Home > จิตวิญญาณแห่งอิสลามที่อลาบามา

จิตวิญญาณแห่งอิสลามที่รัฐอลาบามา

 

 

แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php

เซลมา, อลาบามา - การอุทิศตนให้กับการปรองดองทางเชื้อชาติของ ยูซุฟ สลาม เริ่มต้นเมื่อชายผิวขาวยอมเสี่ยงชีวิตตายเพื่อพี่สาวของเขา นั่นคือในปี 1965 ที่รัฐอลาบามา ช่วงที่ขบวนการสิทธิมนุษยชนกำลังรุนแรงสุด รูบี ซาเลส พี่สาวอายุ 16 ปีของยูซุฟต่อสู้เพื่อต้านการเหยียดผิว และแล้วก็มาถึงวันหนึ่งรูบีและเพื่อนๆ เผชิญหน้ากับพวกเหยียดผิว ชายผิวขาวคนนั้นตะโกนคำลามกออกมา พร้อมเล็งปืนขึ้นมาจะเหนี่ยวไก รูบีถูกนักเรียนศาสนาอิปิสโคพัลชื่อ โจน ดาเนียลส์ ผลักออกไปจากวิถีกระสุน ร่างของเขารับกระสุนแทน และเสียชีวิตทันที

"หากคุณอยากรู้จุดยืนของผม และผมมาอยู่ตรงนี้ทำไม คุณต้องกลับไปยังเรื่องของรูบีและโจน ดาเนียลส์" ยูซุฟเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไม่ไกลจากเมืองนี้เท่าไหร่ ใกล้ๆ แม่น้ำอลาบามา

ตอนแดเนียลส์เสียชีวิต ยูซุฟอยู่ที่ซัมเมอร์แค้มป์ของโรงเรียนในโคโลราโด "ท่ามกลางเด็กๆ ลูกเศรษฐีกลุ่มใหญ่" เขาว่า "ผมได้รับทุนการศึกษา แต่หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมคิดว่าผมควรจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนจิมโครว์ของผมที่ภาคใต้ดีกว่า และเริ่มต้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่นั่น"

"ผมรู้สึกขอบคุณที่มนุษย์คนละสีผิวกับเรายอมเสียสละชีวิตเพื่อเรา ผมเลยไม่เคยมองเรื่องสีผิวเป็นหลักเลย"

วันนี้ที่เซลมา, ยูซุฟบอกได้เลยว่า, เป็นที่ที่ต่างจากช่วงสุดๆ ของความรุนแรงจากการเหยียดผิวในปี 1965 และเขาก็พูดถูกทีเดียว เรื่องการเหยียดผิวแบบสมัยก่อนแทบไม่เหลือให้เห็น ตอนนี้เมืองนี้มีนายกเทศมนตรีเป็นคนผิวดำ สมาชิกในสภาเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นคนผิวดำ

แต่ยูซุฟบอกว่า ภายใต้สิ่งที่ทุกคนเห็นนั้น เรื่องการเหยียดผิวก็ใช่ว่าจะไม่มี

****

เป็นการยากที่จะเชื่อว่าคนที่เปลี่ยนเป็นมุสลิมเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างยูซุฟจะได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเมืองเซลมาและดัลลัสให้เป็นผู้แทนของพวกเขาในสภารัฐอลาบามา เมืองนี้มีชาวผิวขาวร้อยละ 47 - ประชากรทั้งผิวขาวและผิวดำถึงร้อยละ 99 นับถือศาสนาคริสต์ - และจำนวนมากเป็นเซ้าเทิร์นแบ๊บติสท์ที่เคร่งครัด

ด้วยโครงสร้างประชากรเช่นนี้ คงไม่มีมุสลิมคนใดใฝ่ฝันจะได้รับการเลือกตั้งแน่, ยกเว้นยูซุฟ

ยูซุฟใช้กลยุทธ์การหาเสียงที่ประสบความสำเร็จมาก! เขาพูดถึงการเมืองที่ปฏิบัติได้ในชีวิตจริงและความปรองดองของคนในสังคม ซึ่งประชาชนจำนวนมาก - มากพอที่จะเลือกเขาเข้ามาเป็นผู้แทนในสภารัฐอีกครั้ง - ถูกใจแบบนั้น

"เมื่อได้อำนาจมาแล้ว คุณต้องใช้ให้เป็น" เขากล่าวระหว่างรอรับประทานอาหารเช้าที่ภัตตาคารในดาวน์ทาวเนอร์ ห่างจากสะพานเพ็ตทัสไม่กี่ช่วงถนน ตรงสะพานนั้นในปี 1965 เคยเกิดจลาจลเมื่อชาวผิวดำประท้วงเพื่อสิทธิในการเลือกตั้ง "ผมได้เรียนรู้ที่จะเดินทางจากการเมืองแบบถือป้ายประท้วงมาเป็นการเมืองแบบเลือกตั้ง คุณเห็นมั้ย, นี่เป็นหนึ่งในหนทางของอำนาจ ยังมีเรื่องอื่นอีก ที่จะส่งต่อให้กับผู้คน ที่เซลมานี่บททดสอบอยู่ที่คุณต้องให้ความยุติธรรมต่อคนทุกเชื้อชาติสีผิว"

ยูซุฟชนะการเลือกตั้งในปี 2002 และ 2004 ในเดือนมิถุนายน 2006 ที่ผ่านมาเขาชนะในการเลือกตั้งรอบแรกเดโมแครด เกือบเท่าๆ กับการชนะเลือกตั้งทั่วไปที่นี่ - ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 54

เขาได้คะแนนจากทั้งคนผิวขาวและผิวดำ ซึ่งเขาเรียกว่า "เดโมแครตอนุรักษ์นิยมแบบเห็นอกเห็นใจกัน" เขาทำกองทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับแถบนี้ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสนับสนุนการก่อสร้างทางที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชนชาวผิวขาวทางตอนเหนือของเซลมา

ความสัมพันธ์อันดีของเขากับผู้ลงคะแนนเห็นได้ชัดในดาวน์ทาวเนอร์ ยูซุฟนั่งเงียบๆ อยู่ในบู๊ธที่ถัดจากโต๊ะผู้ชายผิวขาวที่กำลังคุยกันเสียงดังอย่างออกรส โต๊ะข้างๆ ของยูซุฟออร์เดอร์ไส้กรอกและแฮมทอด ในขณะที่สาวเสิร์ฟกำลังโฉบมาด้วย "อาหารจานปกติ" ของยูซุฟที่รู้กันดีทั้งร้านว่า "ไม่มีหมู"

ขณะที่ยูซุฟกำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับไข่ดาวและขนมปัง มีชายผิวขาวคนหนึ่งเดินโฉบมาที่โต๊ะ ก่อนจะพูดจายียวนว่า "อย่าไปเชื่อที่อีตายูซุฟพูดนะคุณ!!"

ทั้งร้านเงียบกริบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ทุกคนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทั้งผู้ชายผิวขาวที่นั่งโต๊ะถัดไป ชายชรา สาวเสิร์ฟ และตัวยูซุฟเองด้วย เห็นได้ชัดว่าสาวเสิร์ฟทั้งหลายชอบยูซุฟมากๆ และทั้งนักธุรกิจ ชาวนา หญิงชราต่างก็เดินเข้ามาทักทายเขาเช่นกัน

ดูเหมือนว่าชาวเมืองดาวน์ทาวเนอร์และผู้คนรอบๆ เมืองจะรักและนับถือชายผู้นี้มาก

ยูซุฟมีภรรยาชื่อ ไคริยาฮ์ มีลูก 5 คนชื่อ ฟาติมา รัสทรีดา กาอิยา ซาฟียาฮ์ และยูซุฟลิบริล

เบกกี นิโคลส์ ฝรั่งผิวขาวผู้อำนวยการหอสมุดของเซลมา-ดัลลัสกล่าวว่า ยูซุฟเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ "เพราะเขาพยายามที่จะเป็นผู้แทนของทุกๆ คน แม้จะฟังดูง่าย แต่ในสังคมที่นี่ คุณสมบัติข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักการเมือง"

****

เขาเกิดปี 1947 ในชื่อ โจเซฟ ซาเลส พ่อและปู่ของยูซุฟเป็นนักเทศน์ของเซาเทิร์นแบบติสท์ ส่วน รูบี พี่สาวของยูซุฟยังคงเป็นแม่ชีของโบสถ์อิปิสโคพัล ยูซุฟเปลี่ยนมารับอิสลามในยุค 1970 เพราะเหตุผลส่วนตัว - คือนิสัยไม่ดีทั้งหลายที่เขาทำช่วงเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยไมอามี (เช่น ไล่จีบสาวๆ และดื่มจัด) นั่นก็เรื่องหนึ่ง, แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ: "ผมมองหาการเปลี่ยนแปลงดังที่ดร.มาร์ติน ลูเธอร์คิง (ผู้นำชาวผิวดำสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ) บอกเรา ผมมองหาหนทางที่จะนำชาวผิวดำกลับไปสู่ดินแดนแห่งพันธะสัญญา (Promised Land) และผมไม่เห็นสิ่งนั้นในบรรดาผู้นำคริสเตียน...ผมกลับพบในอิสลาม และภายใต้การนำของอิสลาม"

ยูซุฟบอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการโจมตีเรื่องการเหยียดผิวของเนชั่นออฟอิสลาม (Nation of Islam) ที่นำโดยอิไลจาห์ มุฮัมหมัด โดยเฉพาะการบอกว่าชาวผิวขาวเป็น "ปีศาจ" แต่ในปี 1975 หลังอิไลจาห์เสียชีวิต องค์กรนี้ก็เปลี่ยนแปลงมหาศาล วริษ ดีน มุฮัมหมัด ลูกชายของอิไลจาห์ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำองค์กรต่อจากพ่อได้นำสมาชิกไปสู่อิสลามกระแสหลัก วริษดีน เน้นเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างเชื้อชาติอย่างสันติ

เมืองเซลมาค่อนข้างยากสักหน่อยกับเรื่องอาหารการกินตามหลักศาสนาอิสลาม - ที่ดัลลัสเคาน์ตี้มีสถานเริงรมย์มากพอๆ กับจำนวนโบสถ์ และยูซุฟซึ่งเป็นอิหม่ามของมัสยิดที่นี่ด้วยก็ยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่นี่จะให้ทำครบตามหลักอิสลามบางทีก็ยุ่งเหมือนกัน "ผมก็พยายามละหมาดให้ครบวันละ 5 เวลา" เขากล่าว, แต่บางทีก็ "ผมต้องยอมรับในความเป็นจริงของการใช้ชีวิตที่อลาบามาและวิถีอเมริกัน" อย่างเช่นตอนที่เขาอภิปรายในสภาของรัฐอลาบามา "แต่คุณรู้มั้ย, การละหมาดวันละ 5 เวลาของมุสลิมก็ใช่ว่าจะเยอะนะ เพราะอย่างคุณย่าผมซึ่งเป็นเซาเทิร์นแบ๊บติสท์แบบฮาร์ดคอร์ เธอสวดมนต์ตั้งวันละ 12 ครั้ง!!!"

แต่ในชุมชนคนผิวดำ พวกเขาจำนวนพอสมควรคิดว่ายูซุฟเป็น "ผู้แทนของพวกผิวขาว"

"ยูซุฟเป็นที่ปรึกษาของพวกเราจำนวนมาก" ทารานา เบิร์ก เจ้าหน้าที่ของชุมชนกล่าว "เรามักนึกถึงเขาเสมอเวลาเกิดเรื่อง แต่บางทีเขาอาจคิดว่าเขาคงมีอำนาจมากกว่านี้หากเป็นพันธมิตรกับพวกผิวขาว และนั่นทำให้เขาเลิกงานปฏิรูปต่างๆ ของชุมชนผิวดำซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับพวกเรา"

ยูซุฟใช้เวลาคิดนานมากเพื่อตอบข้อกล่าวหานี้ "คือเรื่องที่คุณได้ยินน่ะมันเป็นตำนานของยุค 1960...ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา บอกให้เลยนะว่าไม่มีใครจากสังคมคนผิวดำได้ทำอะไรให้กับเมืองเซลมามากเท่ากับที่ผมได้ทำลงไป"

เขาบอกว่า เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นผู้แทนยุคใหม่ของคนใต้ ยูซุฟบอกว่า คนอย่าง จอร์จ วอลเลซ รู้ว่าสามารถใช้เรื่องสีผิวปลุกปั่นคนเพื่อให้ตัวเองได้อำนาจมาอย่างไร และผู้นำคนผิวดำจำนวนมากก็ใช้วิธีนี้

"แต่นั่นไม่ใช่ผมแน่นอน" ยูซุฟกล่าว "ที่ผมพยายามทำก็คือ โน้มน้าวให้คนอย่าเลือกผู้แทนด้วยเหตุผลเพราะเรื่องสีผิว คือเราได้พยายามเรื่องนี้กันมามากแล้ว และตอนนี้ก็ใกล้สำเร็จ ผมว่านักการเมืองทั้งหลายน่าจะเรียนรู้จากสิ่งนี้นะ"

 

ที่มา: CSM

...................................................................................................................................................................

อ่านเพิ่มเติม:

ทอดด์ กัลลิงเกอร์: ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองเออร์วิน  

ว่าที่ส.ส.มุสลิมคนที่สองในสภาคองเกรสอเมริกา

อังเดร คาร์สัน กำลังหาเสียงสู่การเป็นมุสลิมคนที่สองในรัฐสภาสหรัฐฯ

อังเดร คาร์สัน ชนะเลือกตั้งซ่อมฉลุย เข้าเป็นส.ส.มุสลิมคนที่สองในรัฐสภาสหรัฐฯ  

คีธ เอลลิสัน

คีธ เอลลิสัน: มุสลิมตัวอย่าง

คีธ เอลลิสัน ขอสาบานตนกับอัล-กุรอาน มิใช่ไบเบิ้ล เข้าสู่รัฐสภาสหรัฐฯ 

คีธ เอลลิสันใช้อัล-กุรอานในการสาบานตนเป็นส.ส.สหรัฐฯ
บทสัมภาษณ์ คีธ เอลลิสัน: ผมจะต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวอเมริกันทุกคน
ยูซุฟ สลาม
ผู้แทนมุสลิมหนึ่งเดียวในสภารัฐอลาบามา

 จิตวิญญาณแห่งอิสลามที่อลาบามา  

 
Copyright 2006 newmuslimthailand.com All rights reserved.    Online: 3 Visitors  Contact : newmuslimthailand@yahoo.com