิสลาม ทฤษฎีความขัดแย้งนี้มีพื้นฐานมาจากสมมติฐานของบางคนที่ว่าคุณลักษณะจูโด (ยิว) - คริสเตียน กับคุณลักษณะอิสลามเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ต้องเข้าใจว่าความเชื่อนี้เกิดขึ้นกับทั้งคนที่ไม่ใช่มุสลิมและคนที่เป็นมุสลิมเอง สมมติฐานเรื่องความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลหลายประการ

ข้อแรกสุด ศาสนาอิสลามเป็นส่วนต่อเนื่องของคำสอนที่มาจากจูดายและศาสนาคริสต์ อิสลามคือศาสนาที่สามของโลกตะวันตกในบรรดาศาสนาอับราฮัมมิก

ข้อที่สอง เราไม่ควรเมินเฉยกับนักการเมืองที่ปลุกระดมความรู้สึก "เราต่อกรกับพวกเขา" จะเห็นว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือของการกระทำที่ป่าเถื่อนหลายครั้ง - รวมไปถึงการค้าทาส การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการล่าเมืองขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าการโปรโมท 'อิสลาม' ว่าเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ 'โลกตะวันตก' นั้น เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่นำใช้บิดเบือนความจริงได้ง่ายที่สุด ผมว่าเราทุกคนต้องปฏิเสธทัศนะที่ว่าอิสลามไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยและกฎหมาย เพราะความจริงก็คือหลักการอิสลามนั้นสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาอันยิ่งใหญ่นี้

ผมขออ้างถึงคุณลักษณะทั่วไปอย่างความเมตตา การบริจาคทาน ความยุติธรรมในสังคม อาศัยอย่างสงบและสันติกับบุคคลอื่นในโลกนี้ และการใช้หลักตรรกะเหตุผล ผมว่าคนทั้งโลกต่างก็ต้องการให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองดีขึ้น อาศัยภายใต้ธรรมาภิบาล เมื่อคนยิ่งได้รับข่าวสารมากขึ้น ความต้องการเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ทำงานเพื่อแคชเมียร์บ้านเกิด

หากไม่อยู่ที่แมนชั่นในลองไอส์แลนด์แล้ว ฟารุกจะอยู่ที่ฟาร์มแอปเปิ้ลขนาด 200 เอเคอร์ในลิฟวิงสตัน นิวยอร์ก ที่นี่เองที่องค์กรกลุ่มศึกษาแคชเมียร์ (Kashmir Study Group) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 1996 และผลิตสิ่งที่เรียกว่า 'ข้อเสนอลิฟวิงสตัน' ออกมา เซ็นกันในปี 1998 โดยกลุ่มของอดีตนักการฑูต นักวิชาการ และนักการเมืองสหรัฐฯ เป็นเค้าโครงการถกระหว่างตัวแทนของอินเดียและปากีสถานเกี่ยวกับอำนาจเหนือภูมิภาคแคชเมียร์

ฟารุกบอกว่าผลงานชิ้นนี้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นหลังจากสูญเสียลูกชายคนโตวัย 19 ปี 'อิรฟาน คัธวารี' ไปในปี 1992 ที่อัฟกานิสถาน อิรฟานซึ่งเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีอเมริกันอย่างฟารุก เกิดและเติบโตในอเมริกา เป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย แต่เสียชีวิตที่อัฟกานิสถานในฐานะนักรบมุจาฮิดีน!!!

นอกจากนี้ฟารุกและฟารีดาผู้ภรรยาได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กร Funkar International เพื่อโปรโมทดนตรีคลาสสิกของแคชเมียร์

งานการกุศล

งานการกุศลของฟารุก:

· ประธาน National Retail Federation,

· ประธาน Refugees International,

· ประธาน Kashmir Study Group,

· สมาชิก Council on Foreign Relations,

· ทรัสตี World Conference of Religions for Peace,

· ทรัสตี Freedom House,

· ผู้อำนวยการ Henry L. Stimson Center,

· ผู้อำนวยการ Institute for the Study of Diplomacy at Georgetown University,

· ผู้อำนวยการ Dialogues: Islamic World-U.S.-The West at New York University,

· สมาชิก Mahatma Gandhi Center for Global Nonviolence Advisory Board,

· สมาชิก American Committees on Foreign Relations' Board of Distinguished Advisors,

· ผู้อำนวยการ American Home Furnishings Alliance

รางวัลแห่งชีวิต

ฟารุกได้รับรางวัลมากมาย อาทิ:

  • "Outstanding American by Choice Award" by the United States Government;
  • "Spirit of Asian American Award" from the Asian American Federation of New York;
  • EPIIC Global Citizenship Award from Tufts University; Eleanor Roosevelt Val-Kill Medal; Honoree from the International Center in New York;
  • "National Human Relations Award" by the American Jewish Committee;
  • "American Muslim Recognition Awards" by several organizations; Worth Magazine Recognition of one of 50 Best CEO's in USA;
  • the National Retail Federation Gold Medal;
  • recipient of the International First Freedom Award from the Council for America's First Freedom,
  • Ernst & Young's Entrepreneur of the Year Award and the Anti-Defamation League's Humanitarian Award

ที่มา: http://www.farooqkathwari.com/

http://www.ethanallen.com/ea/com.ethanallen.ecom.HomePageServlet

Lessons From the Mountain. The New York Times: USA. 26 December 2004.

CEO Profile: Ethan Allen's Kathwari was always a leader. USA Today: USA. 25 June 2007.

Islamic Ethical Princples and Globalization: A Path to Partnership Between America and the Islamic World. Remarks by Farooq Kathwari. Lecture organized by: The Center for Dialogues: Islamic World-U.S.-The West and the Stern School of Business. New York, NY, USA. 27 February 2007.

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 2 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com