Home > ดร.ฟิเดลมา โอ เลียรี

ดร.ฟิเดลมา โอ'เลียรี

ฟิเดลมา, หลังกลับจากทำฮัจย์, กำลังเล่าประสบการณ์ในเมกกะให้ลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยฟัง

ดร.ฟิเดลมา โอ'เลียรี

Dr. Fidelma O'Leary

ค.ศ.1958-

 

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ดร.ฟิเดลมา โอ'เลียรี เป็นศาสตราจารย์ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเซนต์เอ็ดเวิร์ด ออสติน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์สตรีผิวขาว ผมบลอนด์ ผู้เกิดและเติบโตในไอร์แลนด์ ในครอบครัวคาทอลิกเคร่งศาสนา และเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยในไอร์แลนด์

"ฉันไม่ได้เกิดในร่มเงาแห่งอิสลาม แต่ฉันเลือกอิสลามเป็นทางนำของชีวิต" เธอกล่าว

ก่อนอ่านเรื่องราวของเธออยากให้ทุกคนได้ดูวีดิโอการทำฮัจย์ของเธอเมื่อปี 2002 ก่อน สารคดีชุดนี้ผลิตโดย National Geographic หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ได้ไม่นาน ซึ่งตอนนั้นดร.ฟิเดลมารู้สึกว่าเธอควรออกมายืนอยู่แถวหน้าเพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นความจริงแห่งอิสลาม สารคดีชุดนี้เป็นเรื่องราวการทำฮัจย์ของฮุจยาต 3 คน ได้แก่ นักธุรกิจชาวมาเลเซีย, ชาวผิวดำจากอาฟริกาใต้, และ ดร.ฟิเดลมา สตรีอเมริกันผิวขาว ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า เธอสวย น่ารัก และยิ้มสวยมาก มีลักยิ้มเก๋ไก๋ ในขณะที่รูปถ่ายที่หามาได้ไม่สวยเท่าในวีดิโอ:

จาก Youtube:

จาก Google: http://video.google.com/videoplay?docid=-797266757108756953

 

"อิสลามเป็นพัฒนาการทางความเชื่อที่ฉันประสบ อิสลามเข้ากันได้ดีกับฉัน และฉันก็รู้สึกถึงความสงบและสันติภายในใจกับศาสนาของฉัน" เธอกล่าวกับผู้ฟังในห้องประชุม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายของเธอใน "จิฮาดของสตรีอเมริกัน" (An American Woman's Jihad) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2005

"แต่เป็นการเดินทางที่ยาวนาน และต่อสู้เพื่อสละความต้องการของฉันเพื่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ฉันถูกเลี้ยงดูมาในสิ่งแวดล้อมที่บอกว่าห้ามสงสัยเกี่ยวกับศาสนา แต่ตอนนั้นฉันเป็นวัยรุ่น ฉันก็ต้องเป็นกบฏต่อกฎต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กวัยนั้น ฉันเริ่มคิด เริ่มสงสัย"

ตอนเรียนปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยไอร์แลนด์ (National University of Ireland) เธอตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนาของเธอ "ฉันฟังรายการวิทยุของคอลลินส์ มีคนโทร.เข้าไปถามในรายการว่า 'ผมไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้เท่าไหร่ คือ...ก็ในเมื่อจีซัส (พระเยซู) เป็นพระเจ้า แล้วทำไมท่านถึงสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้าล่ะ'"

(หมายเหตุ: คริสเตียนเชื่อในตรีเอกานุภาพ พระเจ้าประกอบด้วย 3 ส่วนคือ พระบิดา (พระเจ้า), พระบุตร (พระเยซู หรือในอิสลามคือ นบีอีซา), และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Holy Spirit) ในขณะที่มุสลิมเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวคือ อัลลอฮ และเชื่อว่าพระเยซู หรือ นบีอีซา เป็นศาสนฑูตของพระเจ้า มิใช่พระเจ้า)   

จากนั้นเธอเริ่มศึกษาศาสนาต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบ เธอได้อ่านอัล-กุรอาน ที่เพื่อนมอบให้ และก็ยอมจำนนต่อพระวจนะในอัล-กุรอานโดยสิ้นเชิง

"มีความสวยงามอยู่ในทุกศาสนา แต่อิสลามเป็นหนทางที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน" เธออธิบาย "เมื่อฉันได้อ่านอัล-กุรอาน ทุกๆ อย่างเป็นหนึ่งเดียว มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว, มนุษยชาติเดียว, และข่าวสารหนึ่งเดียวเท่านั้น" (อิสลาม: 'ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์)

แม้การค้นพบอิสลามของเธอช่างง่ายดาย ฟิเดลมากลับพบว่าการเปลี่ยนศาสนานั้นยากยิ่ง พ่อแม่ของเธอเป็นคาทอลิกเคร่งศาสนา ทั้งสองไม่ยินดีกับการที่เธอหันมารับอิสลาม "นั่นคือจิฮาดแรกและการต่อสู้อย่างอดทนครั้งแรกในฐานะมุสลิมของฉัน" เธอบอก

ในอิสลาม จิฮาด หมายถึง การต่อสู้, ต่อสู้กับภายในจิตใจเพื่อปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นและอดทนต่อความยากลำบาก

และผ่านไป 20 ปีเศษ พ่อแม่เธอเคยชินกับการที่เธอเป็นมุสลิมแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้เปลี่ยนศาสนา

หลังจบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไอร์แลนด์ เธอย้ายมาสหรัฐฯ ศึกษาต่อปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองฮิวสตัน, รัฐเท็กซัส

ดร.ฟิเดลมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเสรีภาพแห่งศรัทธา (Freedom of Faith Foundation), องค์กรด้านการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา

เธอหย่าขาดจากสามีในปี 1994 ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคน ลูกชายชื่อ ยูซุฟ, อายุ 26 ปี, และลูกสาวชื่อ ซาราห์, อายุ 24 ปี, ทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูมาแบบเด็กมุสลิม

เมื่อถูกถามความเห็นในฐานะนักวิทยาศาสตร์และผู้อยู่ใต้ร่มเงาศาสนา ดร.ฟิเดลมาตอบว่า "ฉันคิดว่า ความรู้และปัญญาทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ พวกเรานักวิทยาศาสตร์เพียงแค่พยายามค้นหาออกมาเท่านั้น ฉันไม่เห็นความขัดแย้งในเรื่องนี้เลย"

เธอกล่าวถึงการเป็นพรีเซ็นเตอร์ในสารคดีฮัจย์ของ National Geographic ว่า "พิธีฮัจย์เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ฉันรู้สึกว่าการต้องถูกจับตาโดยกล้องตลอดเวลาทำให้วอกแวกได้ แต่เพราะอิสลามถูกเข้าใจผิดและถูกบิดเบือนอย่างมากแล้ว ฉันเลยต้องยอมใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์" เธอกล่าว

ตอนขอวีซ่าทำฮัจย์ เธอต้องมีใบรับรองการเป็นมุสลิมจากมัสยิดในเท็กซัส และลูกชายของเธอต้องเขียนหนังสืออนุญาตให้เธอไปทำฮัจย์ได้

"ไม่มีใครยอมทนมาใช้ชีวิตร้อนระอุกลางทะเลทรายร่วมกับมนุษย์อีก 3 ล้านคนหรอก หากไม่ใช่ทำเพื่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" เธอกล่าวในสารคดีชุดนี้ มุสลิมทุกคนยอมอดทนกับความยากลำบากเพื่อเดินตามรอยเท้าของศาสนฑูตอิบรอฮีม (อับราฮัม) และมุฮัมหมัดในพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้

"ฉันละหมาดหันมาทางกะบะฮ์วันละ 5 เวลา...ปีแล้ว...ปีเล่า" เธอกล่าว "และนี่...ไม่อยากเชื่อเลย...ไม่น่าเชื่อเลย...ตอนนี้ฉันมายืนอยู่ตรงหน้ากะบะฮ์แล้ว ช่างเป็นความตื่นเต้นและเป็นความรู้สึกที่วิเศษสุดในชีวิต"

และนาทีที่เธอยืนอยู่บนเนินเขาอาราฟัต "ฉันพบว่าตัวเองได้มายืนสารภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่ง" ดร.ฟิเดลมาหวนนึกถึงการสารภาพบาปสมัยเป็นคาทอลิก

เธอบอกว่า สารคดีชุดนี้ท้าทายต่อภาพพจน์ที่คนทั่วไปมีต่อชาวมุสลิม และทำให้หลายๆ คนหันมาคำนึงถึงศาสนา

"ต่อไปจะมีฮุจยาตผมสีทอง ตาสีเขียวมาที่นี่กันมากมาย ทั้งมุสลิมตาสีฟ้าจากอังกฤษ มุสลิมผมแดงจากอเมริกา จะมีหลากหลายแบบนี้มากมายขึ้นเรื่อยๆ, ฉันคิดงี้นะ"

และดร.ฟิเดลมาก็ตั้งใจว่าจะกลับไปยี่ยม 'บ้านของอัลลอฮ' อีกครั้งในปี 2008.

 

อ่านเพิ่มเติม ถอดความจากคลิปวีดิโอดร.ฟิเดลมา:

http://www.newmuslimthailand.com/main/thirdpage.php?style=preview&spv=42&tpv=1062

 

ดร.ฟิเดลมา โอ'เลียรี

Dr. Fidelma A. O'Leary

School of Natural Sciences: Biology

Office: Fleck Hall 212

Phone: 512-416-5893

E-mail: fidelmao@admin.stedwards.edu

 

St. Edward's University

3001 South Congress Avenue

Austin, Texas 78704

512-448-8400

 

อ้างอิง: http://studentorgs.utexas.edu/idsa/events/2005/insidemecca/index.htm

http://www.stedwards.edu/science/biology/people/oleary.html

http://www.cair-austin.org/calendar/2003_10/21a.htm

 

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 2 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com