Home > ยูซุฟ เอสเตส

ยูซุฟสุดหล่อสมัยหนุ่มๆ

ยูซุฟเทศน์ทางทีวี

ยูซุฟและพ่อหลังรับอิสลาม

ยูซุฟ เอสเตส (สคิพ เอสเตส)

Yusuf Estes (Skip Estes)

ค.ศ.1944 -

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

หลายคนถามผมว่า เคยมีนักบวชและมิชชันนารีในคริสตศาสนาหันไปรับอิสลามบ้างไหม โดยเฉพาะท่ามกลางข่าวไม่ดีทั้งหลายเกี่ยวกับอิสลามและมุสลิมที่เรารับทราบจากสื่อมวลชนทุกวันๆ

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่อยากรู้เรื่องนี้ และยินดีเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของผม ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

มิชชันนารีคริสเตียน

ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคริสเตียนที่เคร่งครัดในแถบมิดเวสต์ ครอบครัวของผมและบรรพบุรุษเป็นผู้สร้างโบสถ์และโรงเรียนแถบนี้เยอะแยะมากมาย และเราเป็นตระกูลแรกที่อพยพมาอยู่แถบนี้อีกด้วย ปี 1949 ผมกำลังอยู่ชั้นประถม ครอบครัวผมย้ายไปอยู่ที่เมืองฮิวสตัน เท็กซัส เราเข้าโบสถ์ตลอด ผมเข้าพิธีรับศีลตอนอายุ 12 ปี ที่เมืองพาซาดีน่า เท็กซัส ตอนวัยรุ่นผมอยากไปโบสถ์อื่นๆ อีก อยากรู้ว่าเขาสอนอะไรกันบ้าง ผมเป็นคนกระหายอยากรู้เรื่อง 'กอสเปล' หรือที่เราเรียกว่า 'ข่าวดี' ที่สุด และผมก็มิได้จบแค่นั้น ผมยังศึกษาศาสนาอื่นอีกเช่น ฮินดู จูดาย พุทธ เมตะฟิสิกส์ แต่มีเพียงศาสนาเดียวที่ผมไม่เคยศึกษาเลยคือ 'อิสลาม' ทำไมนะเหรอ? อืม...เป็นคำถามที่ดีมาก

ผมสนใจดนตรีหลากหลายแบบ โดยเฉพาะกอสเปลและดนตรีคลาสสิก ครอบครัวของผมเคร่งศาสนาและชอบดนตรี ผมก็ชอบตามทั้งสองอย่าง ผมเลยเป็นเป็นมิชชันนารีด้านดนตรีในหลายๆ โบสถ์ ปี 1960 ผมเริ่มสอนคีย์บอร์ด ปี 1963 ผมเป็นเจ้าของสตูดิโอชื่อ 'Estes Music Studios' ในเมืองลอเรล รัฐแมรี่แลนด์

ตลอด 30 ปีถัดจากนั้น พ่อและผมทำธุรกิจด้วยกันตลอด เรามีทั้งรายการบันเทิง โชว์และอื่นๆ เราเปิดร้านขายเปียนโน ออร์แกน ตลอดทางจากเท็กซัสและโอกลาโฮมาไปจนถึงฟลอริด้า ช่วงนั้นผมทำเงินได้นับล้านๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคำถามในใจอยู่ตลอดเวลา: "พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาทำไม?" "พระเจ้าต้องการให้ผมทำอะไร?" หรือ "ใครคือพระเจ้า?" และ "ทำไมลูกหลานของอาดัมต้องรับบาปของเขาและต้องถูกลงโทษตลอดไป" แต่หากคุณถามคำถามนี้กับใคร อาจถูกบอกว่าจงเชื่อโดยไม่ต้องถาม หรือมันคือ 'เรื่องลึกลับ' ที่คุณไม่ควรถาม

จากนั้นก็เรื่อง 'ตรีเอกานุภาพ' มิชชันนารีและบรรดานักเทศน์ตอบได้ไหมว่า 'หนึ่ง' น่ะกลายเป็น 'สาม' ได้ไง หรือพระเจ้า, ผู้ทำอะไรทุกอย่างได้ตามพระประสงค์ กลับไม่สามารถยกบาปให้มนุษย์ได้ แต่พระองค์ต้องลงมายังโลก กลายเป็นมนุษย์ แล้วยอมรับบาปเพื่อมวลมนุษย์แทน 

แล้วมาวันหนึ่งในปี 1991 ผมมารับรู้ว่ามุสลิมก็เชื่อในไบเบิลเช่นเดียวกัน ผมช็อคซีนีม่านะสิ! เป็นไปได้ไง?? แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด พวกมุสลิมเชื่อว่าพระเยซู:

  1. เป็นศาสนทูตที่แท้จริงของพระเจ้า
  2. เป็นศาสดา
  3. ถือกำเนิดอย่างบริสุทธิ์
  4. เป็น 'ไครส์" หรือ เมสสิอาห์ ที่ทำนายไว้ในไบเบิล
  5. กำลังสถิตอยู่กับพระเจ้าในขณะนี้
  6. ข้อนี้สำคัญที่สุด, ท่านจะกลับมายังโลกมนุษย์ในวันสิ้นโลก และเป็นผู้นำของเหล่าผู้ศรัทธาต่อสู้กับพวก 'แอนตี้ไครส์'

นี่มันเกินไปแล้วสำหรับผม โดยเฉพาะมิชชันนารีทั้งหลายที่ผมเคยร่วมเดินทางเผยแพร่ด้วย ต่างก็เกลียดพวกมุสลิมและศาสนาอิสลามอย่างเข้ากระดูกดำ แถมบางคนยังโกหกเพื่อให้ผู้คนเกลียดกลัวอิสลาม แล้วทำไมผมต้องไปยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านี้ล่ะ?

เจอมุสลิมคนแรก

พ่อผมเป็นคนสนับสนุนงานของโบสถ์ตัวยงทีเดียว โดยเฉพาะโปรแกรมโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์ พ่อและแม่เลี้ยงผมรู้จักกับนักเทศน์ทางทีวีเยอะแยะ ทั้งสองเป็นผู้สนับสนุน Jimmy Swaggart, Jim and Tammy Fae Bakker, Jerry Fallwell, John Haggi และ...ศัตรูเบอร์หนึ่งของอิสลามในสหรัฐอเมริกา...แพต โรเบิร์ตสัน (Pat Robertson)

พ่อกับแม่เลี้ยงผมทำงานด้วยกัน ส่วนใหญ่ทำเทปเพลงเกี่ยวกับศาสนา ส่งให้คนในสถานดูแลผู้สูงอายุหรือโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ต่อมาในปี 1991 เขาเริ่มติดต่อธุรกิจกับชาวอียิปต์ พ่อบอกว่าชาวอียิปต์คนนั้นต้องการพบผม คือผมฟังตอนแรกก็รู้สึกใช้ได้นะ ดูอินเตอร์ดี ผมนึกถึง ปิรามิด สฟิงซ์ แม่น้ำไนล์ อะไรทำนองนั้น แต่พ่อดันบอกต่อว่า ผู้ชายคนนี้เป็น 'มุสลิม'!!! ผมละแทบไม่เชื่อหู 'ชาวมุสลิม?' ไม่มีทางซะละ ผมบอกพ่อเรื่องเลวๆ ที่ผมเคยได้ยินเกี่ยวกับคนพวกนี้ โห...พวกเขาน่ะ พวกก่อการร้าย จี้เครื่องบิน เรียกค่าไถ่ ระเบิดพลีชีพ ...แล้วก็ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องที่พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้านะ; พวกเขาจูบพื้นวันละ 5 เวลาและก็กราบไหว้หินดำ (กะบะฮ์) กลางทะเลทรายนั่นน่ะ

โอ, ไม่ละ ผมไม่อยากเจอกับชาวมุสลิม ไม่มีทาง

พ่อผมยืนกรานให้ผมพบ และบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพดี พ่อหว่านล้อมมากๆ ผมก็เลยยอม

แต่มีข้อแม้นะ, คือผมจะพบเขาวันอาทิตย์หลังเสร็จจากโบสถ์แล้วเท่านั้น

วันนั้นผมเดินกลับจากโบสถ์ หอบไบเบิลไว้ในมือตามปกติ สวมหมวกที่เขียนข้างหน้าว่า 'พระเยซูคือพระเจ้า' (Jesus is Lord) ใบหน้าผมสดใสร่าเริง ภรรยาและลูกสาวสองคนของผมก็มาด้วย เอาละ, เราพร้อมแล้วที่จะเจอกับชาว 'มุสลิม' เป็นครั้งแรก

เมื่อไปถึงที่ร้าน ถามพ่อว่าไหนล่ะ 'มุสลิม' พ่อผมผายมือไปแล้วบอกว่า: "เขายืนอยู่นี่ไง" ผมชักงง นั่นต้องไม่ใช่มุสลิมแน่ๆ ไม่มีทาง

ผมกำลังมองหาชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีขาว (เสื้อโต๊บ) สวมหมวกใบใหญ่ๆ เครายาวมาถึงหน้าอก

แต่ชายผู้นี้ไม่มีเครา แถมบนศีรษะก็ไม่ค่อยมีผมอีกต่างหาก คือเกือบล้านแล้วละ เขาเข้ามาเช็คแฮนด์กับผมอย่างสุภาพ

ผมชักงงๆ คือพวกมุสลิมในความคิดผมต้องเป็นพวกก่อการร้ายหรือคาร์บอมบ์อะไรทำนองนั้น เอ...แต่ที่เห็นนี่มัน... เฮ้อ...มันอะไรกันล่ะนี่? งงแฮะ

ประหลาดใจในความเชื่อของมุสลิม

ไม่เป็นไร ผมจัดการผู้ชายคนนี้ได้ ชาวอาหรับคนนี้ต้องการ 'ความช่วยเหลือ' และผมกับพระเจ้ากำลังจะช่วยแล้วละ และก็, หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ผมถามเขา:

"คุณเชื่อในพระเจ้าไหม?"

เขาตอบว่า "เชื่อสิ" (ดีมาก!)

ผมถามอีกว่า "คุณเชื่อในอาดัมและอีฟไหม?"

เขาตอบว่า "เชื่อสิ"

ผมถามอีกว่า "แล้วอับราฮัมล่ะ? คุณศรัทธาในท่านไหมและเชื่อไหมว่าท่านพยายามเสียสละบุตรชายของตัวเองเพื่อพระเจ้า?"

อีกครั้งนึงที่เขาตอบว่า "เชื่อสิ"

ผมถามอีกว่า "แล้วโมเสสล่ะ?"

เขาตอบว่า "เชื่อสิ"

ผมถามอีกว่า "แล้วศาสดาคนอื่นๆ ล่ะ, เดวิด, โซโลมอน, และยอห์น?"

เขาตอบว่า "เชื่อสิ"

ผมถามอีกว่า "คุณเชื่อในไบเบิลไหม?"

อีกครั้งนึงที่เขาตอบว่า "เชื่อสิ"

จากนั้นก็มาถึงคำถามสำคัญละ "คุณเชื่อในพระเยซูไหม? ว่าท่านเป็นไครส์ของพระเจ้า?"

เขาก็ยังตอบอีกว่า "เชื่อสิ"

อ้า, นี่ท่าทางจะง่ายกว่าที่ผมคิดซะแล้ว อย่างเขาเนี่ยพร้อมจะทำพิธีแบ๊พไทส์เป็นคริสเตียนได้เลย แค่เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น จากที่ผมเคยสอนคนให้ศรัทธาในพระเจ้ามาเยอะแยะ ผมว่ามุฮัมหมัดนี่ละจะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของผม คอยดูนะผมจะเปลี่ยน 'มุสลิม' คนนี้ให้เป็น 'คริสเตียน'

ผมถามว่าจะไปดื่มน้ำชากันไหม เขาบอกโอเค เราเลยเดินไปที่มอลล์เล็กๆ กัน นั่งดื่มชาแล้วก็คุยกันเรื่องที่ผมชอบที่สุด เก้าะ...เรื่อง 'ศาสนา' ไง! หลังคุยกันไปชั่วโมงนึง ผมพบว่าเขาเป็นคนสุภาพ เงียบขรึม และก็ขี้อายนิดหน่อย เขาตั้งใจฟังที่ผมพูดทุกคำ ไม่เคยขัดจังหวะ ผมรู้สึกถูกใจเขา ผมว่าเขาเป็นคริสเตียนที่ดีได้

ผมบอกพ่อว่าผมโอเคที่จะทำธุรกิจกับชาวอียิปต์คนนี้ ผมยังให้เขานั่งรถไปกับผมตลอดทางที่ผมทำธุรกิจด้านเหนือของเท็กซัส เราไปด้วยกันบ่อยมาก ระหว่างขับรถผมมักเปิดวิทยุสถานีที่สอนศาสนา ตั้งใจจะให้ผู้ชายคนนี้ซึมซับเรื่องศาสนาคริสต์มากขึ้น เราคุยกันเรื่องพระเจ้า ความหมายของชีวิต ศาสดา และพระเจ้าส่งสารมายังมนุษยชาติอย่างไร เรายังคุยกันเรื่องส่วนตัวและไอเดียอื่นๆ อีกมากมาย

วันหนึ่งผมรู้มาว่า มุฮัมหมัดเพื่อนผมต้องย้ายออกจากที่พักที่เขาแชร์กับเพื่อน เขาอาจไปพักที่มัสยิดก่อน ผมเลยขอพ่อให้เขามาพักกับเรา เพื่อได้ช่วยกันทำงานช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย และก็พร้อมตลอดเวลาที่จะออกเดินทางขับรถไปทำธุรกิจด้วยกัน พ่อผมตกลง มุฮัมหมัดเลยย้ายเข้ามา ช่วงนั้นผมก็ยังคงแวะเวียนไปเจอเพื่อนมิชชันนารีในรัฐเท็กซัสอยู่เรื่อยๆ

ถกเรื่องศาสนา

วันหนึ่งมิชชันนารีเพื่อนผมคนนึงเกิดอาการหัวใจวาย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง ผมไปเยี่ยมเขาอาทิตย์ละหลายครั้ง ผมชวนมุฮัมหมัดไปด้วยทุกครั้งเพื่อจะได้พูดคุยกันเรื่องศาสนา เพื่อนผมไม่ถูกใจเท่าไหร่ และก็ไม่ค่อยอยากคุยเรื่องอิสลาม แล้ววันหนึ่งผู้ป่วยอีกเตียงหนึ่งในห้องนั้น (ห้องคู่) เขานั่งรถเข็นเข้ามาในห้อง ผมเดินไปทักทาย ถามว่าชื่ออะไร เขาตอบว่า จะชื่ออะไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผมถามอีกว่าเขามาจากไหน เขาบอกว่ามาจากดาวพฤหัส ผมคิดสักครู่หนึ่งพยายามถามตัวเองว่านี่ผมอยู่ตึกผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคประสาทกันแน่!

ผมว่าผู้ชายคนนี้ต้องเหงา หดหู่ และต้องการใครสักคนในชีวิตแน่ๆ ผมก็เลยเริ่มร่ายยาวเรื่องพระเจ้า ผมอ่านตอน โยนาห์ ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) ที่ได้รับพระวจนะจากพระเจ้าให้ไปบอกชาวเมืองให้ประพฤติตัวให้ถูกต้อง แต่โยนาห์กลับทิ้งชาวเมือง ลงเรือหนี ต่อมาเรือโดนพายุใหญ่ ท่านยอมให้ชาวเรือจับท่านโยนลงทะเลเพื่อให้พายุสงบ ต่อมาท่านโดนปลาวาฬกลืนลงไปในท้อง โยนาห์อยู่ในท้องปลาวาฬสามวันสามคืน ต่อมาพระเจ้าได้เมตตาตามคำวิงวอนของโยนาห์ ให้ปลาวาฬนั้นสำรอกโยนาห์ออกมาไว้บนแผ่นดินแห้ง ท่านจึงเดินทางกลับไปยังเมืองนีนะเวห์อย่างปลอดภัย สิ่งที่ได้จากบทนี้ก็คือ คนเราไม่สามารถหลีกหนีปัญหาไปได้ เรารู้อยู่ว่าเราได้ทำอะไรลงไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ พระเจ้าก็ทรงรู้ว่าเราได้ทำอะไรลงไป

หลังผมอ่านจบ ผู้ชายในรถเข็นมองหน้าผมแล้วขอโทษ เขาขออภัยที่ตะกี้หยาบคายไปนิด เขามีเรื่องเครียด เลยเพี้ยนๆ ไปหน่อย จากนั้นเขาบอกว่าอยากสารภาพอะไรบางอย่างกับผม ผมบอกว่าผมไม่ใช่บาทหลวงคาทอลิก ผมรับสารภาพบาปไม่ได้ เขาบอกว่าเขารู้ว่าผมไม่ใช่ แล้วเขาก็บอกว่า: "คือผมเป็นบาทหลวงคาทอลิกน่ะ" ผมตกใจนะสิ! ผมเพิ่งเทศนาคำสอนของศาสนาคริสต์ให้กับมิชชันนารีคริสต์ฟังรึนี่! เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? บาทหลวงคาทอลิกเริ่มเล่าประสบการณ์การเป็นมิชชันนารีมามากกว่า 12 ปี เขาไปทั้งอเมริกาใต้ อเมริกากลางและเม็กซิโก รึแม้แต่นิวยอร์ก

เมื่อบาทหลวงต้องออกจากโรงพยาบาล เขายังไม่มีที่พักฟื้น ผมบอกพ่อผมว่า ผมอยากเชิญบาทหลวงคาทอลิกมาพักอยู่กับเรามากกว่าจะไปอาศัยอยู่กับครอบครัวคาทอลิก ซึ่งต่อมาบาทหลวงก็ตัดสินใจมาอยู่กับเรา

ตอนขับรถกลับบ้าน ผมคุยกับบาทหลวงเรื่องความเชื่อของอิสลาม ที่น่าทึ่งคือเขาบอกว่าเขารู้ แล้วเราทั้งสองก็คุยเรื่องอิสลามกัน ผมประหลาดใจมากตอนที่บาทหลวงบอกผมว่า บาทหลวงคาทอลิกต้องศึกษาอิสลาม บางคนได้ปริญญาเอกด้านอิสลามศึกษาซะด้วย ...ช่างเปิดหูเปิดตาผมให้กว้างขึ้นจริงๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องถกกัน

เมื่อมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทุกคืนหลังอาหารค่ำเราทุกคนจะถกเรื่องศาสนากัน พ่อผมมักเอาไบเบิลฉบับคิงเจมส์ (King James Version) ผมเอาฉบับ Revised Standard Version ภรรยาผมก็เอาอีกฉบับนึงมา ดูเหมือนว่าจะเป็น 'Good News For Modern Man' ของ Jimmy Swaggart ส่วนบาทหลวงก็มีไบเบิลของคาทอลิก ด้วยความที่มีไบเบิลหลายฉบับ ลงท้ายเราก็กลับไปถกกันเรื่องไบเบิลฉบับไหนเป็นฉบับที่ถูกต้องซะมากกว่าจะพยายามชักชวนมุฮัมหมัดให้มาเป็นคริสเตียนซะนี่!

มีหนนึง ผมถามมุฮัมหมัดเรื่องอัล-กุรอาน ผมถามว่าในช่วง 1,400 ปีของอิสลามน่ะมีอัล-กุรอานกี่ฉบับ (version) เขาบอกว่า อัล-กุรอานมีเพียงฉบับเดียว และไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงหรือสังคายนาเลยตลอดระยะเวลา 1,400 ปี เขายังบอกอีกว่า ปัจจุบันมีคนนับหมื่นนับแสนสามารถท่องจำอัล-กุรอานได้ทั้งเล่ม ตั้งแต่อัล-กุรอานได้ลงมาให้กับมนุษย์ มีผู้คนนับล้านจดจำอัล-กุรอานได้ทุกตัวอักษร จากปกหน้าถึงปกหลัง ทุกตัวอักษรไม่มีผิดเพี้ยน

เอ...ผมว่ามันยังไงๆ อยู่เหมือนกัน อย่างภาษาดั้งเดิมของไบเบิล (อาราเมอิก) เป็นภาษาที่ตายแล้วตั้งหลายศตวรรษแถมต้นฉบับดั้งเดิมของไบเบิลก็สูญหายไปตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน

บาทหลวงคาทอลิกรับอิสลาม

วันหนึ่ง บาทหลวงขอตามมุฮัมหมัดไปมัสยิดด้วย เขาอยากรู้ว่าที่นั่นเป็นยังไง เมื่อพวกเขากลับมา ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามบาทหลวงคาทอลิกว่าที่นั่นเป็นยังไง มีพิธีกรรมอะไรบ้าง บาทหลวงตอบว่า ก็ไม่เห็นพวกเขาจะทำอะไร แค่ไปมัสยิด ละหมาด แล้วก็กลับ ผมถามว่า: "เสร็จแล้วกลับเลยอ่ะ? ไม่มีการกล่าวอะไรหรือร้องเพลงเลยเรอะ?" บาทหลวงตอบว่า "ไม่มี"

ผ่านไปหลายวัน บาทหลวงขอไปมัสยิดกับมุฮัมหมัดอีก แต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พวกเขาหายกันไปนานทีเดียว จนพระอาทิตย์ตกแล้วก็ยังไม่โผล่มา พวกผมที่บ้านก็ชักห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรร้ายแรง แต่สักพักพวกเขาก็กลับมา พอโผล่มาที่ประตูเท่านั้นแหละผมจำมุฮัมหมัดได้ทันที แต่นั่นใครล่ะที่มากับมุฮัมหมัดน่ะ? ผู้ชายใส่ชุดยาวสีขาวแบบอาหรับ (ชุดโต๊บ) สวมหมวกขาวด้วย หา! นั่นมันบาทหลวงคาทอลิกนี่! ผมถามเขาว่า: "พีท? - คุณกลายเป็นมุสลิมไปแล้วเรอะ?" เขาตอบว่าเขาปฏิญาณตนเป็นมุสลิมในวันนั้นแหละ บาทหลวงคาทอลิกกลายเป็นมุสลิม!!!!!! ทีนี้จะอะไรต่อไปอีกล่ะ? (เดี๋ยวคุณจะได้เห็น)

นย

 

 

 

ผมยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า

ผมเดินขึ้นไปชั้นบน ครุ่นคิดเรื่องทั้งหมดสักพักนึง แล้วก็หันมาถามภรรยา เธอกลับบอกผมว่า เธอเองก็กำลังจะรับอิสลามเหมือนกัน เพราะเธอรู้ว่านั่นคือความจริง! ตอนนี้ผมแทบช็อค! ผมเดินลงไปข้างล่าง ปลุกมุฮัมหมัด บอกให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน ถกเรื่องศาสนากันหน่อย เราเดินกันไป ถกกันไปตลอดคืน จนได้เวลาละหมาดซูโบะฮ์ในตอนเช้าตรู่ มุฮัมหมัดถึงขอตัวไปละหมาด ผมรู้ว่าความจริงต้องมาถึงในที่สุด และตอนนี้มันขึ้นอยู่กับผมแล้วว่าจะจัดการยังไงกับตัวเอง ผมเดินไปหลังบ้านพ่อ เจอลานพื้นไม้อัด ผมนั่งคุกเข่า แล้วก้มศีรษะลงจรดพื้น หันไปยังเมือง เมกกะ ทิศเดียวกับที่ชาวมุสลิมทั้งโลกหันไปทุกวันๆ ละ 5 เวลา

ในท่านั้น, ร่างกายของผมหมอบอยู่กับลานไม้อัด ศีรษะจรดพื้น ผมวิงวอน: "โอ้พระเจ้า หากพระองค์อยู่ที่นั่น โปรดนำทางให้ผมด้วย...โปรดนำทางให้ผม" จากนั้นสักพักหนึ่ง ผมเงยศีรษะขึ้น สังเกตว่าอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เปล่านะ, ไม่มีนกหรือทูตสวรรค์บินลงมาจากท้องฟ้า ไม่มีเสียงอะไรหรือเสียงเพลง ผมไม่เห็นแสงสว่างจ้าหรือวิบวับ แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงในจิตใจของผม ผมคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องเลิกโกหก เลิกคดโกง หรือว่าทำธุรกิจแบบไม่ค่อยตรงไปตรงมา ถึงเวลาที่ผมต้องทำธุรกิจแบบซื่อสัตย์และเถรตรง ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมต้องทำยังไง ผมเลยกลับบ้าน ขึ้นไปอาบน้ำข้างบน ผมอาบเพื่อ 'ชำระล้าง' ความไม่ดีของผมคนเก่า

ต่อไปผมจะเป็นคนใหม่ ชีวิตใหม่ ชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและสิ่งที่พิสูจน์ได้

ราว 11:00 น. ก่อนเที่ยง ผมยืนอยู่ต่อหน้าพยานสองคน คนหนึ่งคืออดีตบาทหลวงคาทอลิก ซึ่งก่อนนี้ชื่อ คุณพ่อ ปีเตอร์ จาคอบ และอีกคนคือ มุฮัมหมัด อเบล ราฮ์มาน ผมกล่าว ชาฮาดาฮ์ ปฏิญาณตนเป็นมุสลิม 'ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมหมัดคือศาสนฑูตของพระองค์'

ภรรยาผมและพ่อผมรับอิสลาม

อีกไม่กี่อึดใจ ภรรยาผมก็ตามมาเพื่อกล่าว ชาฮาดาฮ์ แต่หนของเธอนี่ มีพยานตั้งสามคน (คือ มุฮัมหมัด บาทหลวงคาทอลิก และผม)

ส่วนพ่อผมรีรออยู่ไม่กี่เดือนก็กล่าว ชาฮาดาฮ์ เช่นกัน หลังพ่อปฏิญาณตนก็ได้ละหมาดร่วมกับผมและมุสลิมคนอื่นๆ ที่มัสยิด

ผมเอาลูกออกจากโรงเรียนคริสเตียนไปเข้าโรงเรียนมุสลิม ตอนนี้ 10 ปีให้หลังพวกเขาศึกษาคำสอนของอิสลามและท่องอัล-กุรอานได้เยอะแล้ว

แม่เลี้ยงผมเป็นคนสุดท้ายที่กล่าว ชาฮาดาฮ์ เพื่อยืนยันว่าพระเยซูมิได้เป็นบุตรของพระเจ้า ท่านเป็นศาสนฑูตผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่พระเจ้า

ตอนนี้หยุดสักนิดนึงแล้วคิด คนทั้งบ้านที่มาจากพื้นฐานที่ต่างกันไปหันมาศึกษาและกราบไหว้พระผู้สร้างและผู้อภิบาลแห่งสากลโลก คิดดูสิ ทั้งบาทหลวงคาทอลิก ผม พ่อผมที่เป็นสปอนเซอร์ให้โบสถ์ เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนคริสเตียน ทั้งหมดหันมาสู่อิสลาม!

ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นไปโดยพระประสงค์และพระเมตตาของอัลลอฮผู้ทรงนำทางพวกเราไปสู่ความจริงแห่งอิสลาม

ปรากฏการณ์มิชชันนารีแห่รับอิสลาม

หากผมจบลงเพียงแค่นี้ พวกคุณก็คงบอกใช่ไหมว่า อืม, เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจทีเดียว แต่...เฉพาะที่ผมรู้จักก็ยังมีมิชชันนารีคริสต์อย่างน้อยอีกสามคนจากนิกายต่างกันที่หันศรัทธาไปยังอิสลามพร้อมๆ กัน แล้วครอบครัวพวกเขาทั้งหมดก็รับอิสลามในที่สุด

แต่นั่นมิใช่ทั้งหมดนะ ยังมีอีก! ตอนที่ผมอยู่ที่ แกรนด์แพรรี่ รัฐเท็กซัส (ใกล้ดัลลัส) ผมเจอกับนักเรียนวิทยาลัยศาสนาของแบ๊พทิสต์ ชื่อ โจ มาจาก เทนเนสซี เขาหันมารับอิสลามหลังจากอ่านอัล-กุรอานในวิทยาลัยศาสนาของแบ๊บทิสต์!!

ยังมีอีก อย่างบาทหลวงคาทอลิกในเมืองนึงที่ชอบพูดถึงอิสลามในแง่ดีเสมอๆ ผมเลยถามเขาว่าก็แล้วทำไมคุณไม่รับอิสลามล่ะ เขาตอบว่า "อะไร? แล้วผมก็ตกงานอ่ะนะ?" - เขาชื่อ คุณพ่อจอห์น ซึ่งตอนนี้เราก็หวังว่าเขาจะหันมารับอิสลามในวันหนึ่งข้างหน้า

มีอีกไหม? มีอีกแน่นอน! ปีถัดมาผมเจอกับอดีตบาทหลวงคาทอลิกผู้เคยเป็นมิชชันนารีในอาฟริกามา 8 ปี เขาศึกษาอิสลามที่นั่นแล้วก็รับอิสลามในที่สุด เขาเปลี่ยนชื่อเป็น โอมาร์ (อุมัร) ต่อมาย้ายไปเมืองดัลลัส เท็กซัส

มีอีกรึเปล่า? มีสิ! สองปีถัดมาช่วงที่ผมอยู่ในซานอันโตนิโอ เท็กซัส ผมถูกแนะนำให้รู้จักกับอดีตอาร์คบิชอบของคริสต์ออร์โธดอกซ์ ประเทศรัสเซีย ผู้เคยศึกษาอิสลาม ต่อมาท่านลาออกจากตำแหน่งทางศาสนา หันมารับอิสลาม (หมายเหตุ: คาดว่าน่าจะหมายถึง อาร์คบิชอบ Viacheslav Polosin แห่งรัสเซีย ผู้ช็อคโลกด้วยการเปลี่ยนมารับอิสลามในเดือนมิถุนายน 1999 ตำแหน่งอาร์คบิชอบคือหัวหน้ามิชชันนารี)

และก็ตั้งแต่ผมรับอิสลามและเดินสายบรรยายเรื่องศาสนาให้ชาวมุสลิมในสหรัฐฯ และทั่วโลกฟัง ผมเจอผู้คนมามากมายหันมารับอิสลามหลังจากได้ศึกษาแล้ว ทั้งคนระดับผู้นำประเทศ ครู ศาสตราจารย์ ครูสอนศาสนาของศาสนาอื่น คนที่หันมารับอิสลามมีทั้งที่เคยเป็นยิว ฮินดู คาทอลิก โปรแตสแตนท์ พยานพระยะโฮวา กรีกออร์โธดอกซ์ คริสเตียนคอปติกจากอียิปต์ หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เคยไม่เชื่อในพระเจ้า

ทำไมนะรึ? เป็นคำถามที่ดีมาก

คำแนะนำในการศึกษาเพื่อแสวงหาความจริง

ผมขอให้คำแนะนำต่อผู้แสวงหาความจริงสัก 9 ข้อเพื่อชำระจิตใจซะก่อน

1.      ชำระล้างจิตใจ จิตวิญญาณ ให้สะอาด

2.      ล้างอคติ การเลือกที่รักมักที่ชัง

3.      อ่านอัล-กุรอานฉบับแปลที่ดีที่สุด หรือภาษาที่คุณเข้าใจง่ายที่สุด

4.      ใช้เวลาสักนิดนึง

5.      อ่านแล้วย้อนกลับไปเปรียบเทียบ

6.      คิดและอธิษฐาน

7.      วิงวอนขอจากพระเจ้าเพียงองค์เดียว ผู้ซึ่งสร้างคุณขึ้นมา และนำคุณไปสู่แนวทางที่เที่ยงตรง

8.      ทำแบบนี้ไปซัก 2-3 เดือน ทำให้ชิน

9.      เหนือสิ่งอื่นใด อย่าให้ใครมาเป่าหูผิดๆ ในช่วงคุณกำลังอยู่ในภาวะของ "การเกิดใหม่ของจิตวิญญาณ"

ที่เหลือก็ขึ้นอยู่ที่คุณกับพระเจ้าแล้วละ หากคุณรักพระองค์จริงๆ พระองค์ทรงรับทราบ พระองค์จะจัดการกับพวกเราแต่ละคนอย่างที่เราปรารถนา

ตอนนี้คุณก็รู้เรื่องราวของผมที่หันมารับอิสลามและกลายเป็นมุสลิมแล้ว ผมมีเรื่องเหล่านี้ในเว็บไซต์อีกมากมาย มีรูปประกอบสวยๆ ด้วย โปรดเข้าไปศึกษาดู และช่วยอีเมล์หาผม พูดคุยกับผม เพื่อความเข้าใจถึงความจริงที่เที่ยงแท้ ความเป็นมาของเรา เป้าหมายของเรา จุดมุ่งหมายของชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นทางนำแก่คุณในการเดินทางเพื่อแสวงหาความจริง อามีน และขอให้พระองค์ทรงเปิดหัวใจของคุณให้พบกับความจริงของโลกนี้และจุดมุ่งหมายในชีวิต อามีน

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านและได้รับทางนำจากเอกองค์อัลลอฮ พระผู้สร้างและผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

 

เพื่อนของคุณ,

ยูซุฟ เอสเตส

................................................................................................................................................................ 

อื่นๆ เกี่ยวกับ ยูซุฟ เอสเตส

หลังรับอิสลามแล้ว ยูซุฟศึกษาอิสลามและภาษาอารบิกโดยการเดินทางไปศึกษาที่อียิปต์ โมรอกโก และตุรกี นอกจากนี้เขายังมีบทบาทอื่นๆ อีกเช่น

1.      เป็นอิหม่ามอาสาสมัครในหน่วยงานทหารที่เท็กซัส

2.      เป็นนักเทศน์ของอิสลามในคุกของทางการตั้งแต่ปี 1994

3.      เป็นตัวแทนผู้นำศาสนาของมุสลิมการประชุมสุดยอดสันติภาพสหประชาชาติ เดือนสิงหาคม ปี 2000

4.      นักเทศน์ในทีวี ทั้งทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี

5.      ทำเว็บไซต์เผยแพร่ศาสนาอิสลาม http://islamtomorrow.com/

 

อ้างอิง: http://islamtomorrow.com/

http://en.wikipedia.org/wiki/Yusuf_Estes

 

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 3 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com