Home > อลียา อิซซัตเบโกวิช

เด็กหญิงตัวน้อยวางดอกไม้ไว้อาลัยแด่อลียา ผู้ที่ชาวบอสเนียเรียกว่า 'ดีโด' หรือ 'คุณปู่'

งานศพของ 'บิดาแห่งบอสเนียยุคใหม่' โปรดสังเกตว่าคนที่ยกมือขอดุอาเป็นฝรั่งมุสลิมผมทองล้วนๆ

เมื่อนักกฎหมายต้องจำใจใส่ชุดทหาร นำกองทัพออกสู้รบปกป้องแผ่นดิน

อลียา อิซซัตเบโกวิช

Alija Izetbegovic

8 สิงหาคม ค.ศ.1925 - 19 ตุลาคม 2003

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

คนนับหมื่นนับแสนเข้าร่วมชุมนุมไว้อาลัยในงานศพของอลียาที่กรุงซาราเยโว ประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา และมีมุสลิมทั่วโลกนับล้านร่วมละหมาดให้เขา...

อลียา อิซซัตเบโกวิช, ผู้เป็นที่รัก ที่นับถือ และเป็นยอดผู้นำมุสลิมของยุโรป

มีสาส์นแสดงความเสียใจจากผู้นำทั่วโลกกว่า 80 ชาติส่งเข้ามาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอลียา บุรุษผู้ซึ่งประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าเป็น 'บิดาแห่งบอสเนียยุคใหม่'

อลียาเกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1925 ในครอบครัวมุสลิมเคร่งศาสนา ด้านเหนือของเมือง Bosanski Samak ในบอสเนีย ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นดินแดนของราชอาณาจักรเซิร์บ, โครแอทส์, และสโลเวนส์ ภายใต้การปกครองของราชสำนักเซิร์บ ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 บรรพบุรุษของอลียาต้องออกจากกรุงเบลเกรดที่ครอบครองโดยชาวเซิร์บ หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญตราออกมาว่า ห้ามชาวมุสลิม, ยิว, และยิปซีอาศัยอยู่ในเมืองนั้น

ปี 1928 อลียาย้ายมาอยู่ในกรุงซาราเยโว ต่อมาช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เห็นชาวเซิร์บสังหารหมู่ชาวมุสลิมและต่อมากองทัพเยอรมันก็เข้ามารุกราน ยึดครองเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ปล่อยให้ชาวเมืองอาศัยอยู่ตามยถากรรม

ปี 1940 เมื่ออายุเพียง 16 ปี อลียาร่วมก่อตั้งขบวนการ 'ยุวชนมุสลิม' (Young Muslims) โดยได้แบบอย่างมาจาก 'อิควาน อัล-มุสลิมีน' (Ikhwan al-Muslimeen) ขบวนการสังคม, ศาสนา, และการเมืองของอียิปต์ ตอนแรกอลียามักช่วยงานด้านดูแลผู้อพยพจากบอสเนียตะวันออก ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำของขบวนการ

ปี 1946 เมื่ออายุได้ 21 ปี อลียาเริ่มเขียนหนังสือเรื่อง ประกาศแห่งอิสลาม (The Islamic Declaration) ในนั้น, เขากล่าวว่า, ไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นระหว่างศรัทธาในอิสลามกับสังคมและสถาบันการเมืองที่มิใช่อิสลาม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ 'ติโต' (Josip Broz Tito) ระงับการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ส่วนอลียา (และ Nedzib Sacirbey เพื่อนและคนสนิทของเขา) ถูกจำคุกสามปีในข้อหาเข้าร่วมขบวนการ 'ยุวชนมุสลิม' รัฐบาลถือว่าสมาชิกของขบวนการเป็นผู้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐและส่งเสริมการรวมอิสลาม หรือ 'แพน-อิสลาม' (pan-Islamism)

หนังสือ ประกาศแห่งอิสลาม ได้รับการตีพิมพ์ในอีกหลายสิบปีต่อมา คือในปี 1974 ที่เมืองเบลเกรด ต่อมาก็พิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 1990 ที่ซาราเยโว อลียาบอกว่า 'อิสลามไม่เหมือนกับระบบที่มิใช่อิสลาม' เขาเรียกร้องให้ปฏิรูปศาสนา

หลังได้รับการปล่อยตัว อลียาเรียนกฎหมายจนจบ แต่งงานกับฮาลีดา เรโปวัค (Halida Repovac) มีลูกสามคนคือ ซาบีนา, บากีร (เป็นสถาปนิก) และเลฮ์ลา (เป็นนักคณิตศาสตร์) เขาเริ่มอาชีพเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทหลายแห่งในซาราเยโว

แต่เขาก็ไม่เคยหยุดเขียนหนังสือเกี่ยวกับอิสลามและสถานภาพของชาวบอสเนียในยูโกสลาเวีย อลียาเขียนบทความให้นิตยสารหลายฉบับในยูโกสลาเวียและโลกอาหรับ โดยใช้นามปากกาว่า S.B.L. ซึ่งเป็นชื่อในวัยเด็กของเขา

ในบรรดาผู้ที่รู้สึกว่าไม่ถูกใจบทความของอลียาก็มี กามาล อับเดล นัสเซอร์ ประธานาธิบดีอียิปต์รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง มีรายงานว่า นัสเซอร์, ผู้สนิทสนมกับติโต และร่วมกันก่อตั้งองค์กรประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด, ได้เตือนผู้นำยูโกสลาเวียเรื่องอลียาและสมาชิกของขบวนการยุวชนมุสลิม

"ผมควรทำไง" ติโตถาม

"ไม่ต้องทำอะไร" นัสเซอร์ตอบ "แค่จับทุกคนมารวมกันที่ใดที่หนึ่ง แล้วก็จัดการซะทั้งหมดทีเดียว"

ต้องขอบคุณจอมเผด็จการคอมมิวนิสต์ 'ติโต' ผู้ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของนัสเซอร์ ผู้นำของแพน-อาหรับ

หนังสือเรื่อง อิสลามระหว่างตะวันออกและตะวันตก (Islam Between East and West) ของอลียาตีพิมพ์ในปี 1980 เขาเขียนเรื่องสถานภาพของชาวบอสเนีย และเรียกร้องความปรองดองระหว่างยุโรปกับชาติมุสลิม แต่นั่นทำให้คอมมิวนิสต์เคียดแค้นมาก ติโตคิดว่าอลียากำลังก่อตั้งขบวนการชาตินิยม ในปี 1983 อลียาและเพื่อนอีก 12 คนจากขบวนการยุวชนมุสลิมถูกจำคุก อลียาในฐานะผู้นำขบวนการต้องโทษถึง 14 ปี แต่ทุกคนถูกปล่อยตัวใน 5 ปีต่อมา

เมื่อออกมาจากคุกในปี 1988 ทั้งยูโกสลาเวียและระบอบคอมมิวนิสต์กำลังใกล้ล่มสลาย ในเดือนพฤษภาคม 1990 อลียาก่อตั้งพรรคการเมืองมุสลิม 'Party of Democratic Action' ซึ่งกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 1990 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนอลียาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี

ภายในไม่กี่สัปดาห์ในเก้าอี้ประธานาธิบดี อลียาก็พบว่ายูโกสลาเวียกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ สงครามในโครเอเชียใกล้อุบัติขึ้น อลียามิได้เข้าข้างฝ่ายใด บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาวางตัวเป็นกลาง

แต่การแตกสลายของยูโกสลาเวียทำให้เขาต้องคำนึงถึงอนาคตของบอสเนีย "บ้านของเราคือยุโรป มิใช่รัฐแห่งความรุนแรง" เขากล่าว "เป้าหมายของผมคือต้องการให้บอสเนียเป็นประเทศอิสระ มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบการปกครองของยุโรป" (อลียาประกาศในวันที่ 3 มีนาคม 1992 แยกบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาเป็นรัฐอิสระจากยูโกสลาเวียตามหลังโครเอเชีย)

ช่วงเดือนแรกของสงคราม กองทัพชาวเซิร์บซึ่งสนับสนุนโดยเซอร์เบียโจมตีชาวมุสลิมอย่างหนัก ประชาชนหลายร้อยคนถูกฆ่า กว่าครึ่งล้านไร้ที่อยู่อาศัย ในขณะที่กองกำลังชาวโครแอทก็พยายามยึดครองดินแดนทางตะวันตกของเฮอร์เซโกวีนาที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวโครแอท

ช่วงฤดูใบไม้ร่วง สัมพันธภาพของชาวบอสเนียกับพันธมิตรในซาเกร็บ โครเอเชีย ทวีความตึงเครียดขึ้น ชาวโครแอทด้านตะวันตกของเฮอร์เซโกวีนาประกาศตั้งตัวเป็นเขตปกครองตนเอง ในต้นปี 1993 ชาวบอสเนียนับพันที่ตกอยู่ในวงล้อม Mostar ถูกสังหาร

อลียาเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้บอสเนียเพื่อให้มุสลิมได้ต่อสู้กับกองทัพเซิร์บอย่างเท่าเทียมกัน แต่ข้อเรียกร้องของเขาไร้ผล ในทางตรงข้าม รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งหลายของสหภาพยุโรปกลับกดดันเขาให้ยอมรับข้อตกลงแบ่งดินแดนบอสเนียเป็นสามส่วน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993 อลียาปราศรัยต่อหน้าฝูงชนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นจากภาวะอดอยากที่ถูกปิดล้อมในเมืองซีปา (Zepa) ทางด้านตะวันออกของบอสเนียว่า "ผมไม่สามารถช่วยเหลือพวกคุณได้เลย ผมไม่เหลือทรัพย์สมบัติที่จะช่วยเหลือพวกคุณ แต่ตอนนี้เราได้เจอแล้ว, พี่น้องบอสเนียทั้งหลาย, เราเจอทั้งศัตรูผู้ร้ายกาจและเพื่อนผู้หน้าไหว้หลังหลอก" (การสังหารหมู่ชาวบอสเนียถือเป็นเหตุการณ์ที่อัปยศที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และการที่อลียาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตะวันตก ทำให้เขาหันไปพึ่งประเทศมุสลิม ผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บอสเนียอย่างเต็มที่ และเมื่อเซิร์บเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวบอสเนีย - นักรบมุจาฮิดีนมุสลิมนับร้อยนับพันจากโลกอาหรับและประเทศมุสลิมอื่นๆ จึงดาหน้าสู่สมรภูมิในบอสเนียเพื่อปกป้องพี่น้องร่วมศาสนา - ผู้แปล)

แม้แต่พันธมิตรของอลียาเองก็แนะนำให้เขา 'ยอมรับสันติภาพที่แหลกเป็นชิ้นๆ' เพื่อที่จะ "เอาดินแดนเพียงนิดหน่อยแล้วนำผู้คนของคุณกลับสู่ประเทศเถิด, อลียาที่รัก" นั่นคือคำแนะนำของยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำปาเลสไตน์ "หรือไม่คนของคุณก็จะสลายหายไปคล้ายหิมะที่หลอมละลายในฤดูใบไม้ผลิ"

ในเดือนกรกฎาคม 1993 อลียาจำใจยอมตกลงเป็นครั้งแรกให้ประเทศกลายเป็นสหพันธ์หลายเชื้อชาติหากเซิร์บและโครแอทยอมเช่นนั้น แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถตกลงกันได้อีกเพราะปัญหาเรื่องดินแดน ต่อมาอลียาพบว่าเขากำลังอยู่ในภาวะถูกกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะจากตัวแทนของสหภาพยุโรป (อียู), เดวิด โอเวน และ ไซรัส วานส์, ผู้อ้างว่าอลียากำลังเรียกร้องแบบไร้เหตุผล

เรื่องราวทำท่าจะดีขึ้นในเดือนมีนาคม 1994 เมื่อ Tudjman ผู้ได้รับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ยอมให้โครแอทร่วมมือกับมุสลิม ทำให้มีการส่งกำลังอาวุธไปให้ฝ่ายมุสลิมได้มากขึ้น, และยุติชัยชนะต่อเนื่องของเซอร์เบีย

ปี 1995 กองกำลังบอสเนียเริ่มได้รับชัยชนะบนความสูญเสียของของชาวเซิร์บ ในเดือนพฤษภาคม อลียามั่นใจมากและทำนายว่ากองทัพบอสเนียจะทลายปราการที่ซาราเยโวได้ในเดือนพฤศจิกายน การรบดำเนินไปอย่างดุดัน พร้อมด้วยโอกาสที่กองทัพบอสเนียจะได้รับชัยชนะต่อกองทัพเซิร์บสูงมาก ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เริ่มความพยายามครั้งใหม่ที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพอีก สหรัฐฯ ประกาศสนธิสัญญาสันติภาพเดย์ตัน (Dayton Peace Accords) ขึ้นมาในเดือนพฤศจิกายน เป็นการยุติสงครามกลางเมือง 4 ปีในอดีตสหภาพยูโกสลาเวีย (นอกจากนี้แล้วเซิร์บยังรอดตัวจากการพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้เพราะสหรัฐฯ เล็งเห็นว่าหากปล่อยให้สงครามยืดเยื้อ จะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในแหลมบอลข่าน จากนั้นนาโต้จึงยื่นคำขาดและถล่มกองทัพเซิร์บที่ปิดล้อมซาราเยโวด้วยระเบิดอย่างหนักจนต้องยอมถอย - ผู้แปล)

อลียากล่าวว่า นักประวัติศาสตร์ไม่มีวันจะเรียกสนธิสัญญาเดย์ตันเป็นอย่างอื่นได้เลยนอกจากคำว่า สนธิสัญญาสันติภาพที่ไร้ความเป็นธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สนธิสัญญานี้ร่างขึ้นโดยสหรัฐฯ และให้กองกำลังขององค์กรนาโต้ใช้กำลังทหารเข้ากำหนดให้เซิร์บยึดครองดินแดนทั้งหมดของเซอร์เบียและครึ่งหนึ่งของดินแดนบอสเนีย ในขณะที่ชาวโครแอทได้รับอีก 1 ใน 4 ส่วนของดินแดนบอสเนียที่เหลือ สนธิสัญญาของสหรัฐฯ ทำให้ชาวบอสเนียเหลือเนื้อที่เพียง 1 ใน 4 ในดินแดนของตนเอง

ที่สำคัญคือ สนธิสัญญาเดย์ตันได้กำหนดการปกครองของรัฐบาลบอสเนียขึ้นมาใหม่ที่จะส่งผลให้หยุดยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไปชั่วกาลนาน และทำให้อำนาจทางการเมืองของมุสลิมอ่อนแอลง และสนธิสัญญาฉบับนี้ปิดโอกาสที่จะเห็นการถือกำเนิดขึ้นของประเทศมุสลิมในใจกลางทวีปยุโรป!

หากมีปัญหาเกิดขึ้นที่ประเทศต่างๆ ในโลกมุสลิม เราอาจตำหนิมุสลิมด้วยกันเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ต้องมิใช่ที่บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาแน่ๆ!

การต้องเผชิญกับหลุมพรางที่วางแผนมาเพื่อทำให้มุสลิมในประเทศต้องกลายเป็นพวกล้าหลัง ทำให้อลียาตัดสินใจว่า เขาคงชราและไม่แข็งแกร่งพอที่จะสู้อีกต่อไป "ต้องมีคนอื่นขึ้นมาจัดการกับเรื่องนี้แล้ว" อลียากล่าว

ในเดือนมิถุนายน 2000 บุรุษผู้เป็นที่รักของชาวบอสเนียและถูกเรียกขานว่า "ดีโด" หรือ "คุณปู่" ประกาศว่า เขาจะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี เขาระบุสาเหตุจากปัญหาสุขภาพ แต่ที่เขาพูดน่ะ "ประชาคมโลกดำเนินการการต่างๆ ในบอสเนียมาเป็นลำดับ...แต่ผู้ที่สูญเสียคือชาวมุสลิม ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม" เขากล่าว "เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้"

การเสียชีวิตของอลียาเป็นเหตุการณ์ที่มุสลิมทั่วโลกต้องตระหนัก เขาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนของผู้นำทางการเมืองของมุสลิมในยุคเราที่แสดงออกถึงความรักและความเข้าใจอย่างแท้จริงในอิสลาม และตลอดหน้าที่การงานของเขา อลียาให้บทเรียนมาตลอดว่าตะวันตกมองมุสลิมในยุโรปอย่างไร และโลกตะวันตกจัดการกับผู้นำมุสลิมที่ทรงพลังอย่างไร

"เราต้องการเห็นชาวมุสลิมจมปลักอยู่ในวงจรเก่าๆ, พึ่งพาตัวเองไม่ได้, ล้าหลัง, และยากจนอยู่ตลอดเวลาหรือ" อลียาบันทึกไว้ "เราก็ต้องแสดงให้เห็นหนทางที่จะนำเราสู่โลกยุคใหม่: นำอิสลามมาประยุกต์ในทุกบริบท, ในชีวิตประจำวันของแต่ละคน, ในครอบครัว, ในสังคม...และก่อตั้งสังคมมุสลิมที่มีลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษตั้งแต่โมร็อคโคไปจนถึงอินโดนีเซีย"

สำหรับอลียาแล้ว นี่มิได้เป็นเพียงคำพูด: เขามีแผนการภาคปฏิบัติที่เขาได้ทำมาตลอดทั้งชีวิต

บางทีอลียาอาจเป็นผู้นำของยุโรปที่ไม่พิสมัยการทำสงครามที่สุด แต่เขาจำเป็นต้องจับอาวุธ นำกองทัพบอสเนียออกมาปกป้องแผ่นดินเกิดจากกองทัพศัตรูที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่ามากมายนัก

อลียา, มุสลิมผู้ศรัทธา, ได้ทำให้การเป็นมุสลิมไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิดอีกต่อไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในอดีตยูโกสลาเวียภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์, หากผู้ใดไปละหมาดที่มัสยิดบ่อยๆ โอกาสจะตกงานสูงมาก ในหนังสือเรียนของเด็ก อิสลามถูกเขียนให้เป็นปีศาจร้าย ส่วนเด็กนักเรียนมุสลิมที่ปฏิบัติศาสนกิจนั้นคาดเอาไว้เลยว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้เกรดสูงๆ ไม่ว่าจะขยันเพียงใด แม้แต่คำภาษาอารบิกและเตอร์กิชที่ใช้ปนอยู่ในภาษาบอสเนียก็ถูกถือว่าเป็นภาษาที่ "ไม่มีวัฒนธรรม"

ทุกวันนี้, ต้องขอบคุณนักบุญผู้เป็นนักรบผู้นี้, ที่ทำให้การปฏิรูปสังคมในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง เด็กๆ ได้เรียนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ ในขณะที่พนักงานของรัฐ, พนักงานบริษัทเอกชน, พ่อค้านักธุรกิจ, ทหาร, และนักศึกษามหาวิทยาลัยปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนาอิสลามได้อย่างเปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจและมีศักดิ์ศรี ในบรรดาผู้ศรัทธาที่เข้าละหมาดที่มัสยิดในซาราเยโวทุกวันนี้อาจพบว่าตัวเองกำลังยืนละหมาดโดยมีข้างซ้ายมือเป็นคนกวาดถนน ในขณะที่ขวามือเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง

โศกนาฏกรรมของบอสเนียมิได้มีเพียงการสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งผู้ชาย, ผู้หญิง, และเด็กจำนวน 350,000 คน เพียงเพราะว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาเกลียดชังการที่พวกเขานับถืออิสลามเท่านั้น ยังมีผู้หญิงอีกนับพันคนถูกข่มขืน มัสยิดนับร้อยแห่งถูกทำลาย นั่นหรือคือสิ่งที่บ่งบอกถึงอารยธรรมที่ทันสมัยของโลกยุคปัจจุบัน????

ไม่ว่าจะสรุปอย่างไรก็ตาม อลียาจบชีวิตลงอย่างผู้ชนะ เขานำประชาชนผู้เป็นที่รักของเขาไปสู่เสรีภาพ เขาสร้างกองทัพเพื่อปกป้องประชาชน, อลียาปฏิรูปอิสลามในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ในขณะเดียวกันก็พิทักษ์สิทธิของคริสเตียนในดินแดนใต้การปกครองของเขา

อลียาเป็นนักกฎหมาย เขาติดคุก 9 ปีภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์สาเหตุเพราะความเชื่อในอิสลามของเขา

เขาไม่เคย, อัลฮัมดุลิลลา, เป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เขาต่อสู้ขับเคี่ยวมาตลอดอายุขัย

ปี 1997 อลียาปราศรัยในการประชุมอิสลามที่กรุงเตหะรานว่า "โลกตะวันตกมิได้เลวร้าย ส่วนอิสลามนั้นคือความสมบูรณ์, นั่นคือความจริง, แต่เราก็ไม่ใช่คนที่ดีที่สุด. ดังนั้นแทนที่จะเกลียดชังโลกตะวันตก, เราควรหันมาแข่งขันกับพวกเขาดีกว่า"

อลียา อิซซัตเบโกวิช ผู้ปราศรัยอย่างนักรบ, ต่อสู้อย่างนักบุญ, และใช้ชีวิตอย่างนักปราชญ์.

 

อ้างอิง: Philosoper, Warrior, and Saint. Q-News. No 351. November 2003.

http://www.angelfire.com/dc/mbooks/izetbegovic.html

.........................................................................................................................................................................................

หมายเหตุ: ในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา, ชาวบอสเนียคือมุสลิม และชาวมุสลิมคือบอสเนีย ชาวบอสเนียเป็นชนชาติที่นับถืออิสลามมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15-16; หลังจากเติร์กตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ อิสตันบุล) เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออกได้ในปี 1453 กองทัพอันเกรียงไกรของเติร์กมุ่งหน้าสู่ยุโรป ยึดครองบอสเนียในปี 1468 และเฮอร์เซโกวีนาในปี 1480 ทั้งแหลมบอลข่าน (ยุโรปตะวันออกใกล้ๆ ตุรกี) ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 และหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (เลือกข้างผิดแท้ๆ) ออตโตมันเติร์กจึงล่มสลายสนิทเป็นตุรกีคนป่วยไม่ฟื้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ชาวบอสเนียที่เปลี่ยนจากคริสต์มารับอิสลาม (ตามผู้ปกครองชาวเติร์ก) ในประวัติศาสตร์ถูกเรียกว่าพวก โบโกมิล (Bogomil เรียกว่า Bosnian Church) ซึ่งเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ไม่เชื่อในตรีเอกานุภาพ และไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ซึ่งเมื่อเติร์กเข้าปกครองแล้วพวกเขาจึงรับอิสลามได้ง่ายที่สุด เพราะเชื่อแบบเดียวกับมุสลิม

ปัจจุบันในยุโรปมีรัฐอิสลาม 3 ประเทศคือ บอสเนีย, อัลบาเนีย, และโคโซโว

ส่วนชาวโครแอทและเซิร์บนับถือคริสต์

โศกนาฎกรรมคราวสงครามบอลข่านทำให้ชาวบอสเนียซึ่งเป็นฝรั่งสลาฟผิวขาวได้รู้ซึ้งถึงคำว่า "พี่น้องมุสลิม" ยิ่งกว่าคราวไหนๆ เพราะมีเพียงพี่น้องมุสลิมคนละสีผิวชาติพันธุ์กับเขาเท่านั้นที่ทุ่มเทเสียสละเงินทองและชีวิตเข้าปกป้องพวกเขา ในขณะที่ฝรั่งผิวขาวชาติพันธุ์เดียวกับพวกเขาในโลกตะวันตกกลับเมินเฉย

หากยังจำกันได้ช่วงสิบกว่าปีก่อน นอกจากอิหร่าน ซาอุฯ ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการเงินแก่กองทัพบอสเนียแล้ว ประเทศมุสลิมอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีเงินก็ส่งนักรบมุสลิมเข้ารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบอสเนีย ในขณะที่นายแพทย์มหาเธร์ นายกฯ มาเลเซีย ถึงขั้นใช้เครื่องบินขนชาวบอสเนียอพยพนับหมื่นมาเลี้ยงดูที่ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์

ในปัจจุบัน บอสเนียจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับโลกมุสลิม มัสยิดในบอสเนียที่เพิ่งสร้างจะมีศิลปะที่หลากหลายมาก เพราะประเทศมุสลิมทั้งหลายต่างก็เข้าไปช่วยฟื้นฟูให้

....................................................................................................................................................................................

อ่านเพิ่มเติม

อลียา อิซซัตเบโกวิช

ฝัง 41 ศพมุสลิมบอสเนียเหยื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเซิร์บเมื่อ 16 ปีก่อน
อิหม่ามบอสเนียในอเมริกา

บอสเนียทุ่ม 3 ล้านมาร์คสร้างงานในเซรเบรนิกา

อีดิลอัดฮาที่บอสเนีย

ชาวบอสเนียในอเมริกาพยายามรักษาอัตลักษณ์

ฉลองครบรอบ 600 ปีของอิสลามในบอสเนีย

ชุมชนบอสเนียในอเมริกากับทีมฟุตบอลแห่งวัฒนธรรม

ชาวบอสเนียฉลองวันตรุษอีดิลฟิตรีย์

อีดิลอัดฮาที่บอสเนีย

บอสเนียฉลองครบรอบ 470 ปีโรงเรียนอิสลามแห่งแรกของบอลข่าน
ลำดับเหตุการณ์ของจักรวรรดิออตโตมันในบอลข่าน

มุสลิมในมาซีโดเนีย

มุสลิมในมอนเตเนโกร

โคโซโว: ประเทศมุสลิมน้องใหม่ของยุโรป
บอสเนีย: รำลึกถึงมัสยิด 1,000 แห่งที่ถูกเซิร์บทำลาย 

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online:  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com