Home > อาห์เมด ฟาฮูร์

ทั้งรวย ทั้งเก่ง ซีอีโอธนาคารเนชั่นแนลออสเตรเลีย

อาห์เมด ฟาฮูร์ ซีอีโอ (CEO ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ของธนาคารเนชั่ลแนลออสเตรเลีย หรือ NAB

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ออสเตรเลีย - อาห์เมด ฟาฮูร์ มักบอกพนักงานแบงก์เสมอว่า: เมตตาต่อพนักงานทำความสะอาดหน่อย

ก็อาห์เมดเป็นลูกชายของพนักงานทำความสะอาดนะสิ

สมัยยังเป็นเด็ก หลังเลิกเรียนอาห์เมดเคยไปช่วยพ่อทำความสะอาดสาขาของธนาคารเนชั่ลแนลออสเตรเลีย หรือ NAB (National Australia Bank)

วันนี้ในวัย 40 ปี อาห์เมดกลับมายัง NAB อีกครั้ง - แต่หนนี้ในฐานะซีอีโอ (CEO ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ของธนาคาร แบงก์จ่ายค่าตัวเขาแค่ปีละ...280 ล้านบาท (NAB เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย และใหญ่อันดับ 28 ของโลก และเอ้อ...ราคาค่าจ้างนี้อาห์เมดบอกว่าต่ำกว่าที่เขาได้รับที่ซิตี้แบงก์ นิวยอร์ก ตั้ง 40% แน่ะ เฮ้อ!!!!)

เขาถูกมองว่าเป็นตัวแบบของเด็กออสเตรเลีย มิใช่เพราะความสำเร็จในอาชีพการงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเขาทำได้อย่างไรกันในฐานะมุสลิมที่ฟันฝ่าในอาชีพการงานขึ้นมาได้ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่ภาพลักษณ์ของศาสนาเขาแย่มากๆ

แม้จนกระทั่งทุกวันนี้ อาห์เมดแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องศรัทธาในศาสนาของเขาเลย แม้อาห์เมดไม่เคยปิดบัง (ทั้งชื่อ-นามสกุลก็บอกโต้งๆ) แต่รู้สึกว่าไม่เห็นต้องพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะ เขาต้องการให้คนทั้งหลายตัดสินเขาจากฝีมือในการทำงานมากกว่า

พ่อแม่ของอาห์เมดเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด แต่อาห์เมดบอกว่าพ่อเขาเป็นแฟนตัวยงของทีมฟุตบอลคาร์ลตัน ส่วนตัวเขาเองก็แต่งงานกับสาวออสเตรเลียนเชื้อสายอังกฤษ-ไอริช, ชื่อ ดิออนนี

เขาละหมาดเป็นประจำ แต่มิได้รู้สึกว่าโลกจะแตกหากขาดละหมาดไปบ้าง ช่างต่างจากพ่อของเขาลิบลับ

"มีคุณลักษณะที่ดีมากมายในอิสลาม - ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และการต้องช่วยเหลือผู้อื่น - ซึ่งล้วนสอดคล้องกับคุณลักษณะของชาวออสเตรเลียน" อาห์เมดกล่าว

"ดังนั้นหากชาวมุสลิมคนใดคิดว่าการอาศัยในออสเตรเลียมีปัญหาละก็ อย่าคาดหวังให้ประเทศออสเตรเลียเปลี่ยน แต่ตัวคุณเองต่างหากที่ต้องเปลี่ยนแปลง อัล-กุรอานบอกไว้ว่าไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในประเทศใด คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศนั้น"

อาห์เมดเป็นผลิตผลชั้นยอดของชาวเลบานอนอพยพ เขาใกล้ชิดทั้งพ่อและแม่ แต่อาห์เมดบอกว่าแม่เขาคือเบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่างในทุกวันนี้

ตอนพ่อเขาประสบอุบัติเหตุรถยนต์ขั้นรุนแรง แม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้ง 8 คน เธอมักสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าให้ลูกชายเธอประสบความสำเร็จ ดังนั้นเมื่ออาห์เมดบอกว่า 'จงปฏิบัติดีกับพ่อแม่' เขาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ หลังอุบัติเหตุของพ่อเขาครั้งนั้นทำให้ทั้งครอบครัวต้องหันหน้าเข้าหากัน

"ผมอยากให้ผู้คนเห็นว่าระบบทุกวันนี้มิได้หยุดยั้งความก้าวหน้าของใคร" เขากล่าว "หากคุณลืมตาดูและมองไปรอบๆ คุณจะเห็นว่ามีโอกาสอยู่ทั่วไป"

เขามิได้มองว่าตัวเองต้องมาบรรยายเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการศาสนาที่เชี่ยวชาญดีกว่า" แต่อาห์เมดเชื่อว่าผู้หญิงเป็นเป้าหมายต่อภาวะการณ์แอนตี้มุสลิมมากกว่าผู้ชาย แต่อย่าไปซีเรียสมากนัก เพราะไม่งั้นตัวเองก็จะไม่มีความสุขและอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว

"ก็มีอคติบ้างแหละ แต่ก็มีบางกรณีเหมือนกันที่คุณไม่โดนอคติจริงไหม แล้วคุณคิดว่าตัวเองควรจะมองโลกแบบไหนล่ะ? เมื่อเห็นแก้วมีน้ำแค่ครึ่งใบ คุณก็ต้องเอาประโยชน์จากตรงนั้นให้ได้ ผมมักบอกใครๆ ว่า 'คุณอาจจะกังวลต่อความอยุติธรรมต่อตัวคุณที่ทำให้คุณเสียเวลาไปทั้งวัน ทั้งเดือน หรือทั้งปี และก็จบชีวิตอย่างผู้ผิดหวัง หรือจะหันมาผชิญกับมันอย่างทำใจได้ ด้วยทัศนคติทางบวก' ชีวิตคือการต่อสู้ สิ่งที่ทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นก็คือคุณจัดการกับปัญหาได้อย่างไรต่างหาก"

สำหรับอาห์เมดแล้ว ความหลากหลายในที่ทำงานมิใช่เรื่องยุ่งยาก เพราะนั่นคือบรรยากาศของธุรกิจจริงๆ

"บริษัททั้งหลายเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าความสามารถที่หลากหลายเป็นประโยชน์ให้กับองค์กรอย่างมาก ดังนั้นที่ผมมองก็คือการที่แบงก์จ้างคนอย่างผมมาเป็นซีอีโอที่นี่ก็เพราะแบงก์มองเห็นสิ่งนี้นะสิ"

อาห์เมดบอกว่าเขาไมได้มองไปไกลจากตรงนี้มากนักเมื่อสัญญาจ้างของเขากับแบงก์หมดลง ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็ไม่เห็นต้องกังวลสักนิดเมื่อนึกถึงว่าแบงก์จ้างเขาเดือนละตั้ง 20 กว่าล้านบาท แต่อาห์เมดมิได้คิดว่าเมื่อร่ำรวยแล้วไม่ต้องทำอะไร เขาบอกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องคืนกำไรสู่สังคม

แล้วอาห์เมดมองเห็นความแปลกแยกของอิสลามกับธนาคารพาณิชย์ไหม? เพราะเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยซึ่งอิสลามห้ามเด็ดขาด "ธุรกิจเกือบทั้งโลกในตอนนี้ใช้บริการธนาคารพาณิชย์ทั้งนั้น นี่คือวิถีการดำเนินธุรกิจที่นี่" อาห์เมดกล่าว "สิ่งที่ผมพยายามจะทำคือหาหนทางให้แบงก์เข้าสู่ทุกส่วนของชุมชน"

อาห์เมดอาศัยในซิดนีย์ แต่บอกว่าชอบเมลเบิร์นที่เขาเติบโตมามากกว่า เพราะที่นั่น "กลมกลืนกันดี" อย่างงานก่อนหน้านี้ที่เขาต้องอยู่ในนิวยอร์ก (อาห์เมดทำงานที่ซิตี้แบงก์ สาขานิวยอร์ก ก่อนโดน NAB ซื้อตัวกลับมาออสเตรเลีย) - เขากำลังอยู่ในรถไฟใต้ดินตอนเครื่องบินถล่มเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปี 2001 เขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกแบ่งแยกที่ออกมาเป็น "พวกเขาและพวกเรา" ซึ่งเป็นผลของ 9/11 ซึ่งทำให้อาห์เมดกังวลนิดหน่อย: เขาเริ่มเข้าใจก่อนจะปักธงชาติอเมริกันไว้หน้าบ้าน

ท้ายที่สุด อาห์เมดรู้สึกทนไม่ได้กับอากาศหนาวจัดของนิวยอร์ก คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง และอยากให้ลูกๆ ทั้ง 4 คน (ทั้งหมดอายุต่ำกว่า 12 ปี) ได้เติบโตในออสเตรเลีย - ประเทศที่เขาบอกว่าไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย.

ที่มา: SMH

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 6 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com