Home > ศ.ดร.มุฮัมมัด ยูนุส

มุฮัมมัด ยูนุส - นายแบงก์บังคลาเทศคว้าโนเบลสันติภาพปี 2006

Muhammad Yunus   

(28 มิถุนายน 1940- )

โดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ศ.ดร.มุฮัมมัด ยูนุส (Muhammad Yunus, Bengali: মুহাম্মদ ইউনুস Muhammod Iunus) นายแบงก์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ วัย 66 ปี และธนาคารกรามีนซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งพลิกโผเป็นม้ามืดเบียดแซงบรรดาตัวเก็งทั้งหลายคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2006 ไปครอง

คณะกรรมาธิการโนเบลประกาศเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2549 ว่าผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือ มุฮัมหมัด ยูนุส นายธนาคาร และนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาทฤษฎี 'ไมโครเครดิต' หรือเงินกู้เพื่อผู้ประกอบการรายจิ๋วซึ่งมีทุนต่ำมากๆ เพื่อให้คนจนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการ

ทั้งนี้ ไม่เพียงตัวของยูนุสเท่านั้นที่ได้รับรางวัลในปีนี้ หากแต่ธนาคารกรามีน ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งก็ได้รับรางวัลดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย โดยธนาคารดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินกู้สำหรับผู้ที่ฐานะยากจน

"สันติภาพระยะยาวไม่อาจจะบรรลุผลได้ หากกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ยังคงไม่สามารถหาหนทางหลุดพ้นจากความยากจนได้ และไมโครเครดิตก็คือหนึ่งในเครื่องมือแห่งการหลุดพ้น" โอเล แดนบอลต์ เอ็มโจอีส์ ประธานคณะกรรมาธิการโนเบลแห่งนอร์เวย์กล่าว

"มูฮัมหมัด ยูนุส ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำซึ่งสามารถจัดการแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่ภาคปฏิบัติเพื่อผลประโชยน์ของชนนับล้าน ไม่เพียงแต่ในบังคลาเทศเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงในอีกหลายๆ ประเทศด้วย"

อนึ่ง ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ บรรดาสื่อมวลชนต่างพากันคาดการณ์บุคคลที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้กันอย่างครึกโครม โดย 1 ในตัวเก็งคนสำคัญก็คือ มาร์ตตี อะห์ติซาอารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ซึ่งรับบทเป็นตัวกลางในการเจรจราสันติภาพในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซียเมื่อปีก่อน

ทว่า ในที่สุดม้ามืดอย่างนายแบงก์นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศกลับเป็นผู้คว้ารางวัลดังกล่าวไปครอง โดยยูนุสจะได้รับเงินรางวัลจำนวน 10 ล้านครอนอร์ของสวีเดน หรือคิดเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ราว 38 ล้านบาท ยูนุสบอกว่า เขาจะนำเงินรางวัลที่ได้รับไปพัฒนาอาหารโภชนาการสูงแต่ราคาต่ำขายแก่คนจน

หลังทราบข่าวว่าได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ยูนุส ผู้ได้ชื่อว่า “นายธนาคารของคนจน” พูดแทนผู้ยากไร้ทั่วโลกว่า “เป็นข่าวที่แสนวิเศษสำหรับเราทุกคน สำหรับธนาคารกรามีน สำหรับบังคลาเทศ ประเทศยากจนทั้งหลาย และคนจนทุกคนในโลกนี้” คณะกรรมาธิการโนเบล สวีเดน เองก็แสดงให้เห็นถึงความเจ๋งของตัวเองที่เลือกชายผู้ซึ่งไม่มีประเทศใหญ่ๆ ล้อบบี้รางวัลให้เลย ชื่อของยูนุสมิได้อยู่ในตัวเก็งที่จะได้รางวัลเลยแม้แต่โผเดียว ความโดดเด่นของยูนุสไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหรือสงครามเช่นผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพหลายๆ คนก่อนหน้านี้ ยูนุสได้รางวัลจากการทุ่มเททำงานเพื่อกลุ่มชนที่ยากจนที่สุดในโลก ซึ่งไม่ต้องหวังว่าชื่อเขาจะขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หรือเป็นข่าวเด่นบนจอทีวีเหมือนโนเบลสันติภาพคนอื่นๆ

คาเลดา เซีย นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศแสดงความยินดีกับยูนุส “นี่เป็นรางวัลที่ควรค่าแก่การรอคอย” เธอกล่าว ในขณะที่ มอร์เชด ข่าน รัฐมนตรีต่างประเทศบังคลาเทศกล่าวว่า “โลกได้เข้าใจและนับถือในความเสียสละของยูนุสที่มอบสิ่งดีๆ ให้กับคนจนที่สุดในหมู่คนจน สร้างความหวังให้กับผู้ที่ไม่เคยมีความหวังเลย และให้พวกเขามีเป้าหมายในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป”

ชาวบังคลาเทศในซาอุดิอารเบียก็ร่วมดีใจกับยูนุส “นี่เป็นข่าวดีที่สุดสำหรับพวกเราในเดือนรอมดอนอันศักดิ์สิทธิ์”

เอ.เอ็ม.เจ.ซาดิก เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำซาอุฯ บอกว่า ประเทศศรีลังกาก็ได้ประโยชน์จากเงินกู้ของธนาคารกรามีน ธนาคารพาณิชย์ของศรีลังกาพยายามใช้กลยุทธ์ของยูนุสในการเริ่มทำโครงการช่วยเหลือตนเองแก่หญิงผู้ยากไร้

การศึกษาและช่วงเริ่มต้นของการทำงาน

ศ.ดร.มุฮัมหมัด ยูนุส เกิดปี 1940 ที่จิตตะกอง เมืองเศรษฐกิจของบังคลาเทศ เป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 14 คน ในครอบครัวผู้มีอันจะกิน บิดาของยูนุสเป็นเจ้าของร้านขายทอง และสนับสนุนให้ลูกๆ ได้รับการศึกษาสูง ยูนุสบอกว่า โซเฟีย คาตูน มารดาของเขามีอิทธิพลที่สุดที่ทำให้เขาต้องการลบความยากจนออกจากโลกใบนี้ แม่ของเขาช่วยคนจนทุกคนที่มาเคาะประตูร้องขอความช่วยเหลือ

ยูนุสจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยดักกา บังคลาเทศ จากผลการศึกษาเข้าขั้นดีเลิศจึงได้รับทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาต่อปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ สหรัฐอเมริกา หลังจบการศึกษาในปี 1969 เริ่มงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตท ต่อมาปี 1972 ยูนุสกลับมายังบังคลาเทศเพื่อรับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจิตตะกอง บ้านเกิดของเขา

ในปี 1974 ขณะที่ยูนุสสอนเศรษฐศาสตร์ที่จิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศประสบภาวะอดอยากรุนแรง ผู้คนอดตายนับพัน “เราพยายามจะไม่ใส่ใจ” ยูนุสกล่าว “แต่แล้วผู้คนที่ร่างกายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเริ่มโผล่เข้ามาในเมืองหลวง เมืองดักกานี่แหละ ต่อมาโครงกระดูกเหล่านั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเมืองกลายเป็นมหาสมุทรของโครงกระดูกเดินได้ ผู้หิวโหยเห็นได้กลาดเกลื่อน บางทีพวกเขาก็นั่งนิ่ง ไม่ไหวติง จนไม่สามารถเดาได้เลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว พวกเขาดูเหมือนกันไปหมด ไม่ว่าจะผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนแก่ก็ดูเหมือนเด็ก เด็กเองก็ดูเหมือนคนแก่”

ความคิดที่ว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หรูฟู่ที่เขาสอนนักเรียนน่าจะช่วยแก้ปัญหาของสังคมได้นั้น ถูกบดบังด้วยความสยดสยองที่มองเห็นอยู่บนท้องถนน

“ไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใดๆ ที่ผมสอนสะท้อนให้เห็นความจริงรอบๆ ตัวเลย ผมจะไปบอกนักเรียนให้เชื่อในสิ่งที่เรียกกันหรูๆ ว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไรกัน? ผมต้องโยนทฤษฎีเหล่านี้ทิ้งซะ! รวมทั้งหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มหนาๆ เหล่านั้น แล้วหันมาเผชิญกับความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือคนจนๆ บนท้องถนนนี่ละยูนุสกล่าว

ยูนุสพร้อมด้วยลูกศิษย์ทิ้งห้องเลคเช่อร์ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านโจบรา ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยจิตตะกองที่เขาสอนอยู่ แล้วเรียนรู้ความจริงทางเศรษฐศาสตร์จากชนผู้ยากไร้ ยูนุสคุยกับสตรีขี้อายผู้นั่งสานม้านั่งไม้ไผ่ด้วยนิ้วที่ด้านชา เธอชื่อ ซูเฟีย บีกัม อายุ 21 ปี มีลูก 3 คน ยูนุสถามว่ามีรายได้เท่าไหร่ เธอตอบว่า เธอยืมเงินจากพ่อค้าคนกลาง 9 เซ็นต์เพื่อซื้อไม้ไผ่มาสานม้านั่งในแต่ละอัน เธอได้ค่าแรงแค่อันละ 2 เซ็นต์ ที่เหลือคืนให้พ่อค้าคนกลางหมด 2 เซ็นต์มีค่าเท่ากับ 75 สตางค์เท่านั้น!

”ตอนนั้นผมพูดกับตัวเองว่า โอ้! พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเงินเพียง 9 เซ็นต์ (3.50 บาท) เท่านั้นทำให้เธอต้องกลายเป็นทาส! ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงจนกรอบขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เธอทำม้านั่งได้สวยไม่มีที่ติ” ยูนุสกล่าว

วันถัดมายูนุสกลับมาพร้อมกับบรรดาลูกศิษย์ พวกเขาทำเซอร์เวย์ผู้หญิงทั้งหมู่บ้าน และพบว่าสตรี 43 คนของหมู่บ้านนี้เป็นหนี้รวมกัน 27 เหรียญสหรัฐ (1,000 บาท)

“ผมทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว! เลยเทเงินในกระเป๋าลงไปให้พวกเธอไปใช้หนี้ พร้อมบอกว่า ตอนนี้ทุกคนเป็นไทแล้ว เขาบอกผู้หญิงเหล่านั้นว่า ค่อยคืนเงินให้เขาเมื่อไหร่ที่มีเงินก็แล้วกัน แผนการของยูนุสก็คือ ให้พวกเธอได้มีเงินซื้อวัสดุเอง ไม่ต้องโดนขูดรีดโดยพ่อค้าคนกลาง

คืนนั้นยูนุสนอนไม่หลับ จนกระทั่งเขาคิดได้ว่า วิธีเดียวที่จะทำให้คนยากไร้หลุดพ้นจากวังวนอุบาทว์ของหนี้นอกระบบอย่างถาวรนั้น คือจะต้องมีธนาคารที่ยอมให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับคนยากจนโดยไม่เรียกร้องหลักประกัน

วันรุ่งขึ้น ยูนุสไปหาผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในเมืองเพื่อเสนอให้ปล่อยกู้คนจน แต่แล้วก็พบว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ไม่ได้คำนึงถึงคนจนเลยแม้แต่น้อย ดังแสดงให้เห็นในบทสนทนาระหว่างยูนุสกับผู้จัดการสาขาต่อไปนี้ ที่ยูนุสเล่าในหนังสือเรื่อง “Banker to the Poor” (นายธนาคารของผู้ยากไร้):

ยูนุส: “ผมอยากให้ธนาคารคุณ อนุมัติสินเชื่อให้กับชาวบ้านโจบราครับ”

ผู้จัดการสาขา (หัวเราะ): “ไม่มีทางหรอกครับอาจารย์! เงินจำนวนนิดเดียวที่อาจารย์บอกว่าชาวบ้านต้องการกู้น่ะ มันไม่พอจ่ายแม้แต่ค่ากระดาษแบบฟอร์มต่างๆ ที่พวกเขาต้องกรอกด้วยซ้ำ ธนาคารคงไม่เสียเวลามายุ่งเรื่องขี้ประติ๋วอย่างนี้หรอก”

ยูนุส: “ทำไมล่ะครับ? เงินจำนวนน้อยนิดเนี่ย มันสำคัญมากสำหรับความอยู่รอดของคนจนเลยนะครับ”

ผู้จัดการสาขา: “คนพวกนี้ไม่รู้หนังสือนี่ครับ กรอกแบบฟอร์มขอเงินกู้ของเรายังไม่ได้เลย”

ยูนุส: “ผมคิดว่าในบังคลาเทศ ประเทศที่ประชากรกว่าสามในสี่ไม่รู้หนังสือ การกรอกแบบฟอร์มเป็นเงื่อนไขที่ไร้สาระเอามากๆ”

ผู้จัดการสาขา: “ธนาคารทุกแห่งในประเทศมีกฎนี้นะครับ”

ยูนุส: “นั่นอาจแสดงว่าระบบธนาคารเรามีปัญหา”

ผู้จัดการสาขา: “ขนาดคนที่เอาเงินมาฝากธนาคาร เรายังให้เขากรอกใบนำฝากเลย”

ยูนุส: “ทำไมต้องทำอย่างนั้น? ทำไมธนาคารไม่รับเงินฝากมา แล้วก็ออกใบเสร็จให้ผู้ฝากเงิน บอกว่าได้รับเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้? ทำไมต้องให้ลูกค้าเป็นคนกรอก

ผู้จัดการสาขา: “แล้วถ้าเขาอยากมาถอนเงินทีหลังล่ะ

ยูนุส: “ผมไม่รู้สิ ...แต่ผมว่ามันต้องมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น คุณอาจให้ผู้ฝากเงินเอาใบเสร็จใบเดิมมาคืนให้ธนาคาร แล้วธนาคารก็คืนเงินฝากให้ ธนาคารจะไปลงบัญชียังไงก็เรื่องของคุณ ผมว่าระบบธนาคารของคุณน่ะ ถูกออกแบบมาให้ไม่เป็นมิตรกับผู้ไร้การศึกษา”

ผู้จัดการสาขา: “อาจารย์ครับ ความจริงก็คือคนกู้เงินจากธนาคารทุกแห่งในโลกนี้ต้องกรอกแบบฟอร์มกันทั้งนั้น”

ยูนุส: “โอเค งั้นถ้าผมให้นักเรียนของผมมาเป็นอาสาสมัคร กรอกแบบฟอร์มต่างๆ ให้ชาวบ้าน คุณคงไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ

ผู้จัดการสาขา: “อาจารย์ยังไม่เข้าใจครับ เราให้ชาวบ้านพวกนั้นกู้ไม่ได้ พวกเขาไม่มีทรัพย์สินอะไรที่เราจะเรียกเป็นหลักประกันได้”

ยูนุส: “ทำไมคุณต้องมีหลักประกัน ในเมื่อคุณจะได้เงินคืน? ธนาคารต้องการแค่นั้นไม่ใช่หรือครับ

ผู้จัดการสาขา: “ใช่ครับ เราต้องการเงินคืน แต่เราก็ต้องการหลักประกันด้วย นั่นเป็นการันตีของเรา”

ยูนุส: “ที่คุณพูดมาฟังดูไม่มีเหตุผลเลย คนจนที่สุดในประเทศนี้ทำงานหลังขดหลังแข็งกว่าสิบสองชั่วโมงทุกวัน พวกเขาต้องทำมาหากินเพียงเพื่อมีเงินซื้อข้าวมาประทังชีวิต ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างที่จะเอาเงินมาคืนคุณให้ได้ นั่นเป็นการันตีที่ดีที่สุดที่คุณจะหาได้แล้ว – คือชีวิตของลูกหนี้เอง”

เดาไม่ยากเลยว่า บทสนทนานี้จบลงอย่างไร ผู้จัดการสาขาบอกว่ายูนุสเป็นแค่อาจารย์นักฝันผู้ไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง มีชีวิตอยู่กับตำราและทฤษฎีเท่านั้น

ไม่ถึงปีหลังจากนั้น อาจารย์นักฝันผู้นี้ก่อตั้งธนาคารกรามีนขึ้นด้วยเงินทุนส่วนตัว สรรหาพนักงานธนาคารรุ่นแรกจากลูกศิษย์ลูกหาของตัวเอง ไม่ถึงสามสิบปีต่อมา ธนาคารนี้กลายเป็นแม่แบบของธนาคารไมโครเครดิตทั่วโลก

ผู้จัดการธนาคารสาขานั้น คงไม่เคยได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่เชื่อในคำคมของจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์:

คุณเห็นสิ่งที่เป็นอยู่ และถามว่า “ทำไมมีแต่ผมฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยเป็น และถามว่า “ทำไมไม่มี

(You see things; and you say “Why?” But I dream things that never were; and I say “Why not?”)

หมู่บ้านโจบราคือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมๆ กับการถือกำเนิดของธนาคารกรามีน โดยยูนุส นักเรียนทุนฟุลไบรท์ ศาตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากอเมริกา ผู้ไม่เกรงกลัวที่จะขยี้กฎเหล็กของธนาคารพาณิชย์ให้เป็นผุยผง!

“แบงก์ปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายใหญ่ ยูนุสกลับปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายจิ๋ว แบงก์จะปล่อยกู้ได้ลูกค้าต้องมีเอกสารหลักฐาน ยูนุสกลับปล่อยกู้ให้กับผู้ไร้การศึกษาซึ่งไม่ต้องมีเอกสารใดๆ เลย เพราะพวกเขาอ่านหนังสือไม่ออกอยู่ดี และไม่ว่าแบงก์ทำอะไรก็ตาม ยูนุสจะทำในสิ่งตรงกันข้ามแซม ดาลี-แฮริส ผู้อำนวยการ Micro Credit Campaign กล่าว “ยูนุสเป็นอัจฉริยะโดยแท้

ก่อตั้งธนาคารกรามีน

ในปี 1976 ยูนุสก่อตั้งธนาคารกรามีน (Gram เป็นภาษาเบงกาลี แปลว่า หมู่บ้าน) อย่างเป็นทางการ เพื่อปล่อยกู้ให้กับคนยากจนในบังคลาเทศ ปัจจุบันธนาคารกรามีนมี 1,417 สาขา จนถึงปัจจุบันนี้ ธนาคารกรามีนได้ปล่อยกู้ไปแล้วเป็นเงิน 5.72 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2 แสนล้านบาทเศษ) อัตราการคืนเงินกู้สูงถึงร้อยละ 98.85 มีหนี้เสียเพียงร้อยละ 1.15 เรียกได้ว่า หนี้เสียต่ำมากๆ

ธนาคารกรามีนดำเนินกิจการแบบธุรกิจเอกชน 100% ไม่ได้เป็นองค์กรการกุศล ไม่ได้เอาเงินสลากกินแบ่งมาแจกคืนให้กับชาวบ้าน เหมือนกับที่รัฐบาลบางประเทศชอบทำ

เพียงแต่กรามีนดำเนินธุรกิจแบบที่ตั้งอยู่ในคุณธรรม ไม่ค้ากำไรเกินควร เพราะมีเป้าหมายทางสังคมเป็นที่ตั้ง คือช่วยเหลือให้คนจนมีโอกาสกู้เงินจากสถาบันการเงิน ที่คิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด

ถ้าใช้ตัววัดที่นักวิเคราะห์ใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เช่น ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น ขนาดสินทรัพย์ หรือขนาดของสินเชื่อ กรามีนก็เทียบไม่ได้เลยกับธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย

แต่ถ้าวัดผลด้วยประโยชน์ต่อสังคมแล้ว กรามีนคงต้องเป็นธนาคารที่ “ดีที่สุด” ในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

หลักการของกรามีนเป็นหลักการที่อยู่ตรงกันข้ามกับหลักการธนาคารพาณิชย์กระแสหลักโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์กระแสหลักตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ยิ่งคุณมีเงินเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งได้เงินมากเท่านั้น หมายความว่าถ้าคุณไม่มีเงินหรือมีน้อย คุณจะไม่ได้อะไรเลย ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ประชากรกว่าครึ่งของโลกไม่สามารถใช้บริการของสถาบันการเงินกระแสหลักได้ ระบบธนาคารพาณิชย์อิงอยู่กับหลักประกัน ในขณะที่ระบบกรามีนไม่มีหลักประกัน

ธนาคารกรามีนเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า สินเชื่อเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง และสร้างระบบที่ให้สิทธิพิเศษในการให้กู้กับคนที่ไม่มีอะไรก่อน หลักการของกรามีนไม่ได้ตั้งอยู่บนการตีค่าสินทรัพย์ของผู้กู้ แต่ตั้งอยู่บนศักยภาพของเขา กรามีนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน รวมทั้งคนที่จนที่สุด มีศักยภาพไม่สิ้นสุด ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปประเมินค่าของทรัพย์สินที่คนหามาได้แล้ว ในขณะที่กรามีนประเมินศักยภาพซ่อนเร้นของปัจเจกชนที่รอวันแสดงออก

เป้าหมายหลักของธนาคารพาณิชย์กระแสหลักคือ การสร้างผลกำไรสูงสุด เป้าหมายของธนาคารกรามีนคือ การนำบริการของสถาบันการเงินไปสู่คนจน โดยเฉพาะผู้หญิงสามในสี่ของประชากร เพื่อช่วยให้เขาต่อสู้กับความยากจน มีกำไรเลี้ยงตัว และมีฐานะมั่นคง เหล่านี้เป็นเป้าหมายรวมที่เกิดจากวิสัยทัศน์ทางสังคมและเศรษฐกิจ

ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเน้นให้บริการกับผู้ชาย กว่าร้อยละ 96 ของเงินกู้กรามีนปล่อยให้กับสตรี ผู้ซึ่งอยู่ในภาวะยากไร้ และมักเป็นผู้ให้เงินจุนเจือครอบครัวมากกว่าผู้ชายเสียอีก กรามีนช่วยเลื่อนสถานะทางสังคมของหญิงยากจนในสายตาของครอบครัวพวกเธอด้วยการให้โอกาสครอบครองสินทรัพย์ กรามีนตั้งเงื่อนไขว่า กรรมสิทธิ์ในบ้านที่สร้างโดยเงินกู้จากกรามีนจะตกเป็นของผู้กู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

สาขาของธนาคารกรามีน ตั้งอยู่ในชุมชนชนบท ไม่เหมือนกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ที่พยายามตั้งอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจ และใจกลางเมือง หลักการข้อแรกของกรามีนคือ ลูกค้าไม่ควรไปหาธนาคาร ธนาคารต่างหากที่ควรไปหาลูกค้า ทุกๆ สัปดาห์พนักงานของธนาคารกรามีนทั้ง 19,000 คนจะแวะเยี่ยมลูกค้าสินเชื่อทั้ง 6.6 ล้านคนถึงบ้านทั้ง 71,000 หมู่บ้านทั่วบังคลาเทศ เพื่อให้สินเชื่อโดยเฉลี่ยรายละ 130 เหรียญสหรัฐ (5,000 บาท) น้อยกว่าที่ธนาคารพาณิชย์ให้ตั้งเยอะ ถึงถูกเรียกว่า “ไมโครเครดิต” หรือ “สินเชื่อขนาดจิ๋ว” แต่ได้ช่วยผู้ยากไร้อย่างมหาศาล เงินกู้พวกนี้ช่วยให้คนจนได้ทำธุรกิจขนาดจิ๋วเช่นตั้งแผงขายของ และทุกคนคืนเงินต้นเพียงครั้งละน้อยนิด

ธนาคารป้องกันความเสี่ยงในการปล่อยกู้โดยใช้ระบบ “กลุ่มสัมพันธ์” โดยให้กลุ่มคนขอเงินกู้ด้วยกัน 5 คนซึ่งมักเป็นญาติหรือเพื่อนๆ กัน สมาชิกในกลุ่มเป็นผู้รับประกันเงินกู้ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยให้กู้ก่อนเพียง 2 คน อีก 3 คนต้องรอจนกว่า 2 คนแรกนำเงินมาคืนแล้ว อีก 3 คนก็จะได้กู้เงินนั้นต่อไป ซึ่งระบบนี้ทำให้ผู้กู้คนแรกๆ ต้องรีบนำเงินกู้มาคืน เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้กู้ต่อ

ไม่มีเอกสารสัญญาใดๆ ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในระบบของกรามีน ดังนั้น กรามีนจึงไม่สามารถฟ้องร้องเรียกหนี้คืนจากลูกหนี้ในกระบวนการศาลได้ ไม่เหมือนกับในระบบธนาคารพาณิชย์กระแสหลัก ไม่มีกลไกจากภายนอกใดๆ ที่จะบังคับข้อตกลงเงินกู้ของกรามีนได้

ธนาคารพาณิชย์ปกติเลือกใช้วิธี ‘ลงโทษ’ เมื่อใดลูกหนี้ใช้เวลาชำระหนี้นานกว่าที่ตกลงกันไว้ ธนาคารเรียกลูกหนี้เหล่านั้นว่า “ลูกหนี้ผิดนัด” (defaulters) ระบบกรามีนยอมให้ลูกหนี้เหล่านั้นยืดอายุการชำระหนี้ออกไป โดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าทำอะไรผิด (ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ)

เมื่อลูกหนี้ประสบปัญหา ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปรู้สึกกังวลกับเงินกู้ของพวกเขา และทำทุกวิถีทางที่ทำได้ เพื่อเรียกเงินคืนมา รวมทั้งยึดหลักประกัน ในกรณีเหล่านี้ กรามีนยิ่งใช้ความพยายามกว่าเดิมที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ยามตกทุกข์ได้ยาก ช่วยให้เขาแข็งแรงขึ้นและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ

ในระบบธนาคารพาณิชย์ ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยหลังจากลูกหนี้ผิดนัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยอมยกเว้นให้ลูกหนี้ ยอดดอกเบี้ยผิดนัดอาจพู่งสูงขึ้นเป็นหลายเท่าของยอดเงินต้น แล้วแต่อายุเงินกู้ แต่ในระบบกรามีน ไม่มีทางที่ดอกเบี้ยจะมีจำนวนสูงกว่ายอดเงินต้น ไม่ว่าลูกหนี้จะหยุดชำระไปแล้วนานขนาดไหน กรามีนหยุดคิดดอกเบี้ยทันทีที่ยอดดอกเบี้ยสูงเท่ากับยอดเงินต้น

ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่สนใจว่า ครอบครัวของลูกหนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่กู้เงินจากธนาคารไปแล้ว ระบบของกรามีนใส่ใจกับการดูแลติดตามการศึกษาของลูกหลานผู้กู้ (ธนาคารกรามีนให้ทุน และสินเชื่อเพื่อการศึกษาอยู่เนืองๆ) สภาพที่พักอาศัย สุขอนามัย แหล่งน้ำดื่มสะอาด และความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติและภาวะฉุกเฉินต่างๆ ระบบกรามีนช่วยลูกหนี้ให้สร้างกองทุนบำนาญของตัวเอง และช่องทางออมเงินอื่นๆ

ธนาคารพาณิชย์ปกติคิดดอกเบี้ยเงินกู้ทบต้นทุกไตรมาส (quarterly compounding) ในขณะที่ธนาคารกรามีนคิดดอกเบี้ยแบบปกติ (simple interest) [แปลว่าลูกหนี้กรามีนจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่า]

หากลูกหนี้ล่วงลับไป กรามีนไม่เรียกร้องให้ครอบครัวผู้ตายชำระหนี้แทน แต่เบิกเงินต้นทั้งจำนวนพร้อมดอกเบี้ยจากโปรแกรมประกันชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเงินกู้อยู่แล้ว ครอบครัวลูกหนี้ไม่ต้องรับภาระผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อธนาคารกรามีนขยายตัวขึ้น ก็ได้มีการพัฒนาระบบอื่นๆ เพื่อปล่อยกู้แก่คนจนอีก นอกจากไมโครเครดิตแล้วก็มีเงินกู้ซื้อบ้าน ปล่อยกู้ให้การประมง โครงการชลประทาน สิ่งทอ และกิจกรรมอื่นๆ และมีบริการของธนาคารเช่น รับฝากเงิน

ในปี 2003 ยูนุสขยายฐานลูกค้าของธนาคารกรามีนไปสู่จุดต่ำสุดของสังคม...โดยปล่อยกู้ให้กับขอทาน! ซึ่งมีอยู่นับพันนับหมื่นทั่วบังคลาเทศ ขอทานเหล่านี้กู้เงินเพียง 9 เหรียญสหรัฐ (350 บาท) เพื่อซื้อของกระจุกกระจิกมาขายริมถนน ตอนนี้ขอทานจำนวนถึง 50,000 คนเป็นลูกค้าสินเชื่อของธนาคารกรามีน สิ่งที่ธนาคารกรามีนให้กับคนจนนั้นประเมินค่ามิได้ ผู้ยากไร้ซึ่งไม่เคยคิดฝันว่าตนจะมีเครดิตได้กู้เงินกับเขาเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพก็สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้

ความสำเร็จของกรามีนน่าจะมาจากปัจจัยหลักๆ สองประการ คือ การตั้งสมมุติฐานที่ถูกต้องเกี่ยวกับศักยภาพของคนจน และการใช้กระบวนการที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ได้ ซึ่งจำต้องรวมกระบวนการให้การศึกษาคนจนเกี่ยวกับวิธีบริหารเงิน และปรับปรุงคุณภาพชีวิต เป็นส่วนสำคัญด้วย

กรามีนต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ตรงที่ไม่มองคนจนว่าชอบชักดาบ ไม่มีสมอง หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะชำระหนี้ไม่ได้ (เพราะคิดว่าจะกู้เงินไปกินเหล้า เล่นการพนัน ฯลฯ) ยูนุสเรียกโมเดลธุรกิจของกรามีนว่า “trust-based banking” คือมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนจนในฐานะลูกหนี้

ยูนุสบอกว่า คนจนคนไหนที่ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็คงอดตายไปนานแล้ว เพราะแต่ละวันต้องปากกัดตีนถีบ ต่อสู้กับอุปสรรคนานานัปการเพื่อยังชีพวันต่อวัน ฉะนั้นคนจนคนไหนยังมีชีวิตอยู่ เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วว่า พวกเขามีความสามารถในการเอาตัวรอดจริงๆ ดังนั้น เมื่อคนจนมีความสามารถในการเอาตัวรอดสูง ย่อมแปลว่ามีศักยภาพที่จะนำเงินกู้จากกรามีน ไปลงทุนประกอบกิจการของตัวเอง ให้ลืมตาอ้าปากได้

“มนุษย์ทุกคนมีสัญชาติญาณพิเศษ – คือสัญชาติญาณแห่งการเอาตัวรอด” ยูนุสกล่าว “การที่คนยากจนยังมีชีวิตอยู่ได้ก็แสดงให้เห็นแล้วไงว่าพวกเขามีความสามารถในการเอาตัวรอด เราไม่ต้องไปสอนพวกเขาหรอกว่าต้องเอาตัวรอดยังไง เพราะพวกเขารู้มาตั้งนานแล้ว”

ความสำเร็จของโมเดลกรามีนจุดประกายไปทั่วประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว มีประเทศต่างๆ นำโมเดลกรามีนไปใช้กว่า 100 ประเทศแล้ว ตั้งแต่อูกันดาถึงสหรัฐอเมริกา

ศ.ดร.ยูนุสได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ 27 รางวัล โดยที่ 26 ปริญญาเป็นดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 

นอกจากนี้หนังสืออัตชีวประวัติของยูนุส นายธนาคารของผู้ยากไร้ (Banker to the Poor) ยังเป็นหนังสือขายดี และเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้ทำงานเพื่อมวลชนทั่วโลก

มีผู้เสนอชื่อยูนุสเข้าชิงรางวัลโนเบลหลายครั้งหลายหนแล้ว โดยเฉพาะ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยพูดในการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่สองและให้สัมภาษณ์นิตยสาร โรลลิ่งสโตนส์ ว่ายูนุสน่าจะได้รางวัลโนเบลอย่างที่สุด คลินตันเขียนสนับสนุนยูนุสในหนังสืออัตชีวประวัติ My Life ของตนและยังกระตุ้นให้สหรัฐฯ นำโมเดลของยูนุสมาใช้ในแหล่งยากจนของประเทศด้วย

ปัจจุบันยูนุสพำนักอยู่ในแฟลตขนาด 2 ห้องนอนบนอาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารกรามีนที่เมืองดักกา กับ ‘อัฟรอซ’ ภรรยานักฟิสิกส์ของเขา และ ‘ดีน่า’ ลูกสาว

ความฝันของยูนุซก็คือต้องการขจัดความยากจนออกไปจากโลกใบนี้ อย่างไรก็ตามแม้ความฝันของเขาไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยไมโครเครดิตเพียงประการเดียว แต่ความพยายามของมุฮัมมัด ยูนุซ และธนาคารกรามีนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ไมโครเครดิต” มีส่วนสำคัญยิ่งในการขจัดความยากไร้ของผู้คนบนโลกนี้

ยูนุสยังทำงานระดับนานาชาติอีกมากมาย เช่น

  • ช่วงปี 1993-95 เขาได้รับแต่งตั้งจากเลขาธิการสหประชาชาติให้เป็นสมาชิกในกลุ่มที่ปรึกษานานาชาติในงานประชุมสตรีโลกครั้งที่ 4 ที่กรุงปักกิ่ง 
  • ปี 1993-95 Global Commission of Women’s Health
  • 1993-ปัจจุบัน  The Advisory Council for Sustainable Economic Development
  • ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเกี่ยวกับสตรีและการเงิน

ในปัจจุบันเขายังเป็นกรรมการในองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากเช่น

  • อามานะฮ์ อิคเตียร์ มาเลเซีย (Amanah Ikhtiar) ซึ่งเป็นโครงการเลียนแบบธนาคารกรามีน
  • สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ฟิลิปปินส์
  • Credit and Savings for the Poor มาเลเซีย
  • Calvert Worls Values Fund
  • The Foundation for International Community Assistance
  • The National Council for Freedom from Hunger
  • RESULTS

รางวัลที่ศ.ดร.ยูนุสได้รับ:

1978 — President's Award, Bangladesh

1984 — รางวัลแมกไซไซ ฟิลิปปินส์ Ramon Magsaysay Award, Philippines

1985 — รางวัลธนาคารชาติ บังคลาเทศ (Bangladesh Bank Award)

1987 — รางวัล Shwadhinota Dibosh Puroshkar หรือ รางวัลวันประกาศเอกราช (Independence Day Award) ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของพลเมืองบังคลาเทศ

1989 — Aga Khan Award for Architecture, Switzerland

1993 — CARE Humanitarian Award

1994 — Winner of the World Food Prize

1996 — Winner of the Simón Bolívar Prize of UNESCO

1998 — Receives Prince of Asturias Award

1997 — Receives Help for Self-help Awardof Strømme Foundation, Norway

1998 — Winner of the Sydney Peace Prize

2004 — Winner of The Economist newspaper's Prize for social and economic innovation.

2006 — Mother Teresa Award, Kolkata, India

2006 — 8th Seoul Peace Prize

2006 — รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ Nobel Peace Prize, shared with Grameen Bank

นอกจากนี้แล้วยังมีอีก 47 รางวัล ในจำนวนทั้งหมด 62 รางวัล        

อ้างอิง: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9490000127999

http://en.wikipedia.org/wiki/Muhammad_Yunus

http://www.grameen-info.org/

http://www.worldfoodprize.org/laureates/Past/1994.htm

http://www.grameen-info.org/book/index.htm

http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/6047020.stm

http://www.onopen.com/2005/02/128

http://www.arabnews.com/?page=4§ion=0&article=88166&d=14&m=10&y=2006

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 1 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com